โรคไตเรื้อรัง ระยะแรกมีอาการหรือไม่? เช็กสัญญาณเตือนก่อนไตเสื่อมโดยไม่รู้ตัว

โรคไตเรื้อรังคืออะไร ระยะแรกมีอาการหรือไม่ รู้จักสาเหตุ ปัจจัยเสี่ยง วิธีสังเกตอาการ การตรวจวินิจฉัย และแนวทางป้องกันโรคไตเรื้อรังก่อนเข้าสู่ภาวะไตวาย


โรคไตเรื้อรัง ระยะแรกมีอาการหรือไม่? เช็กสัญญาณเตือนก่อนไตเสื่อมโดยไม่รู้ตัว

โรคไตเรื้อรัง (Chronic Kidney Disease: CKD) ในระยะแรก มักไม่มีอาการชัดเจน ผู้ป่วยส่วนใหญ่ยังสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ จึงมักตรวจพบโดยบังเอิญจากการตรวจสุขภาพประจำปี เมื่อโรคดำเนินไปจนไตสูญเสียการทำงานมากขึ้น จึงเริ่มมีอาการ เช่น อ่อนเพลีย บวม ปัสสาวะผิดปกติ ความดันโลหิตสูง และในระยะรุนแรงอาจต้องล้างไตหรือปลูกถ่ายไต


โรคไตเรื้อรังคืออะไร?

ไตเป็นอวัยวะสำคัญที่ทำหน้าที่

  • กรองของเสียออกจากเลือด
  • ขับของเสียออกทางปัสสาวะ
  • ควบคุมสมดุลน้ำและเกลือแร่
  • ควบคุมความดันโลหิต
  • สร้างฮอร์โมนที่ช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง
  • ช่วยรักษาสมดุลของแคลเซียมและกระดูก

โรคไตเรื้อรังคือภาวะที่ไตค่อย ๆ สูญเสียการทำงานอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานตั้งแต่ 3 เดือนขึ้นไป หากไม่ได้รับการรักษา อาจลุกลามไปสู่ภาวะไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย


ทำไมโรคไตเรื้อรังจึงถูกเรียกว่า “ภัยเงียบ”?

ผู้ป่วยมากกว่าครึ่งไม่มีอาการในระยะแรก เนื่องจากไตสามารถทำงานชดเชยกันได้ แม้ไตจะสูญเสียการทำงานไปแล้วกว่า 40–50% ผู้ป่วยบางรายก็ยังไม่รู้สึกผิดปกติ

จึงทำให้หลายคนทราบว่าเป็นโรคเมื่อเข้าสู่ระยะที่รักษาได้ยากแล้ว


โรคไตเรื้อรังมีกี่ระยะ?

แพทย์แบ่งโรคไตเรื้อรังออกเป็น 5 ระยะ โดยอาศัยค่า eGFR ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ประสิทธิภาพการกรองของไต

ระยะค่า eGFR (mL/min/1.73m²)การทำงานของไต
ระยะ 1≥ 90ไตยังทำงานได้ดี แต่เริ่มมีความผิดปกติ
ระยะ 260–89การทำงานของไตลดลงเล็กน้อย
ระยะ 330–59การทำงานของไตลดลงปานกลาง
ระยะ 415–29การทำงานของไตลดลงมาก
ระยะ 5< 15ไตวายระยะสุดท้าย


อาการของโรคไตเรื้อรังในแต่ละระยะ

ระยะเริ่มต้น (ระยะ 1–2) ส่วนใหญ่ ไม่มีอาการ

บางรายอาจพบเพียง

  • ความดันโลหิตสูง
  • ปัสสาวะมีฟองจากโปรตีนรั่ว
  • ตรวจพบโปรตีนหรือเลือดในปัสสาวะ

ระยะกลาง (ระยะ 3)

เมื่อไตทำงานลดลงมากขึ้น อาจเริ่มมีอาการ

  • อ่อนเพลีย
  • เหนื่อยง่าย
  • เบื่ออาหาร
  • คันตามผิวหนัง
  • ปวดหรือเป็นตะคริวตอนกลางคืน

ระยะรุนแรง (ระยะ 4–5)

อาจพบ

  • บวมที่หน้า มือ หรือเท้า
  • ปัสสาวะน้อยลง
  • หายใจเหนื่อย
  • คลื่นไส้ อาเจียน
  • ซีด
  • ความดันโลหิตสูงควบคุมยาก
  • ซึม หรือสับสนจากของเสียคั่งในร่างกาย


สัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม

หากมีอาการต่อไปนี้ ควรพบแพทย์เพื่อตรวจการทำงานของไต

  • ปัสสาวะเป็นฟองต่อเนื่อง
  • ปัสสาวะมีเลือด
  • บวมที่ข้อเท้าหรือใบหน้า
  • ความดันโลหิตสูง
  • อ่อนเพลียผิดปกติ
  • ปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน
  • ค่าครีเอตินินสูงจากการตรวจเลือด


ใครบ้างที่มีความเสี่ยงสูง?

  • ผู้ป่วยเบาหวาน เป็นสาเหตุอันดับหนึ่งของโรคไตเรื้อรัง
  • ผู้ป่วยความดันโลหิตสูง ความดันที่สูงเป็นเวลานานทำลายหลอดเลือดฝอยในไต
  • ผู้สูงอายุ ประสิทธิภาพของไตลดลงตามวัย
  • ผู้ที่ใช้ยาแก้ปวดบางชนิดเป็นประจำ โดยเฉพาะยาในกลุ่ม NSAIDs หากใช้ต่อเนื่องโดยไม่มีข้อบ่งชี้
  • ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคไต ความเสี่ยงจะสูงกว่าคนทั่วไป


Medical Insight

ไตเป็นอวัยวะที่มีหน่วยกรองขนาดเล็กจำนวนมากเรียกว่า “หน่วยไต” (Nephron) เมื่อหน่วยไตถูกทำลาย ร่างกายไม่สามารถสร้างหน่วยไตใหม่ได้

แม้ไตจะสามารถชดเชยการทำงานในระยะแรก แต่เมื่อสูญเสียหน่วยไตจำนวนมาก การทำงานของไตจะลดลงอย่างถาวร

ดังนั้น การควบคุมเบาหวาน ความดันโลหิต และการหลีกเลี่ยงยาที่ทำร้ายไต จึงเป็นหัวใจสำคัญของการชะลอการเสื่อมของไต


Research Insight

องค์การอนามัยโลก (WHO) และองค์กรโรคไตนานาชาติรายงานว่า โรคไตเรื้อรังเป็นหนึ่งในโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่เพิ่มขึ้นเร็วที่สุดทั่วโลก

ข้อมูลในประเทศไทยพบว่า ผู้ป่วยจำนวนมากยังไม่ทราบว่าตนเองเป็นโรคไต เนื่องจากไม่มีอาการในระยะเริ่มต้น

งานวิจัยหลายฉบับยืนยันว่า การตรวจพบโรคตั้งแต่ระยะแรก และการควบคุมเบาหวาน ความดันโลหิต รวมถึงการลดโปรตีนรั่วในปัสสาวะ สามารถชะลอการเข้าสู่ภาวะไตวายได้อย่างมีนัยสำคัญ


โรคไตเรื้อรังตรวจอย่างไร?

แพทย์มักใช้การตรวจดังต่อไปนี้

ตรวจเลือด

  • Serum Creatinine
  • eGFR

ตรวจปัสสาวะ

  • โปรตีนในปัสสาวะ
  • อัลบูมินในปัสสาวะ
  • เม็ดเลือดแดงในปัสสาวะ

อัลตราซาวด์ไต ช่วยประเมินขนาดไตและความผิดปกติของโครงสร้าง


วิธีป้องกันโรคไตเรื้อรัง

  • ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด โดยเฉพาะผู้ป่วยเบาหวาน
  • ควบคุมความดันโลหิต ให้อยู่ในเกณฑ์ที่แพทย์แนะนำ
  • ลดอาหารเค็ม ลดการบริโภคโซเดียมเพื่อช่วยลดภาระของไต
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ แต่ไม่ควรดื่มมากเกินความจำเป็น หากมีโรคไตควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์
  • หลีกเลี่ยงการใช้ยาโดยไม่จำเป็น โดยเฉพาะยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs และสมุนไพรที่ไม่มีข้อมูลความปลอดภัย
  • ตรวจสุขภาพเป็นประจำ โดยเฉพาะผู้ที่มีเบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรืออายุเกิน 35 ปี


FAQ

โรคไตเรื้อรังรักษาหายไหม?

โดยทั่วไปความเสียหายของไตที่เกิดขึ้นแล้วไม่สามารถฟื้นกลับได้ทั้งหมด แต่สามารถชะลอการเสื่อมของไตได้หากรักษาอย่างเหมาะสม


ดื่มน้ำเยอะช่วยป้องกันโรคไตได้ไหม?

การดื่มน้ำให้เพียงพอมีประโยชน์ แต่ไม่สามารถป้องกันโรคไตได้ทุกชนิด


ปัสสาวะเป็นฟองแปลว่าเป็นโรคไตเสมอหรือไม่?

ไม่เสมอไป แต่หากเกิดขึ้นบ่อยหรือเป็นต่อเนื่อง ควรเข้ารับการตรวจเพิ่มเติม


โรคไตเรื้อรังต้องล้างไตทุกคนหรือไม่?

ไม่จำเป็น ผู้ป่วยจำนวนมากสามารถชะลอการเสื่อมของไตได้ หากตรวจพบตั้งแต่ระยะแรกและได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม


ควรตรวจการทำงานของไตเมื่ออายุเท่าไร?

ผู้ใหญ่ควรตรวจสุขภาพประจำปี และผู้ที่มีเบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือปัจจัยเสี่ยงอื่น ควรตรวจการทำงานของไตอย่างสม่ำเสมอตามคำแนะนำของแพทย์


สรุป

โรคไตเรื้อรังเป็น “ภัยเงียบ” ที่มักไม่มีอาการในระยะเริ่มต้น แต่สามารถนำไปสู่ภาวะไตวายได้หากไม่ได้รับการดูแล การตรวจสุขภาพประจำปี การตรวจค่า eGFR และปัสสาวะ รวมถึงการควบคุมเบาหวาน ความดันโลหิต และการหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง เป็นวิธีสำคัญที่จะช่วยชะลอการเสื่อมของไตและลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว


บทความที่เกี่ยวข้อง



ข้อมูลอ้างอิง (References)

  • World Health Organization (WHO)
  • Kidney Disease: Improving Global Outcomes (KDIGO)
  • National Kidney Foundation (NKF)
  • Centers for Disease Control and Prevention (CDC)
  • สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย

“ข้อมูลในบทความนี้เป็นเพียงความรู้เบื้องต้น ไม่สามารถใช้ทดแทนการปรึกษาและวินิจฉัยจากแพทย์หรือเภสัชได้ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้งเมื่อใช้ยา หรือมีปัญหาสุขภาพ”

เรียบเรียงโดย (Compiled by)  : www.chulalakpharmacy.com

แชร์

ยังไม่มีบัญชี