รู้จักกับโรคมะเร็งจิสต์ (GIST) มะเร็งเนื้ออ่อนในระบบทางเดินอาหารที่รักษาได้

มะเร็งจิสต์ (Gastrointestinal Stromal Tumor หรือ GIST) อาจไม่ใช่ชื่อที่คุ้นหูเหมือนมะเร็งตับหรือมะเร็งลำไส้ใหญ่ แต่ถือเป็นเนื้องอกชนิดร้ายแรงที่เกิดขึ้นในระบบทางเดินอาหารซึ่งมีความสำคัญอย่างมากในวงการแพทย์ปัจจุบัน เนื่องจากมีวิวัฒนาการด้านการรักษาที่ก้าวหน้าไปไกล

มะเร็งจิสต์ (GIST) คืออะไรและมีที่มาอย่างไร?

มะเร็งจิสต์ จัดอยู่ในกลุ่ม มะเร็งเนื้ออ่อน (Sarcoma) ที่เกิดขึ้นในผนังของระบบทางเดินอาหาร โดยต้นกำเนิดของเซลล์มะเร็งชนิดนี้มาจาก เซลล์คาจาล (Interstitial Cells of Cajal – ICCs) ซึ่งทำหน้าที่เป็นเหมือน “เครื่องกระตุ้นจังหวะ” (Pacemaker) ให้กล้ามเนื้อในทางเดินอาหารบีบตัวเป็นจังหวะเพื่อส่งผ่านอาหาร

ตำแหน่งที่พบมะเร็งจิสต์ได้บ่อยที่สุด ได้แก่:

  • กระเพาะอาหาร: พบได้ประมาณ 60%
  • ลำไส้เล็ก: พบได้ประมาณ 30%
  • ส่วนอื่นๆ: เช่น หลอดอาหาร ลำไส้ใหญ่ และทวารหนัก (พบได้น้อย)

สาเหตุการเกิดโรค: มะเร็งจิสต์เกิดจากอะไร?

ทางการแพทย์พบว่า มะเร็งจิสต์ไม่ได้เกิดจากพฤติกรรมการกินหรือสิ่งแวดล้อมเป็นหลักเหมือนมะเร็งชนิดอื่น แต่เกิดจาก การกลายพันธุ์ของยีน (Genetic Mutation) ภายในเซลล์โดยเฉพาะ:

  1. ยีน KIT (CD117): พบการกลายพันธุ์สูงถึง 80% ของผู้ป่วย ส่งผลให้เซลล์แบ่งตัวผิดปกติอย่างควบคุมไม่ได้
  2. ยีน PDGFRA: พบรองลงมาในผู้ป่วยบางกลุ่ม


โรคนี้ติดต่อได้หรือไม่? คำตอบคือ “ไม่สามารถติดต่อได้” มะเร็งจิสต์ไม่ใช่โรคติดต่อผ่านการสัมผัส การกินอาหารร่วมกัน หรือสารคัดหลั่ง และส่วนใหญ่ไม่ใช่โรคทางพันธุกรรมที่ส่งต่อจากพ่อแม่สู่ลูก (ยกเว้นในกรณีที่พบน้อยมากจริงๆ)



แนวทางการรักษา: มียารักษาไหมและต้องรักษาอย่างไร?

การรักษามะเร็งจิสต์ในปัจจุบันเน้นการรักษาแบบผสมผสาน โดยพิจารณาจากขนาดของก้อนเนื้อ ตำแหน่ง และการกระจายของโรค

1. การผ่าตัด (Surgery)

เป็นวิธีหลักสำหรับมะเร็งที่ยังไม่แพร่กระจาย เป้าหมายคือการนำก้อนเนื้อออกให้หมดโดยไม่ให้ก้อนแตก เนื่องจากเซลล์มะเร็งจิสต์มีความเปราะบางและอาจแพร่กระจายไปทั่วช่องท้องได้หากก้อนแตกในระหว่างผ่าตัด

2. ยามุ่งเป้า (Targeted Therapy)

นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญของการรักษามะเร็งชนิดนี้ มะเร็งจิสต์ ไม่ตอบสนองต่อยาเคมีบำบัดแบบปกติ แต่ตอบสนองดีมากต่อยามุ่งเป้าที่เข้าไปยับยั้งสัญญาณการแบ่งตัวของยีนที่กลายพันธุ์

  • Imatinib: ยามาตรฐานตัวแรกที่ใช้ทั้งก่อนผ่าตัด (เพื่อลดขนาดก้อน) หรือหลังผ่าตัด (เพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ)
  • Sunitinib และ Regorafenib: ใช้ในกรณีที่โรคดื้อต่อยาตัวแรก


3. การติดตามอาการ

เนื่องจากมะเร็งจิสต์มีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้ ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการตรวจติดตามด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) หรือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) อย่างสม่ำเสมอตามที่แพทย์นัด


สรุป

แม้ว่ามะเร็งจิสต์จะเป็นโรคร้ายแรง แต่ด้วยเทคโนโลยี ยามุ่งเป้า ในปัจจุบัน ทำให้พยากรณ์โรคดีขึ้นกว่าในอดีตอย่างมาก หากมีอาการผิดปกติ เช่น ปวดท้องเรื้อรัง คลำพบก้อน หรือถ่ายอุจจาระเป็นสีดำ ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด

“ข้อมูลในบทความนี้เป็นเพียงความรู้เบื้องต้น ไม่สามารถใช้ทดแทนการปรึกษาและวินิจฉัยจากแพทย์หรือเภสัชได้ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้งเมื่อใช้ยา หรือมีปัญหาสุขภาพ”




ข้อมูลอ้างอิง

  1. National Cancer Institute (NCI): “Gastrointestinal Stromal Tumors Treatment (PDQ®)–Patient Version” ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับกลไกการเกิดโรคและการแบ่งตัวของเซลล์คาจาล (ICCs)
  2. American Society of Clinical Oncology (ASCO): “Gastrointestinal Stromal Tumor – GIST: Statistics and Treatment Options” รายละเอียดเกี่ยวกับสถิติการพบโรคและแนวทางการรักษาด้วยยามุ่งเป้า
  3. Mayo Clinic: “Gastrointestinal stromal tumor (GIST) – Symptoms and causes” ข้อมูลด้านอาการแสดงและการวินิจฉัยแยกโรค
  4. ESMO (European Society for Medical Oncology): “Gastrointestinal stromal tumours: ESMO–EURACAN–GENTURIS Clinical Practice Guidelines for diagnosis, treatment and follow-up” แนวทางการรักษามาตรฐานสากลที่แพทย์ทั่วโลกใช้ยึดถือ
  5. สมาคมทางเดินอาหารแห่งประเทศไทย: แนวทางการวินิจฉัยและรักษาโรคมะเร็งจิสต์ในบริบทของระบบสาธารณสุขไทย

เรียบเรียงโดย (Compiled by)  : www.chulalakpharmacy.com

แชร์

ยังไม่มีบัญชี