ยารักษาอาการคันจากเชื้อรา คือยากลุ่มต้านเชื้อรา (Antifungals) ที่ใช้สำหรับรักษาโรคผิวหนังที่เกิดจากการติดเชื้อรา เช่น โรคกลาก (Ringworm) , เกลื้อน (Tinea Versicolor), สังคัง (Jock Itch), และฮ่องกงฟุต (Athlete’s Foot),, เชื้อราในช่องคลอด (Vaginal Candidiasis), โรคเชื้อราบนหนังศีรษะ (Tinea Capitis)
ซึ่งอาการคันเป็นเพียง “อาการแสดง” หนึ่งของการติดเชื้อเหล่านี้
ตัวอย่างลักษณะเชื้อราและแก้คัน (Topical Antifungal Agents)







ยาในกลุ่มนี้ส่วนใหญ่อยู่ในรูปแบบครีม โลชั่น หรือแป้ง โดยตัวยาจะออกฤทธิ์ฆ่าเชื้อราหรือยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อราที่เป็นสาเหตุหลัก ทำให้ผื่นและอาการคันหายไป หากใช้เพียงยาแก้คันทั่วไป (เช่น สเตียรอยด์) โดยไม่ใช้ยาฆ่าเชื้อรา อาจทำให้อาการดูลดลงชั่วคราวแต่เชื้อราจะลุกลามมากขึ้นได้
กลไกการออกฤทธิ์ ยารักษาเชื้อราส่วนใหญ่ (โดยเฉพาะกลุ่ม Azoles และ Allylamines) ออกฤทธิ์โดยตรงต่อผนังเซลล์ของเชื้อรา ดังนี้:
- ยับยั้งการสร้าง Ergosterol: ตัวยาจะเข้าไปขัดขวางกระบวนการสังเคราะห์ Ergosterol ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของผนังเซลล์เชื้อรา
- ทำลายความสมบูรณ์ของเซลล์: เมื่อขาด Ergosterol ผนังเซลล์ของเชื้อราจะเกิดรูรั่ว ทำให้สารสำคัญภายในเซลล์รั่วไหลออกมา
- เชื้อราตาย: ส่งผลให้เชื้อราหยุดการเจริญเติบโตและตายในที่สุด เมื่อเชื้อราถูกกำจัด อาการอักเสบและอาการคันจึงหายไป

ประโยชน์
- รักษาโรคผิวหนังจากเชื้อราได้ตรงจุด (Curative Treatment)
- บรรเทาอาการคัน แสบ และแดง อย่างมีประสิทธิภาพเมื่อเชื้อเริ่มลดจำนวนลง
- ป้องกันการลุกลามของเชื้อราไปยังบริเวณอื่นของร่างกาย หรือติดต่อสู่ผู้อื่น
ขนาดยาและการบริหารยา
- รูปแบบ: ครีม (Cream), โลชั่น (Lotion), สเปรย์ (Spray)
- วิธีใช้:
- ทำความสะอาดบริเวณที่เป็นและเช็ดให้แห้งสนิทก่อนทายา
- ทายาบางๆ บริเวณที่มีอาการและ ทาเลยขอบผื่นออกไปประมาณ 2-3 เซนติเมตร เพื่อกำจัดเชื้อที่อาจซ่อนอยู่รอบนอก
- นวดเบาๆ ให้ยาซึมเข้าสู่ผิวหนัง
- ความถี่: โดยทั่วไปทาวันละ 1-2 ครั้ง (เช้า-เย็น) ขึ้นอยู่กับชนิดของตัวยา
- ระยะเวลา: ต้องทาต่อเนื่อง 2-4 สัปดาห์ (แม้ว่าอาการคันหรือผื่นจะหายแล้ว ก็ควรทาต่ออีกอย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ เพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ)

ผลข้างเคียง ยาทาฆ่าเชื้อรามีความปลอดภัยสูง แต่ในบางรายอาจพบอาการข้างเคียงเฉพาะที่ได้:
- รู้สึกแสบ ร้อน หรือระคายเคืองผิวหนังบริเวณที่ทา
- ผิวแห้ง ลอก หรือแดงขึ้นเล็กน้อย
- อาการแพ้สัมผัส (Allergic Contact Dermatitis) หากมีผื่นแดงเห่อขึ้นกว่าเดิม ควรรรีบหยุดยาและปรึกษาแพทย์
ข้อควรระวังและคำแนะนำเพิ่มเติม
- ห้ามเกา: การเกาจะทำให้ผิวหนังถลอกและเสี่ยงต่อการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน (Secondary Infection)
- ความสะอาด: ควรซักเสื้อผ้า ผ้าเช็ดตัว และถุงเท้าด้วยน้ำร้อนหรือตากแดดจัดเพื่อฆ่าเชื้อ
- ห้ามใช้ร่วมกับสเตียรอยด์โดยพละการ: หากไม่แน่ใจว่าเป็นเชื้อราหรือไม่ ห้ามซื้อยาแก้แพ้แก้คันที่มีสเตียรอยด์มาทาเอง เพราะจะทำให้เชื้อราลามเร็วขึ้นและรักษายากขึ้น (ยกเว้นแพทย์สั่งจ่ายยาสูตรผสม)
- สตรีมีครรภ์: ยาทาเฉพาะที่ส่วนใหญ่ปลอดภัย แต่ควรปรึกษาเภสัชกรก่อนใช้เสมอ โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสแรก
ยี่ห้อยาที่มีส่วนประกอบในไทย ในประเทศไทยมียาต้านเชื้อราหลายกลุ่มและหลายยี่ห้อที่เป็นที่นิยม เช่น:
- กลุ่ม Clotrimazole: Canesten (คาเนสเทน), Hovicor
- กลุ่ม Ketoconazole: Nizoral (ไนโซรัล – แบบครีม), Ninazol
- กลุ่ม Miconazole: Daktarin (แดกทาริน)
- กลุ่ม Isoconazole: Travogen (ทราโวเจน)
- กลุ่ม Terbinafine (ออกฤทธิ์เร็ว): Lamisil (ลามิซิล)
แหล่งซื้อยา
- ร้านขายยาแผนปัจจุบัน: ยาทาฆ่าเชื้อราส่วนใหญ่เป็นยาสามัญประจำบ้านหรือยาอันตรายที่จำหน่ายโดยเภสัชกร สามารถหาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไปโดย ไม่ต้องใช้ใบสั่งแพทย์
- โรงพยาบาล: สำหรับกรณีติดเชื้อรุนแรง ดื้อยา หรือต้องใช้ยากินร่วมด้วย แพทย์จะเป็นผู้สั่งจ่าย

“ข้อมูลในบทความนี้เป็นเพียงความรู้เบื้องต้น ไม่สามารถใช้ทดแทนการปรึกษาและวินิจฉัยจากแพทย์หรือเภสัชได้ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้งเมื่อใช้ยา หรือมีปัญหาสุขภาพ”
แหล่งข้อมูลอ้างอิง:
- Kyle, A. A., & Dahl, M. V. (2004). Topical therapy for fungal infections. American Journal of Clinical Dermatology.
- Gupta, A. K., et al. (2017). Treatments for tinea corporis and tinea cruris: A systematic review and meta-analysis.
- Mayo Clinic. (2023). Athlete’s foot – Diagnosis and treatment.
เรียบเรียงโดย (Compiled by) : www.chulalakpharmacy.com









