“หมอจ่ายยามาให้ แต่ไม่กล้ากิน กลัวติดยา”, “กินแล้วจะเบลอไหม?”, “ต้องกินไปตลอดชีวิตหรือเปล่า?”
หากคุณหรือคนที่คุณรักกำลังถือถุงยาต้านเศร้าอยู่ในมือพร้อมกับความกังวลใจเหล่านี้… คุณไม่ได้คิดไปเองคนเดียวครับ ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับยารักษาโรคทางจิตเวชมีอยู่มากมายจนน่าตกใจ วันนี้ จุฬาลักษณ์เภสัช จะมาไขข้อข้องใจทุกซอกทุกมุมเกี่ยวกับ “ยาต้านเศร้า” เพื่อให้คุณทานยาได้อย่างมั่นใจและปลอดภัยที่สุดครับ
ยาต้านเศร้า เข้าไปทำอะไรในสมอง? (How It Works)
ให้จินตนาการว่าสมองของผู้ป่วยซึมเศร้าเหมือน “แบตเตอรี่ที่ไฟอ่อน” เนื่องจากสารสื่อประสาทแห่งความสุข (Serotonin, Norepinephrine, Dopamine) มีปริมาณลดลงหรือส่งสัญญาณได้ไม่ดี
ยาต้านเศร้า ไม่ใช่ยาเสพติดที่ทำให้เคลิ้มสุข แต่ทำหน้าที่เป็น “ช่างซ่อมระบบไฟ” ยาจะเข้าไปช่วยยับยั้งการดูดกลับของสารเคมีเหล่านี้ หรือกระตุ้นให้มีการหลั่งมากขึ้น เพื่อให้ระดับสารเคมีในสมองกลับมาสมดุล (Balance) ทำให้คุณกลับมามีความรู้สึก นึกคิด และใช้ชีวิตได้เป็นปกติอีกครั้ง
3 ความจริง vs ความเชื่อผิดๆ ที่ต้องรู้ (Myths Busting)
❌ความเชื่อ 1: กินยาต้านเศร้าแล้วจะ “ติดยา” เลิกไม่ได้
✅ความจริง: ยาต้านเศร้า ไม่ใช่สารเสพติด ไม่ทำให้เกิดอาการ “เสี้ยนยา” หรือต้องการปริมาณเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพื่อให้ได้ผลเท่าเดิม (Tolerance) แต่ที่หมอห้ามหยุดยาเองปุบปับ เพราะสมองต้องการเวลาในการปรับตัว หากหยุดทันทีอาจเกิดอาการถอนยา (Discontinuation Syndrome) เช่น เวียนหัว หรืออารมณ์สวิงได้ จึงต้องค่อยๆ ปรับลดขนาดยาลง (Tapering) ภายใต้คำสั่งแพทย์เท่านั้น
❌ความเชื่อ 2: กินยาแล้วจะกลายเป็น “ซอมบี้” หรือเปลี่ยนนิสัย
✅ความจริง: ยาที่เหมาะสมจะไม่เปลี่ยนบุคลิกภาพของคุณ แต่จะช่วยขจัดอาการป่วยที่บดบังตัวตนของคุณออกไป ให้คุณกลับมาเป็น “ตัวคุณคนเดิม” ที่สดใส ไม่ใช่คนที่ซึมเศร้า (หากกินแล้วรู้สึกซึม เบลอ หรือง่วงเกินไป แสดงว่าขนาดยาอาจยังไม่พอดี ให้แจ้งแพทย์เพื่อปรับยาครับ ไม่ต้องทน)
❌ความเชื่อ 3: กินปุ๊บ หายเศร้าปั๊บ
✅ความจริง: ยาต้านเศร้าเป็นยาที่ “ใจเย็น” ครับ โดยทั่วไปต้องใช้เวลา 2-4 สัปดาห์ จึงจะเริ่มเห็นผลการรักษาชัดเจน ในช่วงสัปดาห์แรกๆ ยาอาจจะแค่เริ่มปรับระบบร่างกาย คุณอาจยังรู้สึกเศร้าอยู่ แต่ขอให้อดทนกินต่อเนื่อง อย่าเพิ่งถอดใจ
ผลข้างเคียงที่พบบ่อยและวิธีรับมือ (Side Effects Management)
ช่วง 1-2 สัปดาห์แรกของการเริ่มยา ร่างกายอาจมีปฏิกิริยาบ้าง ซึ่งเป็นเรื่องปกติและ “มักจะหายไปเอง” เมื่อร่างกายปรับตัวได้ครับ
- คลื่นไส้ พะอืดพะอม:
- วิธีแก้: แนะนำให้ทานยาหลังอาหารทันที หรือทานพร้อมมื้ออาหาร จะช่วยลดอาการได้ดีมาก
- ง่วงซึม หรือ นอนไม่หลับ:
- วิธีแก้: หากง่วงมาก ให้ปรึกษาแพทย์/เภสัชกรเพื่อเปลี่ยนไปทานก่อนนอน หากทานแล้วตาค้าง ให้เปลี่ยนมาทานตอนเช้าแทน
- ปากแห้ง คอแห้ง:
- วิธีแก้: จิบน้ำบ่อยๆ หรือเคี้ยวหมากฝรั่งปราศจากน้ำตาล
- ปัญหาทางเพศ (Sexual Dysfunction):
- บางรายอาจมีความต้องการทางเพศลดลง หากเป็นปัญหารบกวนจิตใจ อย่าหยุดยาเองเด็ดขาด ให้แจ้งแพทย์ เพราะมียาตัวอื่นที่ช่วยลดผลข้างเคียงด้านนี้ได้
- บางรายอาจมีความต้องการทางเพศลดลง หากเป็นปัญหารบกวนจิตใจ อย่าหยุดยาเองเด็ดขาด ให้แจ้งแพทย์ เพราะมียาตัวอื่นที่ช่วยลดผลข้างเคียงด้านนี้ได้

กฎเหล็ก 3 ข้อ เพื่อการรักษาที่ได้ผล
- ความสม่ำเสมอคือหัวใจ: ต้องกินยาทุกวัน ตามเวลาเดิม ห้ามกินๆ หยุดๆ เพราะจะทำให้ระดับยาในเลือดแกว่งและรักษาไม่ได้ผล
- ห้ามหักดิบหยุดยาเอง: แม้จะรู้สึกหายดีแล้ว ก็ต้องกินยาต่อ (Maintenance Phase) ตามแพทย์สั่ง (ปกติประมาณ 6-12 เดือน) เพื่อป้องกันโรคกลับมาซ้ำ ซึ่งมักจะรุนแรงกว่าเดิม
- เลี่ยงแอลกอฮอล์: แอลกอฮอล์มีฤทธิ์กดประสาท จะไปต้านฤทธิ์ยาและทำให้อาการซึมเศร้าแย่ลง
เภสัชกรช่วยคุณได้
การเริ่มทานยาจิตเวชอาจเป็นเรื่องน่ากังวลสำหรับหลายคน แต่คุณไม่ได้สู้อยู่คนเดียวครับ หากคุณได้รับยามาแล้วมีอาการข้างเคียงที่รบกวนชีวิต หรือสับสนเรื่องวิธีการกินยา สามารถแวะมาปรึกษาเภสัชกรที่ จุฬาลักษณ์เภสัช ได้
เราพร้อมช่วยตรวจสอบยา แนะนำวิธีจัดการผลข้างเคียง และให้กำลังใจ เพื่อให้การเดินทางสู่การหายป่วยของคุณราบรื่นที่สุดครับ
“ข้อมูลในบทความนี้เป็นเพียงความรู้เบื้องต้น ไม่สามารถใช้ทดแทนการปรึกษาและวินิจฉัยจากแพทย์หรือเภสัชได้ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้งเมื่อใช้ยา หรือมีปัญหาสุขภาพ”
ข้อมูลอ้างอิง
- Royal College of Psychiatrists (UK). Antidepressants.
- Mayo Clinic. (2023). Antidepressants: Selecting one that’s right for you.
เรียบเรียงโดย (Compiled by) : www.chulalakpharmacy.com










