คำว่า “ซึมเศร้า” เป็นคำกว้างๆ ที่เราใช้เรียกอาการหม่นหมองทางใจ แต่ในทางการแพทย์นั้น โรคซึมเศร้าแบ่งออกได้หลายประเภท เปรียบเหมือน “ไข้หวัด” ที่มีทั้งหวัดธรรมดาและไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ต่างๆ ซึ่งแต่ละประเภทมีความรุนแรงและวิธีการรักษาที่แตกต่างกัน
6 ประเภทหลักของโรคซึมเศร้า เพื่อให้คุณสังเกตตัวเองและคนรอบข้างได้แม่นยำขึ้นครับ
1. โรคซึมเศร้าแบบขั้วเดียว (Major Depressive Disorder – MDD)
นี่คือประเภทที่พบบ่อยที่สุดและคนส่วนใหญ่เข้าใจกัน
- ลักษณะเด่น: มีอาการเศร้า ดิ่ง ท้อแท้ หมดความสนใจในชีวิตอย่างรุนแรง ติดต่อกันนานเกิน 2 สัปดาห์ ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน การทำงาน และความสัมพันธ์อย่างชัดเจน
- ความรุนแรง: สูง (อาจมีความคิดทำร้ายตัวเองร่วมด้วย)
2. โรคซึมเศร้าเรื้อรัง (Persistent Depressive Disorder / Dysthymia)
บางคนไม่ได้รู้สึกเศร้าจนฟูมฟาย แต่รู้สึก “ไม่สดชื่น” เหมือนมีเมฆหมอกสีเทาปกคลุมชีวิตตลอดเวลา
- ลักษณะเด่น: อาการจะไม่รุนแรงเท่าแบบ MDD ยังพอไปทำงานหรือใช้ชีวิตได้ แต่จะเป็นติดต่อกันยาวนาน อย่างน้อย 2 ปี ผู้ป่วยมักคิดว่านี่คือนิสัยส่วนตัวของตัวเอง แต่จริงๆ คือความเจ็บป่วยเรื้อรัง
- กราฟเปรียบเทียบ: ดูภาพด้านล่างเพื่อเห็นความแตกต่างของระดับอารมณ์ระหว่าง MDD, Dysthymia และ Bipolar
3. โรคไบโพลาร์ หรือ อารมณ์สองขั้ว (Bipolar Disorder)
⚠️ ต้องระวัง! ข้อนี้สำคัญมาก เพราะ “ห้ามใช้ยาแก้ซึมเศร้าเพียงอย่างเดียว”
- ลักษณะเด่น: ผู้ป่วยจะมีช่วงซึมเศร้า (Depressive Episode) สลับกับช่วงอารมณ์ดีผิดปกติ หรือคึกคักเกินเหตุ (Manic Episode) เช่น ไม่หลับไม่นอน พูดรัวเร็ว ใช้เงินเก่ง มั่นใจในตัวเองสูงเสียดฟ้า
- ทำไมต้องแยกแยะ: หากผู้ที่เป็นไบโพลาร์ได้รับยาแก้ซึมเศร้าโดยไม่มีตัวควบคุมอารมณ์ อาจไปกระตุ้นให้เกิดอาการ “แมเนีย” (คลุ้มคลั่ง) ได้ จึงต้องวินิจฉัยให้ขาด
4. โรคซึมเศร้าหลังคลอด (Postpartum Depression)
ไม่ใช่แค่ภาวะอารมณ์แปรปรวนหลังคลอด (Baby Blues) ที่หายเองได้ในไม่กี่วัน
- ลักษณะเด่น: คุณแม่จะรู้สึกซึมเศร้าอย่างหนัก ร้องไห้ไม่มีสาเหตุ รู้สึกผูกพันกับลูกน้อยลง หรือกลัวว่าจะเลี้ยงลูกไม่ไหว เกิดจากการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนอย่างรวดเร็วหลังคลอด ต้องการการดูแลใกล้ชิด
5. โรคซึมเศร้าที่มีอาการจิตเภทร่วมด้วย (Psychotic Depression)
- ลักษณะเด่น: เป็นภาวะซึมเศร้าขั้นรุนแรงที่มีอาการ “หลุดจากความเป็นจริง” ร่วมด้วย เช่น หูแว่ว เห็นภาพหลอน หรือมีความเชื่อผิดๆ (Delusion) เช่น เชื่อว่าตัวเองทำบาปร้ายแรง หรือกำลังป่วยเป็นโรคร้ายทั้งที่ไม่ได้เป็น
- การรักษา: ต้องใช้ยาต้านเศร้าร่วมกับยาต้านโรคจิต และต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด
6. โรคซึมเศร้าตามฤดูกาล (Seasonal Affective Disorder – SAD)
- ลักษณะเด่น: มักเกิดในช่วงฤดูหนาวที่กลางวันสั้นและแสงแดดน้อย (พบบ่อยในต่างประเทศ) ทำให้สารเคมีในสมองแปรปรวน ผู้ป่วยจะรู้สึกหดหู่ อยากนอนตลอดเวลา และกินคาร์โบไฮเดรตเยอะขึ้น

ทำไมต้องรู้ว่าเราเป็นแบบไหน?
การรู้ประเภทของโรคจะช่วยให้วางแผนการรักษาได้ถูกต้อง:
- Dysthymia (เรื้อรัง): อาจต้องเน้นจิตบำบัดควบคู่การปรับไลฟ์สไตล์ระยะยาว
- Bipolar (ไบโพลาร์): ต้องใช้ยาปรับอารมณ์ (Mood Stabilizers) เป็นหลัก
- MDD (รุนแรง): มักต้องเริ่มด้วยยาต้านเศร้าเพื่อกู้ระดับสารเคมีในสมองด่วน
คำแนะนำจากเภสัชกร: อาการทางจิตเวชมีความซับซ้อนและทับซ้อนกัน หากคุณสงสัยว่าตัวเองหรือคนใกล้ชิดเข้าข่ายประเภทไหน “อย่าเพิ่งวินิจฉัยตัวเอง”
ให้จดบันทึกอาการและช่วงเวลาที่เป็น แล้วนำไปปรึกษาจิตแพทย์ หรือแวะมาปรึกษาเบื้องต้นเรื่องยาและผลข้างเคียงกับเภสัชกรที่ ร้านยาจุฬาลักษณ์เภสัช ได้ครับ เราพร้อมเป็นด่านหน้าในการคัดกรองและให้คำแนะนำที่ถูกต้อง
“ข้อมูลในบทความนี้เป็นเพียงความรู้เบื้องต้น ไม่สามารถใช้ทดแทนการปรึกษาและวินิจฉัยจากแพทย์หรือเภสัชได้ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้งเมื่อใช้ยา หรือมีปัญหาสุขภาพ”
ข้อมูลอ้างอิง
- National Institute of Mental Health (NIMH). Depression.
- Mayo Clinic. (2023). Depression (major depressive disorder).
เรียบเรียงโดย (Compiled by) : www.chulalakpharmacy.com










