Chlamydia ทำให้มีบุตรยากได้อย่างไร? การติดเชื้อครั้งเดียวมีความเสี่ยงแค่ไหน

Chlamydia ทำให้มีบุตรยากได้อย่างไร? เข้าใจเส้นทางจากการติดเชื้อที่ปากมดลูกไปสู่ PID และความเสียหายของท่อนำไข่ รวมถึงความเสี่ยงจากการติดเชื้อเพียงครั้งเดียว

Chlamydia สามารถเพิ่มความเสี่ยงมีบุตรยากได้ หากเชื้อลุกลามจากปากมดลูกขึ้นไปยังมดลูกและท่อนำไข่จนเกิดภาวะอุ้งเชิงกรานอักเสบ หรือ PID การอักเสบอาจทำให้เกิดพังผืดและความเสียหายของท่อนำไข่ ส่งผลให้ไข่เดินทางเข้าสู่โพรงมดลูกได้ยากขึ้น อย่างไรก็ตาม การติดเชื้อ Chlamydia เพียงครั้งเดียวไม่ได้หมายความว่าจะมีบุตรยาก ความเสี่ยงขึ้นอยู่กับว่าการติดเชื้อนั้นลุกลามหรือไม่ ได้รับการรักษาเร็วเพียงใด และมีการติดเชื้อซ้ำหรือไม่

Chlamydia ทำให้มีบุตรยากได้อย่างไร?

กลไกหลักไม่ได้เกิดจากเชื้อ Chlamydia ทำลายรังไข่โดยตรง แต่เกิดจากการที่เชื้อ Chlamydia trachomatis ลุกลามจากระบบสืบพันธุ์ส่วนล่างขึ้นไปยังระบบสืบพันธุ์ส่วนบน โดยเฉพาะมดลูกและท่อนำไข่

เส้นทางสำคัญสามารถอธิบายได้ดังนี้

Chlamydia ที่ปากมดลูก → เชื้อลุกลามขึ้นด้านบน → มดลูกและท่อนำไข่อักเสบ → Pelvic Inflammatory Disease หรือ PID → เกิดพังผืดหรือท่อนำไข่ตีบ → เพิ่มความเสี่ยงมีบุตรยาก

WHO ระบุว่าการติดเชื้อ Chlamydia ที่ไม่ได้รับการรักษาสามารถนำไปสู่ PID ภาวะมีบุตรยาก และการตั้งครรภ์นอกมดลูกได้ (who.int)

ทำไมท่อนำไข่จึงสำคัญต่อการมีบุตร?

โดยปกติ ไข่ที่ตกจากรังไข่จะเข้าสู่ท่อนำไข่ และการปฏิสนธิกับอสุจิมักเกิดขึ้นบริเวณท่อนำไข่ จากนั้นตัวอ่อนจึงค่อยเคลื่อนเข้าสู่โพรงมดลูกเพื่อฝังตัว

หากท่อนำไข่เกิดการอักเสบรุนแรงหรือเป็นซ้ำ กระบวนการซ่อมแซมของร่างกายอาจทำให้เกิดพังผืด ท่อนำไข่ตีบ หรือการทำงานของเยื่อบุท่อนำไข่ผิดปกติ ผลคือไข่และอสุจิพบกันได้ยากขึ้น หรือการเคลื่อนที่ของตัวอ่อนเข้าสู่โพรงมดลูกผิดปกติ

ดังนั้น Chlamydia จึงสามารถเพิ่มความเสี่ยงทั้ง ภาวะมีบุตรยากจากท่อนำไข่และการตั้งครรภ์นอกมดลูก

ต้องมีอาการรุนแรงก่อนจึงจะเกิดความเสียหายของท่อนำไข่หรือไม่?

ไม่จำเป็น นี่คือเหตุผลที่ Chlamydia มีความสำคัญในผู้หญิง เพราะผู้ติดเชื้อจำนวนมากไม่มีอาการ หรือมีอาการเพียงเล็กน้อย

CDC ระบุว่า PID สามารถมีอาการน้อยมากหรือไม่มีอาการชัดเจนได้ และแม้ผู้หญิงที่ตรวจพบ Chlamydia บริเวณปากมดลูกโดยดูเหมือนไม่มีภาวะแทรกซ้อน บางรายอาจมีการติดเชื้อในระบบสืบพันธุ์ส่วนบนอยู่แล้ว (cdc.gov)

ดังนั้น ไม่มีปวดท้อง ไม่มีไข้ และไม่มีตกขาวผิดปกติ ไม่ได้ยืนยันว่าเชื้อไม่เคยลุกลามขึ้นด้านบน

การติด Chlamydia ครั้งเดียวมีความเสี่ยงมีบุตรยากแค่ไหน?

การติดเชื้อครั้งเดียวมีความเสี่ยงได้ แต่ ความเสี่ยงโดยรวมยังถือว่าต่ำกว่าการติดเชื้อซ้ำหลายครั้ง และไม่ได้หมายความว่าคนส่วนใหญ่ที่ติดครั้งเดียวจะมีบุตรยาก

ข้อมูลติดตามระยะยาวขนาดใหญ่ในผู้หญิงพบว่า ผู้ที่เคยตรวจพบ Chlamydia มีความเสี่ยง PID การตั้งครรภ์นอกมดลูก และภาวะมีบุตรยากจากท่อนำไข่สูงกว่าผู้ที่ไม่เคยตรวจพบเชื้อ แต่ความเสี่ยงสัมบูรณ์ของภาวะมีบุตรยากยังค่อนข้างต่ำ โดยความเสี่ยงจะสูงขึ้นเมื่อมีการติดเชื้อซ้ำ (pubmed.ncbi.nlm.nih.gov)

สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การถามเพียงว่า “เคยติดกี่ครั้ง” แต่ต้องดูว่า เชื้ออยู่โดยไม่ได้รับการรักษานานหรือไม่ เคยเกิด PID หรือไม่ และมีการติดซ้ำหรือเปล่า


ติดครั้งเดียวแล้วได้รับการรักษาเร็ว ยังเสี่ยงมากไหม?

โดยทั่วไปความเสี่ยงจะต่ำกว่าการปล่อยเชื้อไว้นานหรือการติดซ้ำ หากตรวจพบและได้รับยาปฏิชีวนะที่เหมาะสมก่อนเกิดการอักเสบของระบบสืบพันธุ์ส่วนบน โอกาสเกิดความเสียหายถาวรจะลดลง

CDC ระบุว่าการตรวจและรักษา Chlamydia ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิด PID ซึ่งเป็นตัวกลางสำคัญที่เชื่อมโยง Chlamydia กับภาวะมีบุตรยาก (cdc.gov)

ดังนั้น การตรวจพบเร็วมีความหมายมากกว่าการนับจำนวนครั้งของการติดเชื้อเพียงอย่างเดียว

ถ้าเคยติด Chlamydia แล้วรักษาหาย จะรู้ได้อย่างไรว่าท่อนำไข่เสียหายหรือไม่?

ไม่สามารถบอกได้จากอาการเพียงอย่างเดียว ผู้หญิงที่เคยติด Chlamydia จำนวนมากรักษาหายและสามารถตั้งครรภ์ได้ตามปกติ โดยไม่จำเป็นต้องตรวจท่อนำไข่ทันทีหลังรักษาทุกคน

การตรวจประเมินท่อนำไข่มักพิจารณาเมื่อมีปัญหามีบุตรยากจริง เช่น พยายามตั้งครรภ์ตามระยะเวลาที่เหมาะสมแล้วยังไม่สำเร็จ หรือมีประวัติ PID รุนแรง การตั้งครรภ์นอกมดลูก หรือปัจจัยเสี่ยงอื่น

การตรวจอาจประกอบด้วย Hysterosalpingography หรือ HSG, ultrasound บางรูปแบบ หรือการประเมินโดยสูตินรีแพทย์ตามความเหมาะสม

การติด Chlamydia ซ้ำทำไมจึงเพิ่มความเสี่ยงมากกว่า?

ทุกครั้งที่เกิดการติดเชื้อใหม่ ระบบสืบพันธุ์มีโอกาสเกิดการอักเสบซ้ำ เมื่อมีการอักเสบหลายครั้ง โอกาสเกิดพังผืดและความเสียหายสะสมของท่อนำไข่ก็เพิ่มขึ้น

CDC ระบุว่าการติด Chlamydia ซ้ำสัมพันธ์กับความเสี่ยงต่อ PID และภาวะแทรกซ้อนของระบบสืบพันธุ์ที่สูงขึ้น (cdc.gov)

นี่เป็นเหตุผลที่หลังรักษาแล้ว คู่นอนควรได้รับการประเมินและรักษาด้วยตามความเหมาะสม และควรป้องกันการติดเชื้อใหม่ ไม่ใช่เพียงรักษาครั้งแรกให้หายเท่านั้น

ทำไม CDC แนะนำให้ตรวจซ้ำประมาณ 3 เดือนหลังรักษา?

เพราะการติดเชื้อซ้ำพบได้ค่อนข้างบ่อย และส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากยารักษาล้มเหลว แต่เกิดจากการได้รับเชื้อใหม่จากคู่นอนที่ยังไม่ได้รับการรักษาหรือจากคู่นอนใหม่

CDC จึงแนะนำให้ผู้ที่ได้รับการรักษา Chlamydia ตรวจซ้ำประมาณ 3 เดือนหลังการรักษา เพื่อค้นหาการติดเชื้อซ้ำและลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนในอนาคต (cdc.gov)

ผู้ชายติด Chlamydia แล้วมีบุตรยากได้หรือไม่?

มีความเป็นไปได้ แต่ความสัมพันธ์ระหว่าง Chlamydia กับภาวะมีบุตรยากในผู้ชายยังไม่ชัดเจนเท่าผู้หญิง เชื้อสามารถทำให้เกิด urethritis และ epididymitis ซึ่งในบางกรณีอาจส่งผลต่อระบบสืบพันธุ์ แต่ความเสี่ยงต่อภาวะมีบุตรยากโดยตรงยังขึ้นกับหลายปัจจัย

ดังนั้นเมื่อคู่รักประเมินภาวะมีบุตรยาก ไม่ควรประเมินเฉพาะฝ่ายหญิง แต่ควรประเมินทั้งสองฝ่าย

เคยติด Chlamydia จำเป็นต้องกังวลเรื่องมีบุตรยากไหม?

ควรรับรู้ความเสี่ยง แต่ไม่จำเป็นต้องสรุปว่าจะมีบุตรยาก โดยเฉพาะหากติดเพียงครั้งเดียว ได้รับการรักษาเร็ว ไม่มีประวัติ PID และไม่มีการติดเชื้อซ้ำ

ผู้หญิงส่วนใหญ่ที่เคยติด Chlamydia ไม่ได้กลายเป็นผู้มีบุตรยากทั้งหมด การกล่าวว่า “ติด Chlamydia แล้วจะมีลูกไม่ได้” จึงไม่ถูกต้อง

ประเด็นสำคัญคือ ความเสี่ยงเป็นแบบสะสมและขึ้นกับความรุนแรงของการอักเสบ ไม่ใช่เป็นผลลัพธ์ที่เกิดกับทุกคนหลังติดเชื้อครั้งเดียว

ถ้ากำลังวางแผนมีบุตรและเคยติด Chlamydia ควรทำอย่างไร?

หากเคยได้รับการรักษาครบและไม่มีอาการผิดปกติ สามารถวางแผนตั้งครรภ์ได้ตามปกติ โดยไม่จำเป็นต้องตรวจท่อนำไข่ก่อนทุกคน

หากอายุต่ำกว่า 35 ปีและมีเพศสัมพันธ์สม่ำเสมอโดยไม่คุมกำเนิดเป็นเวลา 12 เดือนแล้วยังไม่ตั้งครรภ์ หรืออายุ 35 ปีขึ้นไปและพยายามประมาณ 6 เดือนแล้วยังไม่ตั้งครรภ์ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินภาวะมีบุตรยาก โดยประวัติ Chlamydia หรือ PID เป็นข้อมูลสำคัญที่ควรแจ้งแพทย์

หากมีประวัติ PID รุนแรง การตั้งครรภ์นอกมดลูก หรือมีปัจจัยเสี่ยงอื่น อาจพิจารณาประเมินเร็วกว่านั้นตามคำแนะนำของสูตินรีแพทย์

เมื่อไรควรสงสัยว่า Chlamydia อาจลุกลามเป็น PID?

ควรพบแพทย์หากมีอาการปวดท้องน้อยหรือปวดอุ้งเชิงกราน ตกขาวผิดปกติ มีไข้ เลือดออกระหว่างรอบเดือน เจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์ หรือมีอาการปวดท้องมากขึ้น

PID บางรายมีอาการเพียงเล็กน้อย แต่หากมีอาการดังกล่าวหลังมีความเสี่ยงทางเพศ ควรได้รับการประเมิน เพราะการรักษาเร็วช่วยลดโอกาสเกิดความเสียหายของท่อนำไข่

สรุป

Chlamydia ทำให้มีบุตรยากได้เมื่อเชื้อลุกลามจากปากมดลูกขึ้นสู่มดลูกและท่อนำไข่ ทำให้เกิด PID การอักเสบ พังผืด และท่อนำไข่ตีบ จนรบกวนการปฏิสนธิและการเคลื่อนตัวของตัวอ่อน

อย่างไรก็ตาม การติดเชื้อ Chlamydia เพียงครั้งเดียวไม่ได้หมายความว่าจะมีบุตรยาก ความเสี่ยงจะสูงขึ้นเมื่อไม่ได้รับการรักษา เชื้อลุกลามจนเกิด PID หรือมีการติดเชื้อซ้ำหลายครั้ง

สิ่งที่ช่วยลดความเสี่ยงได้มากที่สุดคือ ตรวจเมื่อมีความเสี่ยง รักษาให้เร็ว รักษาคู่นอน และป้องกันการติดเชื้อซ้ำ มากกว่าการกังวลจากการเคยติดเชื้อเพียงครั้งเดียวโดยไม่มีข้อมูลว่ามีภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้น

FAQ

ติด Chlamydia ครั้งเดียวจะมีบุตรยากไหม?

ไม่จำเป็น การติดเชื้อครั้งเดียวไม่ได้ทำให้มีบุตรยากในทุกคน ความเสี่ยงขึ้นอยู่กับว่ามีการลุกลามเป็น PID หรือไม่ ระยะเวลาที่ปล่อยไว้ก่อนรักษา และมีการติดเชื้อซ้ำหรือไม่

รักษา Chlamydia หายแล้ว ภาวะมีบุตรยากจะหายด้วยหรือไม่?

ยาปฏิชีวนะสามารถกำจัดเชื้อได้ แต่หากเคยเกิดพังผืดหรือความเสียหายของท่อนำไข่แล้ว ยาไม่สามารถย้อนความเสียหายนั้นได้ทั้งหมด จึงเน้นการตรวจและรักษาให้เร็วตั้งแต่ก่อนเกิดภาวะแทรกซ้อน

ไม่มีอาการ แปลว่าเชื้อไม่ลุกลามใช่หรือไม่?

ไม่ ผู้หญิงจำนวนมากไม่มีอาการ และ PID บางรายมีอาการเพียงเล็กน้อยหรือไม่ชัดเจน การไม่มีอาการจึงไม่สามารถใช้ตัดความเสี่ยงได้

เคยติด Chlamydia จำเป็นต้องตรวจท่อนำไข่เลยไหม?

ไม่จำเป็นในทุกคน หากรักษาหาย ไม่มีประวัติ PID และยังไม่ได้มีปัญหามีบุตรยาก โดยทั่วไปไม่ต้องตรวจท่อนำไข่ทันที การตรวจมักพิจารณาเมื่อมีปัญหาตั้งครรภ์หรือมีปัจจัยเสี่ยงอื่นร่วมด้วย

ติด Chlamydia ซ้ำอันตรายกว่าครั้งแรกไหม?

โดยทั่วไปใช่ เพราะการติดเชื้อซ้ำเพิ่มโอกาสเกิดการอักเสบของระบบสืบพันธุ์ซ้ำและความเสียหายสะสมของท่อนำไข่ จึงควรป้องกันการติดเชื้อกลับมาใหม่หลังรักษา



ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม

  • Chlamydia ในผู้หญิงไม่มีอาการได้จริงไหม? ทำไมตรวจพบช้าจึงเสี่ยงมีบุตรยาก
  • Chlamydia กับ PID เกี่ยวข้องกันอย่างไร?
  • หลังมีเพศสัมพันธ์เสี่ยง ควรตรวจ Chlamydia เมื่อไร?
  • Chlamydia รักษาหายไหม? หลังรักษาต้องตรวจซ้ำหรือไม่?
  • Chlamydia กับ Gonorrhea ต่างกันอย่างไร?
  • หลังมีเพศสัมพันธ์เสี่ยง ควรตรวจ HIV ซิฟิลิส หนองใน และโรคอะไรบ้าง?


เรียบเรียงโดย: ร้านขายยาจุฬาลักษณ์เภสัช



References

  1. World Health Organization (WHO). Chlamydia.
    https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/chlamydia
  2. Centers for Disease Control and Prevention (CDC). Chlamydial Infections – STI Treatment Guidelines.
    https://www.cdc.gov/std/treatment-guidelines/chlamydia.htm
  3. Centers for Disease Control and Prevention (CDC). Pelvic Inflammatory Disease – STI Treatment Guidelines.
    https://www.cdc.gov/std/treatment-guidelines/pid.htm
  4. Hoenderboom BM, et al. Relation between Chlamydia trachomatis infection and pelvic inflammatory disease, ectopic pregnancy and tubal factor infertility in a Dutch cohort of women previously tested for chlamydia. Sex Transm Infect. 2019.
    https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/30674479/
  5. Centers for Disease Control and Prevention (CDC). About Chlamydia.
    https://www.cdc.gov/chlamydia/about/
  6. กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. ข้อมูลโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์.
    https://ddc.moph.go.th/

แชร์ข้อมูลไปยัง

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

No results found.

ยังไม่มีบัญชี