ซิฟิลิสมีอาการอย่างไร? รู้จักอาการตั้งแต่แผลริมแข็ง ผื่นซิฟิลิส ระยะแฝง ไปจนถึงภาวะแทรกซ้อน พร้อมช่วงเวลาที่ควรตรวจหลังมีความเสี่ยง และแนวทางการรักษา
หลายคนเชื่อว่า “ถ้าไม่มีแผล ก็ไม่น่าจะเป็นซิฟิลิส” แต่ความจริงแล้ว ซิฟิลิสเป็นโรคที่สามารถดำเนินไปได้โดยแทบไม่มีอาการในบางระยะ ผู้ติดเชื้อจำนวนไม่น้อยไม่รู้ตัวว่าติดเชื้อ เพราะแผลหายไปเอง หรือไม่มีอาการผิดปกติให้สังเกต จนกระทั่งโรคลุกลามเข้าสู่ระยะที่รุนแรงกว่าเดิม
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมซิฟิลิสยังคงเป็นหนึ่งในโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่พบได้บ่อยทั่วโลก และเป็นโรคที่แพทย์แนะนำให้ ตรวจคัดกรองเมื่อมีความเสี่ยง แม้ว่าจะยังไม่มีอาการก็ตาม
บทความนี้จะพาคุณไปรู้จัก อาการของซิฟิลิสทั้ง 4 ระยะ วิธีสังเกตอาการเบื้องต้น และช่วงเวลาที่ควรเข้ารับการตรวจ เพื่อให้สามารถรักษาได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นก่อนเกิดภาวะแทรกซ้อน
ซิฟิลิสคืออะไร?
ซิฟิลิส (Syphilis) เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่เกิดจากแบคทีเรีย Treponema pallidum
เชื้อสามารถเข้าสู่ร่างกายผ่านเยื่อบุหรือบาดแผลขนาดเล็กระหว่างการมีเพศสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็น
- เพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด
- เพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก
- เพศสัมพันธ์ทางปาก
นอกจากนี้ยังสามารถถ่ายทอดจาก แม่สู่ลูกในระหว่างตั้งครรภ์ ได้ หากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม
ข่าวดีคือ ซิฟิลิสสามารถรักษาให้หายได้ หากตรวจพบตั้งแต่ระยะแรก แต่หากปล่อยไว้โดยไม่รักษา เชื้ออาจแพร่กระจายไปยังอวัยวะสำคัญ เช่น สมอง หัวใจ ดวงตา และระบบประสาท จนเกิดความเสียหายถาวรได้
ซิฟิลิสฟักตัวกี่วัน?
หลังได้รับเชื้อ ซิฟิลิสไม่ได้แสดงอาการทันที โดยทั่วไป ระยะฟักตัวอยู่ประมาณ 10–90 วัน และเฉลี่ยประมาณ 21 วัน
ในช่วงนี้ผู้ติดเชื้ออาจไม่มีอาการใด ๆ เลย แต่เชื้อกำลังเพิ่มจำนวนภายในร่างกาย
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมหลายคนจึงเข้าใจผิดว่า “ยังไม่มีอาการ แสดงว่าไม่ติด” ความจริงคือ ไม่มีอาการ ไม่ได้แปลว่าไม่มีเชื้อ
อาการซิฟิลิสระยะที่ 1 (Primary Syphilis)
ระยะนี้มักเป็นระยะที่เริ่มมีอาการหลังผ่านช่วงฟักตัว
ลักษณะเด่นที่สุดคือ แผลริมแข็ง (Chancre)
แผลมีลักษณะ
- มักเป็นแผลเดี่ยว
- ขอบแผลเรียบ
- ก้นแผลสะอาด
- ไม่เจ็บ
- คลำแล้วรู้สึกแข็ง
แผลอาจพบได้บริเวณ
- อวัยวะเพศ
- ปาก
- ลิ้น
- ริมฝีปาก
- ทวารหนัก
- ช่องคลอด
- ปากมดลูก
หลายคนไม่เคยเห็นแผล เพราะอยู่ในตำแหน่งที่มองไม่เห็น เช่น ภายในช่องคลอดหรือทวารหนัก
และเนื่องจากแผล ไม่เจ็บ ผู้ป่วยจำนวนมากจึงไม่รู้ตัวว่าติดเชื้อ
ที่สำคัญคือ แม้แผลจะ หายเองภายในประมาณ 3–6 สัปดาห์ แต่ไม่ได้หมายความว่าโรคหาย เชื้อยังคงอยู่ในร่างกายและสามารถเข้าสู่ระยะถัดไปได้หากไม่ได้รับการรักษา

อาการซิฟิลิสระยะที่ 2 (Secondary Syphilis)
หากไม่ได้รับการรักษา เชื้อจะกระจายเข้าสู่กระแสเลือด และเข้าสู่ระยะที่ 2
ระยะนี้อาการจะหลากหลายกว่าระยะแรก และหลายครั้งถูกเข้าใจผิดว่าเป็นโรคผิวหนังหรือภูมิแพ้
อาการที่พบได้บ่อย ได้แก่
- ผื่นขึ้นตามลำตัว
- ผื่นที่ฝ่ามือและฝ่าเท้า
- ต่อมน้ำเหลืองโต
- ไข้ต่ำ
- เจ็บคอ
- อ่อนเพลีย
- ปวดเมื่อยตามตัว
- ผมร่วงเป็นหย่อม
หนึ่งในลักษณะที่ช่วยให้แพทย์สงสัยซิฟิลิส คือ ผื่นที่ฝ่ามือและฝ่าเท้า ซึ่งไม่ใช่ตำแหน่งที่พบได้บ่อยในผื่นจากโรคทั่วไป
อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยแต่ละรายอาจมีอาการแตกต่างกัน บางรายมีเพียงผื่นเล็กน้อย ขณะที่บางรายแทบไม่มีอาการผิดปกติเลย
อาการซิฟิลิสระยะแฝง (Latent Syphilis)
หลังจากอาการในระยะที่ 2 หายไป หลายคนเข้าใจว่าโรคหายแล้ว
แต่ความจริงคือ… เชื้อซิฟิลิสยังคงอยู่ในร่างกาย
ระยะนี้เรียกว่า ระยะแฝง (Latent Syphilis) ซึ่งเป็นระยะที่อันตราย เพราะผู้ป่วยส่วนใหญ่
- ไม่มีไข้
- ไม่มีแผล
- ไม่มีผื่น
- ไม่มีอาการผิดปกติใด ๆ
ใช้ชีวิตได้ตามปกติจนแทบไม่รู้ว่าตนเองติดเชื้อ
หลายคนเพิ่งทราบว่าติดซิฟิลิสเมื่อ
- ตรวจสุขภาพประจำปี
- ตรวจเลือดก่อนแต่งงาน
- ตรวจเลือดก่อนตั้งครรภ์
- บริจาคเลือด
- ตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
นี่จึงเป็นเหตุผลที่แพทย์มักแนะนำให้ผู้ที่มีความเสี่ยง เข้ารับการตรวจ แม้ว่าจะไม่มีอาการก็ตาม

อาการซิฟิลิสระยะที่ 3 (Tertiary Syphilis)
หากไม่ได้รับการรักษาเป็นเวลาหลายปี เชื้ออาจทำลายอวัยวะสำคัญของร่างกาย จนเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง
อาจส่งผลต่อ
- สมอง
- ระบบประสาท
- หัวใจ
- หลอดเลือด
- ดวงตา
- กระดูก
ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการ เช่น
- ชาหรืออ่อนแรงของแขนขา
- เดินเซ
- สูญเสียการมองเห็น
- ความจำเสื่อม
- ภาวะสมองเสื่อม
- หลอดเลือดโป่งพอง
- หัวใจทำงานผิดปกติ
ภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้อาจเกิดขึ้นหลังได้รับเชื้อหลายปี หากปล่อยไว้โดยไม่ได้รับการรักษา
แม้ว่าการรักษาจะสามารถกำจัดเชื้อได้ แต่ ความเสียหายของอวัยวะบางส่วนอาจไม่สามารถกลับมาเป็นปกติได้
ดังนั้น การตรวจพบและรักษาตั้งแต่ระยะแรกจึงมีความสำคัญอย่างมาก

อาการของซิฟิลิสทั้ง 4 ระยะ แตกต่างกันอย่างไร?
| ระยะ | อาการเด่น |
| ระยะที่ 1 | แผลริมแข็ง ไม่เจ็บ มักเกิดบริเวณที่สัมผัสเชื้อ |
| ระยะที่ 2 | ผื่นทั่วตัว ผื่นฝ่ามือ-ฝ่าเท้า ต่อมน้ำเหลืองโต ไข้ต่ำ ผมร่วง |
| ระยะแฝง | ไม่มีอาการ ตรวจพบได้จากการตรวจเลือด |
| ระยะที่ 3 | เชื้อทำลายสมอง หัวใจ ระบบประสาท และอวัยวะสำคัญ |
แม้อาการของแต่ละระยะจะแตกต่างกัน แต่มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน คือ
ยิ่งตรวจพบเร็ว ยิ่งรักษาได้ง่าย และลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนในอนาคต

ไม่มีแผลก็ติดซิฟิลิสได้ไหม?
ได้ นี่คือความเข้าใจผิดที่พบได้บ่อยที่สุดเกี่ยวกับโรคซิฟิลิส หลายคนคิดว่า
“ถ้าไม่มีแผล ก็แปลว่าไม่น่าจะติด” แต่ในความเป็นจริง ผู้ติดเชื้อซิฟิลิสจำนวนไม่น้อยไม่มีอาการ หรืออาการหายไปเอง ทำให้ไม่รู้ตัวว่าติดเชื้อและอาจแพร่เชื้อให้ผู้อื่นได้
ตัวอย่างเช่น
- แผลริมแข็งอยู่ภายในช่องคลอด
- แผลอยู่ในทวารหนัก
- แผลอยู่ในช่องปาก
- แผลมีขนาดเล็กจนสังเกตไม่เห็น
หรือบางราย แผลหายเองภายในไม่กี่สัปดาห์ จึงเข้าใจผิดว่า “คงหายแล้ว”
แต่ความจริงคือ เชื้อยังคงอยู่ในร่างกาย และโรคสามารถดำเนินต่อไปสู่ระยะที่ 2 และระยะแฝงได้
องค์การอนามัยโลก (WHO) และ CDC ต่างระบุว่า ผู้ติดเชื้อซิฟิลิสจำนวนหนึ่งอาจไม่มีอาการในบางระยะของโรค ดังนั้นการไม่มีอาการเพียงอย่างเดียวไม่สามารถใช้ยืนยันว่าไม่มีการติดเชื้อได้
หลังมีความเสี่ยง ควรตรวจซิฟิลิสเมื่อไร?
นี่คือคำถามที่คนค้นหามากที่สุดเกี่ยวกับซิฟิลิส เพราะหลายคนต้องการรู้ว่า
“ตรวจวันนี้เลยได้ไหม?”
คำตอบคือ ไม่ควรตรวจทันทีหลังมีความเสี่ยง
เนื่องจากหลังได้รับเชื้อ ร่างกายต้องใช้เวลาสร้างแอนติบอดีที่สามารถตรวจพบได้
หากตรวจเร็วเกินไป อาจเกิด ผลลบลวง (False Negative) แม้ว่าจะได้รับเชื้อจริง
โดยทั่วไป
- ประมาณ 3–6 สัปดาห์ หลังมีความเสี่ยง การตรวจเลือดหลายวิธีเริ่มสามารถตรวจพบได้
- หากตรวจเร็วและผลเป็นลบ แต่ยังสงสัยว่ามีความเสี่ยงสูง แพทย์อาจแนะนำให้ตรวจซ้ำตามระยะเวลาที่เหมาะสม
ช่วงเวลาที่เหมาะสมอาจแตกต่างกันตาม
- ชนิดของชุดตรวจ
- วิธีตรวจ
- แนวทางของสถานพยาบาล
ดังนั้น หากไม่แน่ใจ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเลือกวิธีตรวจ
ใครบ้างที่ควรตรวจซิฟิลิส?
แพทย์มักแนะนำให้ตรวจ หากมีความเสี่ยง เช่น
- มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกัน
- ถุงยางอนามัยแตกหรือหลุด
- มีคู่นอนใหม่
- มีคู่นอนหลายคน
- ไม่ทราบสถานะโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ของคู่นอน
- มีแผลบริเวณอวัยวะเพศ ปาก หรือทวารหนัก
- มีผื่นที่ฝ่ามือหรือฝ่าเท้าโดยไม่ทราบสาเหตุ
- เคยเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
- วางแผนตั้งครรภ์
- กำลังตั้งครรภ์
การตรวจตั้งแต่ระยะเริ่มต้นช่วยให้รักษาได้เร็ว ลดการแพร่เชื้อ และลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนในอนาคต
ซิฟิลิสรักษาหายไหม?
รักษาหายได้ โดยเฉพาะเมื่อพบตั้งแต่ระยะแรก
แนวทางมาตรฐานคือการรักษาด้วย ยาปฏิชีวนะ Penicillin ซึ่งยังคงเป็นยาหลักที่มีประสิทธิภาพสูงในการรักษาซิฟิลิส
อย่างไรก็ตาม
หากปล่อยโรคไว้จนเข้าสู่ระยะที่ 3 แม้ว่าจะกำจัดเชื้อได้แล้ว
ความเสียหายที่เกิดกับ
- สมอง
- หัวใจ
- ระบบประสาท
- ดวงตา
อาจไม่สามารถกลับมาเป็นปกติได้ทั้งหมด
ดังนั้น
การตรวจพบเร็ว มีความสำคัญกว่าการรอให้มีอาการ
ชุดตรวจซิฟิลิสช่วยอะไรได้บ้าง?
ปัจจุบันมี ชุดตรวจซิฟิลิสแบบ Rapid Test สำหรับการตรวจคัดกรองเบื้องต้น
ข้อดีคือ
- ใช้เวลารู้ผลไม่นาน
- ขั้นตอนไม่ซับซ้อน
- เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการตรวจคัดกรองเบื้องต้น
- ช่วยให้เข้าถึงการตรวจได้ง่ายขึ้น
อย่างไรก็ตาม
ชุดตรวจคัดกรอง ไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัยจากแพทย์ได้
หากผลเป็นบวก ควรเข้ารับการตรวจยืนยันที่สถานพยาบาลทุกครั้ง การเลือกซื้อควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่
- มีฉลากภาษาไทย
- ได้รับอนุญาตจาก อย.
- ซื้อจากร้านขายยา หรือแหล่งจำหน่ายที่เชื่อถือได้
- มีเภสัชกรให้คำแนะนำ
เพราะนอกจากคุณภาพของชุดตรวจแล้ว การแปลผลและช่วงเวลาที่เหมาะสมในการตรวจก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน
สรุป
ซิฟิลิสเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่สามารถรักษาให้หายได้ แต่สิ่งที่ทำให้โรคนี้อันตรายคือ ผู้ติดเชื้อจำนวนมากไม่มีอาการ หรือมีอาการเพียงเล็กน้อยจนไม่ทันสังเกต
การไม่มีแผล ไม่ได้หมายความว่าไม่มีซิฟิลิส และการที่แผลหายเองก็ไม่ได้หมายความว่าเชื้อหายไป
หากคุณเคยมีความเสี่ยง ไม่ว่าจะเป็นการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกัน การมีคู่นอนใหม่ หรือสัมผัสกับผู้ที่อาจติดเชื้อ การตรวจคัดกรองตั้งแต่ระยะเริ่มต้นคือวิธีที่ดีที่สุดในการดูแลสุขภาพของตนเองและป้องกันการแพร่เชื้อสู่ผู้อื่น
FAQ
ซิฟิลิสไม่มีอาการได้หรือไม่?
ได้ โดยเฉพาะในระยะแฝง ผู้ติดเชื้อจำนวนมากไม่มีอาการผิดปกติ และตรวจพบได้จากการตรวจเลือด
แผลซิฟิลิสหายเอง แปลว่าหายจากโรคหรือไม่?
ไม่ใช่ แม้แผลจะหายเอง แต่เชื้อยังคงอยู่ในร่างกาย และโรคสามารถดำเนินต่อไปได้
หลังเสี่ยงกี่วันจึงควรตรวจซิฟิลิส?
โดยทั่วไปการตรวจเลือดหลายวิธีเริ่มตรวจพบได้หลังประมาณ 3–6 สัปดาห์ แต่ระยะเวลาที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับชนิดของการตรวจและการประเมินของแพทย์
ซิฟิลิสรักษาหายไหม?
รักษาหายได้ โดยเฉพาะเมื่อได้รับการรักษาตั้งแต่ระยะแรกด้วยยาปฏิชีวนะที่เหมาะสม
ชุดตรวจซิฟิลิสใช้แทนการตรวจที่โรงพยาบาลได้หรือไม่?
ไม่ได้ ชุดตรวจใช้สำหรับ การคัดกรองเบื้องต้น หากผลเป็นบวก ต้องตรวจยืนยันที่สถานพยาบาล
สรุป
ซิฟิลิสเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่เกิดจากแบคทีเรีย Treponema pallidum แม้ในระยะแรกอาจมีเพียงแผลริมแข็งที่ไม่เจ็บ หรือบางรายไม่มีอาการเลย แต่เชื้อยังสามารถดำเนินโรคต่อไปจนเกิดผื่นทั่วร่างกาย เข้าสู่ระยะแฝง และอาจลุกลามไปทำลายสมอง หัวใจ และระบบประสาทได้หากไม่ได้รับการรักษา
สิ่งสำคัญคือ การไม่มีอาการไม่ได้หมายความว่าไม่มีการติดเชื้อ โดยเฉพาะผู้ที่มีความเสี่ยงจากการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกัน หรือมีคู่นอนหลายคน ควรเข้ารับการตรวจคัดกรองตามช่วงเวลาที่เหมาะสม แม้จะยังไม่มีอาการผิดปกติก็ตาม
ปัจจุบันซิฟิลิสสามารถรักษาให้หายได้ด้วยยาปฏิชีวนะ หากตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้น การตรวจคัดกรองจึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยลดการแพร่เชื้อ ป้องกันภาวะแทรกซ้อน และดูแลสุขภาพของตนเองและคู่นอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

References
- World Health Organization. Syphilis Fact Sheet – ข้อมูลเกี่ยวกับโรคซิฟิลิส การติดต่อ อาการ การรักษา และการป้องกัน
- Centers for Disease Control and Prevention. Sexually Transmitted Infections Treatment Guidelines – Syphilis แนวทางการวินิจฉัย การรักษา และการติดตามผู้ป่วยซิฟิลิส
- Centers for Disease Control and Prevention. About Syphilis ข้อมูลอาการ ระยะของโรค และการป้องกัน
- กรมควบคุมโรค. แนวทางการป้องกันและควบคุมโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
- International Union against Sexually Transmitted Infections. International Guidelines for the Management of Syphilis
หมายเหตุสำคัญ
บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้ด้านสุขภาพ ไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัยหรือการรักษาโดยแพทย์ได้ หากมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อซิฟิลิส หรือมีอาการสงสัย เช่น แผลบริเวณอวัยวะเพศ ผื่นที่ฝ่ามือหรือฝ่าเท้า หรือมีคู่นอนที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ควรเข้ารับการตรวจและรับคำปรึกษาจากแพทย์หรือเภสัชกรโดยเร็ว
การตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้นและการรักษาที่ถูกต้อง จะช่วยลดการแพร่เชื้อ ลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน และช่วยให้รักษาหายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เรียบเรียงโดย: www.chulalakpharmacy.com









