Chlamydia ในผู้หญิงไม่มีอาการได้จริงไหม? ตรวจช้าเสี่ยงมีบุตรยากอย่างไร
Chlamydia ในผู้หญิงมักไม่มีอาการ แต่เชื้อสามารถลุกลามจากปากมดลูกไปยังมดลูกและท่อนำไข่ ทำให้เกิด PID และเพิ่มความเสี่ยงมีบุตรยาก เรียนรู้ว่าใครควรตรวจและเมื่อไรควรพบแพทย์
Chlamydia ในผู้หญิงสามารถไม่มีอาการได้จริง และเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้บางคนตรวจพบเชื้อช้า หากไม่ได้รับการรักษา เชื้อ Chlamydia trachomatis อาจลุกลามจากปากมดลูกเข้าสู่มดลูกและท่อนำไข่ ทำให้เกิดภาวะอุ้งเชิงกรานอักเสบ หรือ PID และเกิดพังผืดที่ท่อนำไข่ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะมีบุตรยากและการตั้งครรภ์นอกมดลูก อย่างไรก็ตาม การตรวจพบและรักษาเร็วช่วยลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้ได้
Chlamydia ในผู้หญิงไม่มีอาการได้จริงไหม?
ได้ ผู้หญิงที่ติดเชื้อ Chlamydia จำนวนมากอาจไม่มีอาการ หรือมีอาการเพียงเล็กน้อยจนไม่ทันสังเกตว่าเป็นความผิดปกติ WHO และ CDC ระบุว่าการติดเชื้อโดยไม่มีอาการพบได้บ่อย โดยเฉพาะในผู้หญิง
ดังนั้น การไม่มีตกขาวผิดปกติ ไม่มีปัสสาวะแสบ และไม่มีอาการปวดท้องน้อย ไม่สามารถยืนยันได้ว่าไม่มี Chlamydia โดยเฉพาะในผู้ที่เคยมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ใช้ถุงยาง มีคู่นอนใหม่ หรือมีคู่นอนที่ได้รับการวินิจฉัยโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
เมื่อมีอาการ ผู้หญิงอาจพบตกขาวผิดปกติ ปัสสาวะแสบขัด เลือดออกระหว่างรอบเดือนหรือหลังมีเพศสัมพันธ์ ปวดขณะมีเพศสัมพันธ์ หรือปวดท้องน้อย แต่อาการเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นในผู้ติดเชื้อทุกคน
ทำไมไม่มีอาการ แต่เชื้อยังสร้างความเสียหายได้?
แม้ไม่มีอาการ เชื้อ Chlamydia trachomatis สามารถอยู่บริเวณปากมดลูกและในบางรายลุกลามขึ้นไปยังระบบสืบพันธุ์ส่วนบน ได้แก่ มดลูกและท่อนำไข่ได้ การอักเสบลักษณะนี้อาจเกิดขึ้นโดยที่ผู้ติดเชื้อแทบไม่มีอาการชัดเจน
เส้นทางของภาวะแทรกซ้อนโดยทั่วไปคือ Chlamydia บริเวณปากมดลูก → เชื้อลุกลามขึ้นด้านบน → มดลูกและท่อนำไข่อักเสบ → Pelvic Inflammatory Disease หรือ PID → เกิดความเสียหายหรือพังผืดของท่อนำไข่
สิ่งสำคัญคือ PID เองก็อาจมีอาการเพียงเล็กน้อยหรือไม่มีอาการเด่นชัด จึงมีผู้หญิงบางรายไม่ทราบว่ามีการอักเสบเกิดขึ้น จนกระทั่งมีปัญหาในภายหลัง เช่น ปวดอุ้งเชิงกรานเรื้อรัง ตั้งครรภ์ยาก หรือมีการตั้งครรภ์นอกมดลูก
ทำไมตรวจพบ Chlamydia ช้าจึงเพิ่มความเสี่ยงมีบุตรยาก?
ภาวะมีบุตรยากไม่ได้เกิดจากตัวเชื้อเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากกระบวนการอักเสบและความเสียหายที่เกิดขึ้นกับท่อนำไข่เมื่อเชื้อลุกลาม
เมื่อท่อนำไข่อักเสบ กระบวนการซ่อมแซมของร่างกายอาจทำให้เกิดพังผืดหรือทำให้ท่อนำไข่ตีบ การเคลื่อนที่ของไข่จากรังไข่เข้าสู่โพรงมดลูกจึงทำได้ยากขึ้น หากความเสียหายมากอาจนำไปสู่ภาวะมีบุตรยากจากท่อนำไข่ หรือเพิ่มความเสี่ยงต่อการตั้งครรภ์นอกมดลูก
WHO ระบุว่าการติดเชื้อ Chlamydia ที่ไม่ได้รับการรักษาสามารถนำไปสู่ PID ภาวะมีบุตรยาก และการตั้งครรภ์นอกมดลูกได้ ขณะที่ CDC ระบุว่าการตรวจและรักษา Chlamydia ตั้งแต่ระยะแรกช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิด PID ได้
อย่างไรก็ตาม การตรวจพบ Chlamydia ไม่ได้หมายความว่าจะมีบุตรยาก ผู้ติดเชื้อจำนวนมากสามารถรักษาเชื้อได้ด้วยยาปฏิชีวนะที่เหมาะสม และหากตรวจพบก่อนเกิดความเสียหายของท่อนำไข่ ความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนในระยะยาวก็จะลดลง
ใครบ้างควรพิจารณาตรวจ Chlamydia แม้ไม่มีอาการ?
การตรวจ Chlamydia ไม่ควรรอจนมีอาการเสมอไป โดยเฉพาะผู้ที่มีความเสี่ยงจากพฤติกรรมทางเพศ
CDC แนะนำการตรวจ Chlamydia เป็นประจำทุกปีในผู้หญิงที่มีเพศสัมพันธ์และอายุต่ำกว่า 25 ปี รวมถึงผู้หญิงอายุ 25 ปีขึ้นไปที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น มีคู่นอนใหม่ มีคู่นอนหลายคน หรือมีคู่นอนที่เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
สำหรับผู้ที่มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยาง มีประวัติโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ หรือมีคู่นอนที่ตรวจพบ Chlamydia ควรพิจารณารับคำปรึกษาและตรวจตามความเหมาะสม แม้ในขณะนั้นจะไม่มีอาการก็ตาม

ตรวจ Chlamydia ด้วยวิธีไหน?
การตรวจที่ใช้เป็นหลักในปัจจุบันคือ NAAT หรือ Nucleic Acid Amplification Test ซึ่งเป็นการตรวจสารพันธุกรรมของเชื้อ Chlamydia trachomatis และมีความไวสูง สามารถตรวจจากปัสสาวะหรือตัวอย่างที่เก็บจากตำแหน่งติดเชื้อ เช่น ช่องคลอด ปากมดลูก ทวารหนัก หรือคอ ขึ้นอยู่กับลักษณะของการมีเพศสัมพันธ์
ในผู้หญิง การเก็บตัวอย่างจากช่องคลอดเป็นวิธีที่ใช้กันแพร่หลาย และในบางสถานพยาบาลสามารถเก็บตัวอย่างด้วยตนเองตามคำแนะนำได้
หากมีประวัติเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักหรือทางปาก ควรแจ้งแพทย์หรือผู้ให้บริการตรวจ เพราะ การตรวจเฉพาะปัสสาวะหรือบริเวณอวัยวะเพศอาจไม่ครอบคลุมตำแหน่งติดเชื้อทั้งหมด
ถ้าตรวจพบ Chlamydia ควรทำอย่างไร?
Chlamydia สามารถรักษาให้หายได้ด้วยยาปฏิชีวนะที่เหมาะสม สิ่งสำคัญคือควรรักษาให้ครบตามแผนการรักษา และคู่นอนควรได้รับการประเมินและรักษาตามความเหมาะสม เพื่อลดโอกาสการติดเชื้อกลับมาซ้ำ
CDC แนะนำให้ผู้ที่ได้รับการรักษา Chlamydia ตรวจซ้ำประมาณ 3 เดือนหลังการรักษา เนื่องจากการติดเชื้อซ้ำพบได้ และการติดเชื้อซ้ำหลายครั้งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนของระบบสืบพันธุ์
ผู้ที่ตรวจพบ Chlamydia ควรพิจารณาตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นร่วมด้วย เช่น Gonorrhea, HIV และ Syphilis ตามประวัติและระดับความเสี่ยง
อาการแบบไหนควรพบแพทย์โดยเร็ว?
หากมีอาการปวดท้องน้อยหรือปวดอุ้งเชิงกรานร่วมกับไข้ ตกขาวผิดปกติ เลือดออกผิดปกติ เจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์ หรืออาการปวดรุนแรงขึ้น ควรพบแพทย์เพื่อประเมินภาวะ PID รวมถึงแยกโรคอื่นที่อาจมีอาการคล้ายกัน เช่น การตั้งครรภ์นอกมดลูก โรคของรังไข่ หรือภาวะทางช่องท้องอื่น
ความล่าช้าในการวินิจฉัยและรักษา PID อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อความเสียหายของระบบสืบพันธุ์ส่วนบน จึงไม่ควรรอดูอาการเองหากมีอาการผิดปกติชัดเจน
สรุป
Chlamydia ในผู้หญิงสามารถไม่มีอาการได้จริง และเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้บางคนมีเชื้ออยู่โดยไม่ทราบ หากไม่ได้รับการรักษา เชื้ออาจลุกลามจากปากมดลูกเข้าสู่มดลูกและท่อนำไข่ ทำให้เกิด PID พังผืดของท่อนำไข่ และเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะมีบุตรยากหรือการตั้งครรภ์นอกมดลูก
อย่างไรก็ตาม ติด Chlamydia ไม่ได้หมายความว่าจะต้องมีบุตรยาก การตรวจพบเร็ว รักษาอย่างเหมาะสม และป้องกันการติดเชื้อซ้ำ เป็นวิธีสำคัญในการลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนในอนาคต
FAQ
Chlamydia ในผู้หญิงไม่แสดงอาการได้นานแค่ไหน?
ไม่มีระยะเวลาตายตัว ผู้ติดเชื้อบางรายอาจไม่มีอาการตลอดช่วงที่มีการติดเชื้อ ดังนั้นจึงไม่ควรใช้การไม่มีอาการเป็นเกณฑ์ตัดสินว่าไม่มีเชื้อ หากมีประวัติเสี่ยงควรพิจารณาตรวจตามความเหมาะสม
ติด Chlamydia แล้วจะมีบุตรยากทุกคนหรือไม่?
ไม่ การติด Chlamydia ไม่ได้หมายความว่าจะมีบุตรยากทุกคน ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเมื่อเชื้อไม่ได้รับการรักษาและลุกลามจนทำให้เกิด PID หรือความเสียหายของท่อนำไข่
ไม่มีตกขาวหรือปัสสาวะแสบ จำเป็นต้องตรวจหรือไม่?
อาจจำเป็นหากมีประวัติเสี่ยง เพราะผู้หญิงที่ติด Chlamydia จำนวนมากไม่มีอาการ การพิจารณาตรวจจึงควรดูจากประวัติการสัมผัสและปัจจัยเสี่ยงร่วมด้วย ไม่ใช่อาศัยอาการเพียงอย่างเดียว
รักษา Chlamydia แล้วสามารถติดซ้ำได้หรือไม่?
ได้ การรักษาทำให้เชื้อครั้งนั้นหาย แต่ไม่ได้สร้างภูมิคุ้มกันถาวร จึงสามารถติดใหม่จากคู่นอนที่มีเชื้อได้ การรักษาคู่นอนและตรวจซ้ำตามคำแนะนำจึงมีความสำคัญ
Chlamydia ควรตรวจร่วมกับโรคอะไรบ้าง?
ในผู้ที่มีความเสี่ยงหรือได้รับการวินิจฉัย Chlamydia มักพิจารณาตรวจ Gonorrhea, HIV และ Syphilis ร่วมด้วยตามประวัติและคำแนะนำของบุคลากรทางการแพทย์

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม
- หลังมีเพศสัมพันธ์เสี่ยง ควรตรวจ Chlamydia เมื่อไร?
- Chlamydia กับ Gonorrhea ต่างกันอย่างไร?
- Chlamydia ในผู้ชายและผู้หญิงมีอาการต่างกันอย่างไร?
- ตรวจ Chlamydia แบบ NAAT คืออะไร?
- Chlamydia รักษาหายไหม? หลังรักษาต้องตรวจซ้ำหรือไม่?
- Chlamydia กับภาวะอุ้งเชิงกรานอักเสบ PID เกี่ยวข้องกันอย่างไร?
เรียบเรียงโดย: ร้านขายยาจุฬาลักษณ์เภสัช
References
- World Health Organization (WHO). Chlamydia.
https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/chlamydia - Centers for Disease Control and Prevention (CDC). About Chlamydia.
https://www.cdc.gov/chlamydia/about/ - Centers for Disease Control and Prevention (CDC). Chlamydial Infections – STI Treatment Guidelines.
https://www.cdc.gov/std/treatment-guidelines/chlamydia.htm - Centers for Disease Control and Prevention (CDC). Pelvic Inflammatory Disease – STI Treatment Guidelines.
https://www.cdc.gov/std/treatment-guidelines/pid.htm - Centers for Disease Control and Prevention (CDC). STI Screening Recommendations.
https://www.cdc.gov/std/treatment-guidelines/screening-recommendations.htm - กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. ข้อมูลโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์.
https://ddc.moph.go.th/






