จิตบำบัด (Psychotherapy) ช่วยรักษาซึมเศร้าได้อย่างไร? (ไม่ใช่แค่การนั่งคุยปรับทุกข์)

“แค่ไปนั่งคุยกับหมอ จะหายป่วยได้จริงเหรอ?”, “คุยกับเพื่อนที่เข้าใจก็น่าจะเหมือนกันมั้ง?”

นี่คือความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุดครับ หลายคนมองว่า “จิตบำบัด” (Psychotherapy) คือการไปนั่งบ่นระบายความเครียดให้ใครสักคนฟัง แต่ความจริงแล้ว จิตบำบัดคือ “กระบวนการรักษาทางการแพทย์” ที่มีโครงสร้าง มีทฤษฎีรองรับ และมีเป้าหมายชัดเจน เพื่อปรับเปลี่ยนโครงสร้างความคิดที่บิดเบี้ยว ซึ่งเป็นรากเหง้าของความทุกข์ครับ

จิตบำบัด ต่างจากการคุยกับเพื่อนอย่างไร?

การระบายความทุกข์กับเพื่อนที่ดีช่วยให้ “สบายใจชั่วคราว” แต่จิตบำบัดช่วยให้ “เกิดการเปลี่ยนแปลงถาวร” ครับ

  • เพื่อน: รับฟัง ให้กำลังใจ เข้าข้างเรา (Supportive)
  • นักจิตบำบัด: เป็นกระจกสะท้อน ชวนตั้งคำถาม ให้เรามองเห็นมุมมุมหนึ่งของตัวเองที่มองข้ามไป และฝึกทักษะใหม่ๆ ในการรับมือปัญหา (Skill Training)

รู้จัก “CBT” พระเอกของวงการจิตบำบัด

รูปแบบการบำบัดที่ได้รับการยอมรับทั่วโลกว่าได้ผลดีเยี่ยมสำหรับโรคซึมเศร้า คือ การบำบัดทางความคิดและพฤติกรรม (Cognitive Behavioral Therapy – CBT)

หลักการทำงานของ CBT: CBT เชื่อว่า “เหตุการณ์” ไม่ได้ทำให้เราทุกข์ แต่ “ความคิดและการตีความ” ต่อเหตุการณ์นั้นต่างหากที่ทำให้เราทุกข์

ตัวอย่างวงจรความซึมเศร้า:

  1. เหตุการณ์: เพื่อนทักแชทมาแล้วเราตอบช้า เพื่อนเลยอ่านไม่ตอบ
  2. ความคิดอัตโนมัติ (Negative Thought): “เขาต้องโกรธเราแน่ๆ เรามันนิสัยไม่ดี ใครๆ ก็ไม่อยากคบ”
  3. อารมณ์ (Feeling): เศร้า กังวล รู้สึกไร้ค่า
  4. พฤติกรรม (Behavior): เก็บตัว ไม่กล้าทักหาใครอีก

สิ่งที่นักบำบัดจะทำ: ช่วยให้คุณ “จับโจร” (จับความคิดลบอัตโนมัติ) ให้ทัน แล้ว “สอบสวนโจร” ว่าจริงไหม? มีหลักฐานอะไร? แล้วช่วยกันสร้างความคิดใหม่ที่เป็นจริงและสร้างสรรค์กว่าเดิม เช่น “เพื่อนอาจจะแค่ยุ่ง หรือแบตหมด ไม่ได้เกี่ยวว่าเรานิสัยไม่ดี” -> ผลคือ ความเศร้าลดลง พฤติกรรมเปลี่ยน

จิตบำบัดประเภทอื่นๆ ที่น่าสนใจ

นอกจาก CBT แล้ว ยังมีแนวทางอื่นๆ ที่เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละคนต่างกันไป:

  • IPT (Interpersonal Therapy): เน้นแก้ปัญหา “ความสัมพันธ์” ที่เป็นต้นเหตุของความเครียด เช่น การทะเลาะกับคนรัก ความขัดแย้งในที่ทำงาน หรือการสูญเสียคนสำคัญ
  • Supportive Psychotherapy: การบำบัดแบบประคับประคอง เน้นสร้างความเข้มแข็งทางใจในภาวะวิกฤต

จิตแพทย์ vs นักจิตวิทยาคลินิก ต่างกันยังไง? หาใครดี?

  • จิตแพทย์ (Psychiatrist): คือ “หมอ” (M.D.)
    • จุดเด่น: วินิจฉัยโรคได้ สั่งยาได้ และทำจิตบำบัดได้
    • เหมาะกับ: ผู้ที่มีอาการทางกายชัดเจน นอนไม่หลับ รุนแรง หรือต้องใช้ยาควบคู่
  • นักจิตวิทยาคลินิก (Clinical Psychologist): จบปริญญาโท/เอก สาขาจิตวิทยาคลินิก (มีใบประกอบโรคศิลปะ)
    • จุดเด่น: เชี่ยวชาญการทำแบบทดสอบทางจิตวิทยา และการทำจิตบำบัดเชิงลึก (สั่งยาไม่ได้)
    • เหมาะกับ: ผู้ที่ต้องการเน้นการพูดคุย ปรับพฤติกรรม หรือทำแบบทดสอบวัดระดับความเครียด/IQ

บทสรุป: ยา + บำบัด = ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

งานวิจัยยืนยันว่า สำหรับผู้ป่วยโรคซึมเศร้าส่วนใหญ่ การรักษาที่ได้ผลดีที่สุดคือ “การใช้ยาควบคู่กับการทำจิตบำบัด” (Medication + Psychotherapy)

  • ยา: ช่วยกู้ระบบเคมีในสมอง ให้คุณมีแรงลุกขึ้นมาทำสิ่งต่างๆ
  • จิตบำบัด: มอบ “อาวุธ” ทางความคิด ให้คุณรับมือกับปัญหาได้เอง ป้องกันไม่ให้กลับมาป่วยซ้ำในอนาคต

คำแนะนำจากเภสัชกร: หากคุณกำลังทานยาอยู่แต่รู้สึกว่าใจยังไม่นิ่ง หรือยังมีเรื่องค้างคาใจ ลองปรึกษาคุณหมอเจ้าของไข้เพื่อขอส่งตัวทำจิตบำบัดดูนะครับ 

“ข้อมูลในบทความนี้เป็นเพียงความรู้เบื้องต้น ไม่สามารถใช้ทดแทนการปรึกษาและวินิจฉัยจากแพทย์หรือเภสัชได้ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้งเมื่อใช้ยา หรือมีปัญหาสุขภาพ”


ข้อมูลอ้างอิง

  1. American Psychological Association (APA). Understanding psychotherapy and how it works.
  2. National Alliance on Mental Illness (NAMI). Psychotherapy.

เรียบเรียงโดย (Compiled by)  : www.chulalakpharmacy.com

แชร์

ยังไม่มีบัญชี