วัคซีนโควิด 2569 ใครควรฉีด? ต้องฉีดทุกปีไหม เช็กกลุ่มเสี่ยง
วัคซีนโควิด-19 ปี 2569 ยังจำเป็นไหม? เช็กใครควรฉีดเข็มกระตุ้น ผู้สูงอายุ โรคประจำตัว กลุ่มเสี่ยง ต้องฉีดทุกปีหรือไม่ และเคยติดโควิดแล้วควรทำอย่างไร
“โควิดยังต้องฉีดวัคซีนอีกหรือ?”
ช่วงหลายปีที่ผ่านมา คำถามเรื่องวัคซีนโควิดเปลี่ยนไปมาก
เมื่อก่อนคนถามกันว่า “ฉีดครบกี่เข็มแล้ว?” แต่วันนี้หลายคนจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเข็มล่าสุดฉีดเมื่อไร บางคนเคยติดโควิดมาแล้วสองสามรอบ ขณะที่บางคนอายุเกิน 60 ปี มีเบาหวาน ความดัน หรือโรคไต แต่ก็ยังลังเลว่า
“เคยฉีดมาเยอะแล้ว จำเป็นต้องฉีดอีกไหม?”
คำตอบในปี 2569 ไม่ได้อยู่ที่การไล่นับว่าเราเคยฉีดมาแล้วกี่เข็ม
สิ่งที่สำคัญกว่าคือ ถ้าวันนี้เราติดโควิด เรามีความเสี่ยงที่จะป่วยหนักมากแค่ไหน?
เพราะเป้าหมายสำคัญของวัคซีนโควิดในปัจจุบัน ไม่ใช่การรับประกันว่าจะไม่ติดเชื้อเลย แต่เป็นการช่วยลดความเสี่ยงของ การป่วยรุนแรง การเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล และการเสียชีวิต โดยเฉพาะในผู้ที่มีความเสี่ยงสูง (องค์การอนามัยโลก)
ทำไมยังต้องพูดถึงวัคซีนโควิด ทั้งที่คนส่วนใหญ่เคยติดหรือเคยฉีดมาแล้ว?
ลองนึกถึงคุณพ่อวัย 68 ปีที่เป็นเบาหวานและความดัน
หลายปีก่อนฉีดวัคซีนครบหลายเข็ม เคยติดโควิดมาแล้วครั้งหนึ่ง หลังจากนั้นก็ใช้ชีวิตตามปกติ จนแทบลืมเรื่องวัคซีนไป
คำถามคือ ภูมิคุ้มกันจากวัคซีนหรือการติดเชื้อครั้งนั้น ยังอยู่ในระดับเดิมหรือไม่?
คำตอบคือ ภูมิคุ้มกันสามารถลดลงเมื่อเวลาผ่านไป
WHO ระบุว่า แม้ภาระโรครุนแรงจากโควิดโดยรวมจะลดลงจากภูมิคุ้มกันในประชากร แต่โควิดยังทำให้เกิดการนอนโรงพยาบาลและการเสียชีวิตได้ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคร่วม และผู้มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ขณะเดียวกันการป้องกันอาการรุนแรงจากภูมิคุ้มกันก็สามารถลดลงเมื่อเวลาผ่านไปเช่นกัน (องค์การอนามัยโลก)
นั่นทำให้วิธีคิดเรื่องวัคซีนเปลี่ยนจาก “ฉีดครบหรือยัง?” มาเป็น “ตอนนี้เราอยู่ในกลุ่มเสี่ยงหรือไม่ และครั้งล่าสุดที่ได้รับวัคซีนหรือมีการติดเชื้อคือเมื่อไร?”

วัคซีนโควิดปี 2569 ใครควรฉีด?
คำแนะนำการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคตลอดช่วงชีวิตสำหรับประชาชน ปี 2569 ของกรมควบคุมโรค แนะนำ วัคซีนโควิดกระตุ้น 1 เข็มในกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อการป่วยรุนแรงและเสียชีวิต โดยไม่ได้พิจารณาจากจำนวนเข็มสะสมในอดีตเพียงอย่างเดียว (กรมควบคุมโรค)
กลุ่มสำคัญ ได้แก่
ผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป
อายุเป็นหนึ่งในปัจจัยที่สำคัญที่สุดของความเสี่ยงต่อโควิดรุนแรง
เมื่ออายุมากขึ้น ระบบภูมิคุ้มกันตอบสนองต่อเชื้อได้ลดลง และมีโอกาสมีโรคประจำตัวหลายอย่างร่วมกัน เช่น เบาหวาน ความดัน โรคหัวใจ หรือโรคไต
ดังนั้นผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป จึงเป็นหนึ่งในกลุ่มที่คำแนะนำของไทยปี 2569 ระบุให้ได้รับวัคซีนกระตุ้น (กรมควบคุมโรค)
ผู้ใหญ่อายุ 18 ปีขึ้นไปที่มีโรคประจำตัว
ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้สูงอายุเท่านั้น หากอายุเกิน 18 ปีและมีโรคเรื้อรังบางประเภท ก็อาจมีโอกาสป่วยรุนแรงมากกว่าคนทั่วไป
แนวทางประเทศไทยระบุกลุ่มโรค เช่น
- โรคหัวใจและหลอดเลือด
- โรคไตเรื้อรัง
- โรคหลอดเลือดสมอง
- โรคมะเร็ง
- โรคเบาหวาน
- โรคปอดเรื้อรังและโรคหืด
- ธาลัสซีเมีย
- ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง
- โรคอ้วน
- โรคตับเรื้อรัง
- ภาวะหรือความพิการบางประเภทที่เพิ่มความเสี่ยงต่ออาการรุนแรง
ดังนั้นแม้อายุเพียง 40–50 ปี แต่หากมีโรคประจำตัวหลายอย่าง ก็ไม่ควรใช้เกณฑ์ว่า “ยังไม่แก่ เลยไม่ต้องฉีด” เป็นตัวตัดสินเพียงอย่างเดียว (กรมควบคุมโรค)
ผู้มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง
กลุ่มนี้ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ เช่น ผู้ที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน ผู้ป่วยมะเร็งบางประเภท ผู้ป่วยหลังปลูกถ่ายอวัยวะ หรือผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องระดับปานกลางถึงรุนแรง
แนวทางของไทยระบุว่า ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องระดับปานกลางถึงรุนแรง อาจแนะนำวัคซีนรุ่นล่าสุด เพิ่มอีก 1 โดส โดยเว้นจากโดสก่อนหน้าอย่างน้อย 8 สัปดาห์ (กรมควบคุมโรค)
WHO ก็จัดผู้มีภูมิคุ้มกันบกพร่องระดับปานกลางถึงรุนแรงตั้งแต่อายุ 6 เดือนขึ้นไปไว้ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงที่สุดต่อโควิดรุนแรง (องค์การอนามัยโลก)
ผู้ป่วยกลุ่มนี้จึงควรให้แพทย์ที่ดูแลโรคประจำตัวช่วยวางแผนการฉีดมากกว่าการตัดสินใจจากคำแนะนำทั่วไป
เด็กที่มีโรคประจำตัวหรือภูมิคุ้มกันบกพร่อง
เด็กสุขภาพแข็งแรงไม่ได้อยู่ในกลุ่มเดียวกับเด็กที่มีโรคประจำตัวสำคัญ
แนวทางประเทศไทยปี 2569 ระบุเด็กอายุ 6 เดือน–18 ปี ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องระดับปานกลางถึงรุนแรง หรือมีโรคเรื้อรังบางประเภท ไว้ในกลุ่มที่ควรพิจารณาวัคซีน (กรมควบคุมโรค)
ดังนั้น หากเด็กมีโรคประจำตัว ไม่ควรใช้คำแนะนำจากเด็กสุขภาพแข็งแรงมาปรับใช้โดยตรง
หญิงตั้งครรภ์
ประเทศไทยปี 2569 ระบุหญิงตั้งครรภ์เป็นหนึ่งในกลุ่มที่ควรพิจารณาวัคซีน โดยระบุช่วงอายุครรภ์ที่เหมาะสม 12–20 สัปดาห์ ตามคำแนะนำสำหรับประชาชนของกรมควบคุมโรค (กรมควบคุมโรค)
ในระดับสากล WHO ระบุว่าหญิงตั้งครรภ์ยังมีความเสี่ยงต่อโควิดรุนแรงมากขึ้น และแนะนำวัคซีน 1 โดสต่อการตั้งครรภ์ในผู้ที่เข้าเกณฑ์ โดยควรยึดคำแนะนำของประเทศและแพทย์ที่ดูแลครรภ์เป็นหลัก (องค์การอนามัยโลก)
แล้วคนอายุ 18–59 ปีที่สุขภาพแข็งแรงล่ะ?
คำตอบคือ สามารถฉีดได้
คำแนะนำของกรมควบคุมโรคปี 2569 ระบุว่า ผู้ที่มีอายุ 18–59 ปี ซึ่งไม่มีปัจจัยเสี่ยงต่อโควิดรุนแรง แต่ต้องการเพิ่มการป้องกัน สามารถรับวัคซีนได้เช่นกัน (กรมควบคุมโรค)
แต่ระดับความจำเป็นอาจไม่เท่ากับคนอายุ 70 ปีที่มีเบาหวานและโรคหัวใจ
สำหรับคนสุขภาพดีอายุน้อยกว่า 60 ปี จึงควรมองทั้ง
- อายุ
- โรคประจำตัว
- ความเสี่ยงจากงาน
- คนที่อาศัยอยู่ด้วย
- ประวัติการติดเชื้อ
- และวัคซีนครั้งล่าสุด
ประกอบกัน
วัคซีนโควิดต้องฉีดทุกปีไหม?
นี่คือคำถามที่คนสงสัยมากที่สุดในตอนนี้
คำตอบสั้นที่สุดคือ “ไม่จำเป็นต้องมีตารางเหมือนกันทุกคน แต่กลุ่มเสี่ยงยังควรได้รับวัคซีนเป็นระยะ”
WHO อัปเดตคำแนะนำปี 2026 ว่า สำหรับกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงที่สุด เช่น ผู้สูงอายุมาก ผู้สูงอายุที่มีโรคร่วมสำคัญ ผู้ที่อยู่ในสถานดูแลระยะยาว และผู้มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ควรพิจารณาวัคซีน อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง และหากเหมาะสมสามารถพิจารณา 2 ครั้งต่อปี ห่างกันประมาณ 6 เดือน ตามสถานการณ์และนโยบายของแต่ละประเทศ (องค์การอนามัยโลก)
ส่วนประเทศไทยปี 2569 ใช้แนวทาง กระตุ้น 1 เข็มในกลุ่มเสี่ยง ตามคำแนะนำระดับประเทศ (กรมควบคุมโรค)
จึงไม่ควรแปลว่า “คนไทยทุกคนต้องฉีดโควิดปีละครั้งไปตลอด” แต่ควรเข้าใจว่า ถ้าเป็นคนที่มีโอกาสป่วยหนัก ควรตรวจสอบคำแนะนำวัคซีนใหม่เป็นระยะ ไม่ควรคิดว่าเคยฉีดเมื่อหลายปีก่อนแล้วเพียงพอไปตลอดชีวิต

เคยฉีดวัคซีนมาแล้วหลายเข็ม ยังต้องนับเข็มอยู่ไหม?
ในปี 2569 การถามว่า “นี่จะเป็นเข็มที่ 5 หรือเข็มที่ 6?”
อาจมีความสำคัญน้อยลงกว่าเดิม
แนวทางประเทศไทยระบุชัดว่า คำแนะนำวัคซีนสำหรับกลุ่มเสี่ยง ไม่คำนึงว่าในอดีตเคยได้รับวัคซีนมาแล้วกี่เข็ม เป็นหลัก แต่ดูสถานะความเสี่ยงและช่วงเวลาที่เหมาะสมมากกว่า (กรมควบคุมโรค)
นั่นหมายความว่า คนที่เคยฉีดวัคซีนมาแล้ว 4 เข็มเมื่อหลายปีก่อน อาจยังมีเหตุผลให้รับวัคซีนอีกหากปัจจุบันอายุสูงขึ้นหรือมีโรคประจำตัว
ในทางกลับกัน คนสุขภาพดีอายุน้อยก็ไม่จำเป็นต้องไล่ฉีดเพื่อทำให้จำนวนเข็มเท่ากับคนอื่น
เคยติดโควิดแล้ว ยังต้องฉีดวัคซีนไหม?
การติดโควิดทำให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันได้จริง แต่ไม่ได้หมายความว่า “ติดแล้วจบ ไม่ต้องฉีดอีกตลอดชีวิต”
แนวทางประเทศไทยปี 2569 ระบุว่า หากเคยเป็นโควิดและต้องการรับวัคซีน แนะนำให้รับวัคซีนหลัง วันที่เริ่มมีอาการอย่างน้อย 3 เดือน
หากไม่มีอาการ ให้นับจากวันที่ตรวจพบผลบวก (กรมควบคุมโรค)
WHO ใช้แนวคิดเดียวกันว่าผู้ที่เคยติดเชื้อยังสามารถได้รับประโยชน์จากวัคซีน โดยเฉพาะหากอยู่ในกลุ่มเสี่ยง เพราะภูมิคุ้มกันจากการติดเชื้อร่วมกับวัคซีนสามารถช่วยเพิ่มการป้องกันอาการรุนแรงได้ (องค์การอนามัยโลก)
ฉีดวัคซีนแล้ว ยังติดโควิดได้ไหม?
ได้ และนี่เป็นเรื่องที่ทำให้หลายคนเข้าใจวัคซีนผิด
คนบางคนฉีดวัคซีนแล้วติดโควิดภายหลังจึงพูดว่า “ฉีดไปก็ไม่เห็นช่วยอะไร” แต่เป้าหมายของวัคซีนไม่ได้มีเพียงการป้องกันการติดเชื้อ
WHO ระบุว่าวัคซีนที่ผ่านการรับรองยังให้การป้องกันที่สำคัญต่อ โรครุนแรงและการเสียชีวิต แม้เชื้อจะมีการเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์อยู่เรื่อย ๆ (องค์การอนามัยโลก)
ดังนั้นคนที่ฉีดวัคซีนแล้วติดเชื้อ ไม่ได้แปลว่าวัคซีนล้มเหลว
สิ่งที่ต้องถามต่อคือ
หากไม่ได้รับวัคซีน ความเสี่ยงต่อการป่วยหนักอาจแตกต่างออกไปหรือไม่
วัคซีนโควิดเปลี่ยนตามสายพันธุ์ด้วยหรือ?
ใช่ เพราะเชื้อ SARS-CoV-2 ยังมีการเปลี่ยนแปลง
WHO จึงมีคณะผู้เชี่ยวชาญติดตามองค์ประกอบของวัคซีนอย่างต่อเนื่อง
ล่าสุดเมื่อ 16 พฤษภาคม 2026 WHO แนะนำ LP.8.1 เป็นแอนติเจนเป้าหมายหนึ่งสำหรับวัคซีนโควิดรุ่นปรับปรุง และย้ำว่า ไม่ควรเลื่อนการฉีดวัคซีนของกลุ่มเสี่ยงเพียงเพื่อรอวัคซีนสูตรใหม่กว่า หากมีวัคซีนที่เหมาะสมให้บริการอยู่แล้ว (องค์การอนามัยโลก)
สำหรับประชาชนทั่วไป ไม่จำเป็นต้องจำชื่อสายพันธุ์หรือชื่อวัคซีนทั้งหมด สิ่งที่ควรถามสถานพยาบาลคือ
“วัคซีนที่มีให้บริการตอนนี้เหมาะกับเราไหม?”
เพราะชนิดและสูตรวัคซีนที่มีในประเทศไทยสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามช่วงเวลา
ผลข้างเคียงหลังฉีดวัคซีนมีอะไรบ้าง?
อาการที่พบได้บ่อย เช่น
- ปวดบริเวณที่ฉีด
- อ่อนเพลีย
- ปวดศีรษะ
- ปวดกล้ามเนื้อ
- มีไข้
- หนาวสั่น
ส่วนใหญ่มักเป็นอาการชั่วคราว
ข้อมูลของ WHO ระบุว่า จากวัคซีนโควิดมากกว่า 13,000 ล้านโดส ที่ได้รับทั่วโลก ข้อมูลความปลอดภัยสะสมยังสนับสนุนว่าวัคซีนที่ใช้อยู่มีความปลอดภัยที่ยอมรับได้ และเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์รุนแรงพบได้น้อยเมื่อเทียบกับจำนวนโดสทั้งหมด (องค์การอนามัยโลก)
หากหลังฉีดมีอาการหายใจลำบาก หน้าหรือคอบวม หมดสติ เจ็บหน้าอกรุนแรง หรือมีอาการผิดปกติรุนแรง ควรไปโรงพยาบาล
จำไม่ได้ว่าฉีดเข็มล่าสุดเมื่อไร ต้องทำอย่างไร?
นี่เป็นเรื่องปกติมากในปี 2569 หลายคนจำได้แค่ว่า “เคยฉีดหลายเข็ม” แต่จำวันหรือปีไม่ได้
หากเป็นคนสุขภาพแข็งแรงและอายุน้อย อาจไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนเท่ากับคนที่มีความเสี่ยงสูง
แต่หากคุณ
อายุ 60 ปีขึ้นไป
มีโรคเรื้อรัง
มีภูมิคุ้มกันต่ำ
อยู่ระหว่างใช้ยากดภูมิ
หรืออยู่ในกลุ่มที่หากติดโควิดแล้วมีโอกาสอาการหนัก
ควรตรวจสอบประวัติเท่าที่ทำได้และสอบถามสถานพยาบาลว่าควรรับวัคซีนในช่วงนี้หรือไม่
สรุปง่าย ๆ ใครควรเริ่มถามเรื่องวัคซีนโควิดในปีนี้?
ลองถามตัวเองง่าย ๆ ว่า อายุ 60 ปีขึ้นไปหรือไม่?
มีเบาหวาน โรคหัวใจ โรคไต โรคปอด มะเร็ง หรือโรคเรื้อรังสำคัญหรือไม่?
มีภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือกำลังใช้ยากดภูมิหรือไม่?
วัคซีนครั้งล่าสุดห่างมานานหรือไม่?
หากมีคำตอบว่า “ใช่” โดยเฉพาะหลายข้อร่วมกัน ก็ควรตรวจสอบคำแนะนำวัคซีนล่าสุดกับสถานพยาบาล
ส่วนคนสุขภาพแข็งแรงอายุ 18–59 ปีที่ไม่มีปัจจัยเสี่ยง แนวทางประเทศไทยปี 2569 ระบุว่าสามารถรับวัคซีนได้หากต้องการเพิ่มการป้องกัน แต่ระดับความจำเป็นย่อมแตกต่างจากกลุ่มเสี่ยง (กรมควบคุมโรค)
คำถามที่พบบ่อย
วัคซีนโควิดต้องฉีดทุกปีเหมือนไข้หวัดใหญ่ไหม?
ไม่จำเป็นต้องเหมือนกันทุกคน
WHO แนะนำการฉีดเป็นระยะสำหรับกลุ่มเสี่ยงสูง โดยอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง และในบางกลุ่มเสี่ยงสูงมากอาจพิจารณาประมาณทุก 6 เดือน ส่วนประเทศไทยควรยึดแนวทางของกระทรวงสาธารณสุขในแต่ละปีเป็นหลัก (องค์การอนามัยโลก)
เคยฉีดมา 4–5 เข็มแล้ว ยังต้องฉีดอีกไหม?
อาจต้องพิจารณาอีกหากเป็นกลุ่มเสี่ยงและวัคซีนครั้งล่าสุดผ่านมานาน เพราะปัจจุบันไม่ได้ดูจำนวนเข็มสะสมเพียงอย่างเดียว (กรมควบคุมโรค)
เคยติดโควิดแล้ว ต้องฉีดทันทีหรือไม่?
ไม่จำเป็นต้องรีบทันที แนวทางไทยปี 2569 แนะนำให้เว้นอย่างน้อย 3 เดือนหลังเริ่มมีอาการ หรือหลังผลตรวจเป็นบวกกรณีไม่มีอาการ ก่อนพิจารณารับวัคซีน (กรมควบคุมโรค)
คนอายุไม่ถึง 60 ปีฉีดได้ไหม?
ได้ ผู้ใหญ่อายุ 18–59 ปีที่ไม่มีปัจจัยเสี่ยงสามารถรับวัคซีนเพื่อเพิ่มการป้องกันได้ตามคำแนะนำของไทยปี 2569 (กรมควบคุมโรค)
ฉีดแล้วจะไม่ติดโควิดเลยใช่ไหม?
ไม่ใช่ ยังสามารถติดเชื้อได้ จุดสำคัญของวัคซีนคือช่วยลดความเสี่ยงต่ออาการรุนแรงและการเสียชีวิต (องค์การอนามัยโลก)
สรุป
วัคซีนโควิดในปี 2569 ไม่ได้เป็นการแข่งขันว่าใครฉีดครบกี่เข็มอีกต่อไป
สิ่งที่ควรให้ความสำคัญคือ ถ้าเราติดโควิดตอนนี้ ร่างกายของเรามีโอกาสรับมือได้ดีแค่ไหน
สำหรับผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว ผู้มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง และกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่ออาการรุนแรง วัคซีนยังมีบทบาทสำคัญในการลดความเสี่ยงจากโรค (กรมควบคุมโรค)
ส่วนคำถามว่า “ต้องฉีดทุกปีหรือไม่?”
คำตอบคือ ไม่เหมือนกันทุกคน
คนที่มีความเสี่ยงสูงควรได้รับวัคซีนเป็นระยะตามคำแนะนำล่าสุด ขณะที่คนวัยหนุ่มสาวที่สุขภาพแข็งแรงสามารถพิจารณาตามความเสี่ยงและบริบทของตนเอง
ดังนั้น แทนที่จะถามเพียงว่า “ฉันฉีดมากี่เข็มแล้ว?”
อาจลองเปลี่ยนเป็น “ตอนนี้ฉันอยู่ในกลุ่มที่ถ้าติดโควิดแล้วมีโอกาสป่วยหนักหรือไม่?” คำถามนี้มีประโยชน์ต่อการตัดสินใจมากกว่า

หมายเหตุสำคัญ
ข้อมูลในบทความนี้อ้างอิงคำแนะนำที่เผยแพร่ถึงเดือนสิงหาคม 2569 คำแนะนำเรื่องวัคซีน ชนิดวัคซีน กลุ่มเป้าหมาย และช่วงเวลาการฉีดสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามสถานการณ์โรคและนโยบายสาธารณสุข
ผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว ผู้มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง หญิงตั้งครรภ์ หรือผู้ที่เคยมีอาการไม่พึงประสงค์รุนแรงหลังวัคซีน ควรปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์เพื่อประเมินเป็นรายบุคคล
References
- กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. คำแนะนำการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคตลอดช่วงชีวิต สำหรับประชาชน ปี 2569. (กรมควบคุมโรค)
- กรมควบคุมโรค. วัคซีนโควิด 19 ประเทศไทย. อัปเดต 22 กรกฎาคม 2569. (กรมควบคุมโรค)
- World Health Organization. WHO position paper on COVID-19 vaccines – July 2026. (องค์การอนามัยโลก)
- World Health Organization. COVID-19 vaccines: Questions and answers. Updated 15 May 2026. (องค์การอนามัยโลก)
- World Health Organization. Statement on the antigen composition of COVID-19 vaccines. 16 May 2026. (องค์การอนามัยโลก)
เรียบเรียงโดย: www.chulalakpharmacy.com






