ลุยน้ำแล้วคันเท้า แสบเท้า ต้องทำอย่างไร? น้ำกัดเท้าเริ่มต้นดูยังไง

หลังลุยน้ำท่วมแล้วคันเท้า แสบ ซอกนิ้วเปื่อย หรือมีขุยขาว ใช่น้ำกัดเท้าหรือไม่? รู้จักอาการเริ่มต้น วิธีดูแลหลังลุยน้ำ ยาทาเชื้อรา และสัญญาณติดเชื้อที่ควรพบแพทย์

ช่วงน้ำท่วม สิ่งที่หลายคนหลีกเลี่ยงไม่ได้คือ การเดินลุยน้ำ

บางคนต้องลุยน้ำออกจากบ้าน ไปทำงาน ขนของ หรือทำความสะอาดพื้นที่ หลังขึ้นจากน้ำก็เพียงล้างเท้าคร่าว ๆ แล้วคิดว่าไม่น่ามีอะไร

แต่พอผ่านไปสักพักกลับเริ่มรู้สึกว่า “ทำไมซอกนิ้วคัน?”

พอถอดถุงเท้าออกดู ผิวเริ่ม ขาวยุ่ย เปื่อย แสบ หรือลอกเป็นขุย และคำที่หลายคนนึกถึงทันทีคือ “น้ำกัดเท้าหรือเปล่า?”

อาการหลังลุยน้ำไม่ได้หมายความว่าเป็นเชื้อราทันทีทุกคน เพราะการแช่น้ำนานสามารถทำให้ผิวหนังเปื่อยและระคายเคืองได้ก่อน แต่ความอับชื้นต่อเนื่องก็สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อปัญหาผิวหนังและเชื้อราที่เท้าตามมาได้

กรมควบคุมโรคเตือนว่าโรคน้ำกัดเท้าและปัญหาผิวหนังเป็นโรคที่พบบ่อยในช่วงน้ำท่วม โดยเฉพาะเมื่อเท้าแช่น้ำหรืออยู่ในภาวะอับชื้นเป็นเวลานาน


น้ำกัดเท้า” คืออะไร?

คำว่า น้ำกัดเท้า เป็นคำที่คนทั่วไปใช้เรียกอาการผิวหนังบริเวณเท้าหลังสัมผัสน้ำหรือความชื้นเป็นเวลานาน และมักถูกใช้ในความหมายของ เชื้อราที่เท้า หรือ Tinea pedis (Athlete’s foot)

กรมควบคุมโรคอธิบายว่า การเดินย่ำน้ำหรือแช่น้ำเป็นเวลานานทำให้ผิวหนังอับชื้น เริ่มเกิดผิวเปื่อย ขุยขาว ลอก แตกเป็นร่อง และอาจเกิดเชื้อราที่เท้าตามมาได้

CDC ระบุว่า tinea pedis เป็นการติดเชื้อราบริเวณเท้าในกลุ่มเดียวกับ ringworm และอาการสำคัญของการติดเชื้อราที่ผิวหนังคือ คันและมีผื่นลอกเป็นขุย

ดังนั้นเวลาเราพูดว่า “ลุยน้ำแล้วเป็นน้ำกัดเท้า” ในชีวิตจริงอาจมีตั้งแต่ ผิวหนังเปื่อยจากความชื้น ไปจนถึง เชื้อราที่เท้า หรือในบางรายอาจมีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน

การแยกให้ออกจึงสำคัญ เพราะการรักษาไม่เหมือนกันทั้งหมด


น้ำกัดเท้าเริ่มต้นดูยังไง?

ลองถอดรองเท้าแล้วสังเกตบริเวณ ซอกนิ้วเท้า ก่อน เพราะเป็นบริเวณที่ความชื้นสะสมได้ง่าย

อาการเริ่มต้นที่ควรสังเกต ได้แก่

  • คันยิบ ๆ ตามซอกนิ้ว
  • แสบหรือระคายเคือง
  • ผิวบริเวณซอกนิ้วขาวและยุ่ย
  • ผิวเริ่มลอกเป็นขุย
  • ผิวแดงหลังส่วนที่เปื่อยหลุดออก
  • เริ่มมีรอยแตกตามซอกนิ้ว
  • บางคนอาจมีกลิ่นร่วมด้วย

หากอาการดำเนินต่อไป อาจลอกเป็นแผ่น เป็นสะเก็ด แตกเป็นร่อง มีน้ำเหลืองซึม หรือกระจายไปบริเวณฝ่าเท้าได้ กรมควบคุมโรคยังระบุว่าบางรายอาจมีตุ่มพองและคันมาก

จุดสำคัญคือ ไม่จำเป็นต้องรอจนแผลเปื่อยหนักหรือมีน้ำเหลืองจึงเริ่มดูแล

ยิ่งรู้ตัวตั้งแต่เริ่มคันและผิวเปื่อย ยิ่งสามารถลดความอับชื้นและป้องกันไม่ให้อาการแย่ลงได้เร็ว




ลุยน้ำมาแล้วคันเท้า ต้องทำอะไรเป็นอย่างแรก?

สิ่งสำคัญที่สุดหลังขึ้นจากน้ำ ยังไม่ใช่รีบหายามาทาทันที

แต่คือ

ล้างให้สะอาด แล้วทำให้เท้าแห้ง”

น้ำท่วมอาจปนเปื้อนสิ่งปฏิกูล เชื้อโรค สารเคมี หรือเศษวัสดุต่าง ๆ CDC จึงแนะนำให้หลีกเลี่ยงการเดินลุยน้ำท่วมหากทำได้ และหากจำเป็นต้องลงน้ำควรใช้รองเท้าหรืออุปกรณ์ป้องกันที่กันน้ำ

หลังลุยน้ำควร

1. ล้างเท้าด้วยน้ำสะอาดและสบู่ เน้นบริเวณซอกนิ้วและบริเวณที่สัมผัสน้ำสกปรก

2. เช็ดเท้าให้แห้งสนิท อย่าลืมซอกระหว่างนิ้วเท้า เพราะเป็นบริเวณที่มักมีความชื้นค้างอยู่

3. เปลี่ยนถุงเท้าและรองเท้าที่เปียก ไม่ควรใส่ถุงเท้าหรือรองเท้าชื้นต่อเป็นเวลานาน

4. ตรวจดูว่ามีบาดแผลหรือไม่ หากมีแผลถลอก แผลแตก หรือถูกของมีคมบาด ต้องให้ความสำคัญมากขึ้น เพราะน้ำท่วมอาจมีเชื้อโรคปนเปื้อน

5. พยายามให้เท้าแห้งและระบายอากาศ กรมควบคุมโรคเน้นการรักษามือและเท้าให้ สะอาดและแห้ง เพื่อป้องกันปัญหาเชื้อราที่เท้า


แค่ลุยน้ำครั้งเดียวแล้วคัน แปลว่าเป็นเชื้อราเลยไหม?

ไม่จำเป็น

นี่เป็นจุดที่คนมักเข้าใจผิด

หากเพิ่งขึ้นจากน้ำแล้วรู้สึกคันหรือแสบ อาจเกิดจาก ผิวหนังระคายเคืองหรือเปื่อยจากการแช่น้ำ รวมถึงการสัมผัสสิ่งปนเปื้อนในน้ำ

จึงไม่ควรสรุปจากอาการคันเพียงอย่างเดียวว่าเป็นเชื้อรา

แต่หากหลังจากนั้นเริ่มมีลักษณะ เช่น

คันต่อเนื่อง + ขุย + ผิวลอก + ซอกนิ้วเปื่อย + รอยแตก

ลักษณะดังกล่าวจะทำให้นึกถึงเชื้อราที่เท้ามากขึ้น โดย CDC อธิบายว่า athlete’s foot เป็นเชื้อราที่เท้าชนิดหนึ่ง และเชื้อราบริเวณผิวหนังมักทำให้เกิดผื่นคันและเป็นขุย


ถ้าเป็นเชื้อราที่เท้า ใช้ยาอะไร?

เมื่อประเมินแล้วว่าเข้าได้กับ เชื้อราที่เท้า การรักษาหลักคือยาฆ่าเชื้อราสำหรับใช้ภายนอก

ยาที่พบได้ เช่น ผลิตภัณฑ์ที่มีตัวยา

Clotrimazole
Miconazole
Terbinafine

แต่ระยะเวลาและความถี่ในการใช้แตกต่างกันตาม ตัวยา ความแรง และรูปแบบผลิตภัณฑ์ จึงควรใช้ตามฉลากหรือคำแนะนำของแพทย์/เภสัชกร

กรมควบคุมโรคแนะนำว่ากรณีเชื้อราที่เท้าควรใช้ยารักษาเชื้อราทาบริเวณที่เป็นอย่างต่อเนื่อง และไม่ควรหยุดยาเองเพียงเพราะอาการคันดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม ถ้าผิวกำลัง เปื่อยมาก มีน้ำเหลือง แผลเปิด หรือสงสัยติดเชื้อแบคทีเรีย ไม่ควรซื้อยาฆ่าเชื้อรามาทาอย่างเดียวโดยไม่ประเมินแผล


คันมาก ใช้ครีมสเตียรอยด์ทาเองได้ไหม?

ไม่ควรรีบใช้โดยไม่รู้สาเหตุ

เพราะถ้าอาการนั้นเกิดจากเชื้อรา การใช้ยาสเตียรอยด์เพียงอย่างเดียวอาจกดการอักเสบ ทำให้ผื่นดูดีขึ้นชั่วคราว แต่ไม่ได้กำจัดเชื้อรา และอาจทำให้ลักษณะของผื่นเปลี่ยนไปจนวินิจฉัยยากขึ้น

ดังนั้นหากมีผื่นคันหลังลุยน้ำและไม่แน่ใจว่าเป็น ผิวหนังระคายเคือง เชื้อรา หรือการติดเชื้อชนิดอื่น ควรให้เภสัชกรหรือแพทย์ประเมินก่อนเลือกยา


มีแผลที่เท้าแล้วต้องลุยน้ำ ทำอย่างไร?

กรณีนี้ต้องระวังมากกว่าคนที่ผิวหนังปกติ

น้ำท่วมสามารถมีสิ่งปฏิกูล เชื้อโรค สารเคมี และเศษวัสดุปนเปื้อน CDC จึงแนะนำให้ป้องกันแผลและผื่นจากการสัมผัสน้ำท่วม และหากจำเป็นต้องสัมผัสควรใช้รองเท้าหรือเครื่องป้องกันที่กันน้ำ

ถ้ามีแผลอยู่แล้ว ควรปิดด้วยวัสดุปิดแผลกันน้ำอย่างเหมาะสมก่อนสัมผัสน้ำ แต่ทางที่ดีที่สุดคือ หลีกเลี่ยงการลงน้ำท่วม

หลังขึ้นจากน้ำ หากแผลสัมผัสน้ำสกปรกควรรีบล้างทำความสะอาดด้วยน้ำสะอาดและสบู่ และสังเกตอาการติดเชื้อ


แผลแบบไหนอาจไม่ได้เป็นแค่น้ำกัดเท้า?

ถ้าเริ่มเห็นว่าเท้า

แดงมากขึ้น ร้อน บวม ปวด มีหนอง

ต้องคิดถึงการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนด้วย

กรมควบคุมโรคระบุว่า หากบริเวณที่เป็นมีการอักเสบและเป็นหนอง อาจเป็นการติดเชื้อแบคทีเรียจากผิวหนังที่เสียหายหรือการแกะเกา

ดังนั้นสิ่งที่ไม่ควรทำคือ

คัน เกา ผิวแตก ยังลุยน้ำต่อ เกาอีก

เพราะเมื่อเกราะป้องกันของผิวหนังเสียหาย เชื้อโรคสามารถเข้าสู่เนื้อเยื่อได้ง่ายขึ้น


เมื่อไรควรไปพบแพทย์?

ไม่ควรคิดว่าอาการทุกอย่างหลังลุยน้ำคือ “น้ำกัดเท้า เดี๋ยวทายาก็หาย”

ควรได้รับการประเมินโดยเฉพาะเมื่อมี

  • เท้าบวมแดงมากขึ้น
  • รู้สึกร้อนบริเวณผิวหนัง
  • ปวดมากขึ้น
  • มีหนองหรือน้ำเหลืองมาก
  • แผลลุกลาม
  • มีไข้
  • มีแผลลึกหรือถูกของมีคมบาดขณะลุยน้ำ
  • ผื่นหรืออาการไม่ดีขึ้นหลังดูแลอย่างเหมาะสม
  • เป็นเบาหวาน มีปัญหาการไหลเวียนเลือด หรือมีภูมิคุ้มกันต่ำ

และหากหลังสัมผัสน้ำท่วมมี ไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะปวดน่อง ตาแดง คลื่นไส้ หรืออาการผิดปกติทั่วร่างกาย ไม่ควรมองว่าเป็นเพียงน้ำกัดเท้า เพราะน้ำท่วมสัมพันธ์กับโรคติดเชื้ออื่น เช่น โรคฉี่หนู (Leptospirosis) ได้ด้วย กรมควบคุมโรคจัดทั้งน้ำกัดเท้าและโรคฉี่หนูเป็นโรคติดเชื้อที่ต้องระวังในช่วงน้ำท่วม


วิธีป้องกันน้ำกัดเท้า ถ้ายังต้องลุยน้ำทุกวัน

ถ้าหลีกเลี่ยงน้ำท่วมไม่ได้ สิ่งสำคัญคือ ลดเวลาที่ผิวหนังสัมผัสน้ำและลดความชื้นหลังขึ้นจากน้ำ

CDC แนะนำให้สวมรองเท้าหรือรองเท้าบู๊ตกันน้ำเมื่อต้องเข้าไปในน้ำหรือดินที่อาจปนเปื้อน และหลีกเลี่ยงการเดินลุยน้ำท่วมหากไม่จำเป็น

หลังลุยน้ำทุกครั้งให้จำง่าย ๆ ว่า

ล้าง เช็ด แห้ง ตรวจแผล

โดยเฉพาะซอกนิ้วเท้า

อย่าใส่รองเท้าหรือถุงเท้าเปียกต่อ และหลีกเลี่ยงการแกะหรือเกาผิวหนังที่เปื่อย


FAQ

ลุยน้ำแล้วคันเท้าทันที เป็นเชื้อราหรือยัง?

ไม่จำเป็น อาการทันทีหลังสัมผัสน้ำอาจเกิดจากผิวเปื่อยหรือระคายเคืองได้ แต่หากมีคันต่อเนื่อง ขุย ผิวลอก ซอกนิ้วเปื่อยหรือแตก จะทำให้นึกถึงเชื้อราที่เท้ามากขึ้น

น้ำกัดเท้าระยะแรกเป็นอย่างไร?

มักเริ่มจาก คันยิบ ๆ ผิวซอกนิ้วขาวยุ่ย เปื่อย ลอกเป็นขุย หรือแสบ ต่อมาอาจแตกเป็นร่อง แดง มีน้ำเหลือง หรือลามไปฝ่าเท้า


น้ำกัดเท้าใช้ยาฆ่าเชื้อราได้ไหม?

ถ้าเป็นเชื้อราที่เท้าจริง ยาฆ่าเชื้อราภายนอกเป็นหนึ่งในการรักษาหลัก แต่ควรเลือกตัวยาและระยะเวลาการใช้ให้เหมาะสม โดยเฉพาะหากมีแผลเปื่อย น้ำเหลือง หรือสงสัยติดเชื้อแบคทีเรียควรได้รับการประเมินก่อน


ลุยน้ำแล้วต้องล้างเท้าทุกครั้งไหม?

ควรล้างด้วยน้ำสะอาดและสบู่หลังสัมผัสน้ำท่วม แล้วเช็ดให้แห้ง โดยเฉพาะซอกนิ้วเท้า เพราะน้ำท่วมอาจมีสิ่งปฏิกูลและเชื้อโรคปนเปื้อน


น้ำกัดเท้าติดต่อไหม?

หากอาการเกิดจากเชื้อราที่เท้า เชื้อราสามารถแพร่ผ่านผิวหนังหรือสิ่งของ/พื้นผิวที่ปนเปื้อนได้ จึงไม่ควรใช้รองเท้า ถุงเท้า หรือผ้าเช็ดตัวร่วมกัน



หลังลุยน้ำแล้วเริ่ม คัน แสบ หรือซอกนิ้วเท้าขาวยุ่ย อย่าเพิ่งปล่อยทิ้งไว้จนกลายเป็นแผล

สิ่งแรกที่ควรทำคือ

ล้างเท้าด้วยน้ำสะอาดและสบู่ เช็ดซอกนิ้วให้แห้ง เปลี่ยนรองเท้าและถุงเท้าที่เปียก ตรวจดูว่ามีบาดแผลหรือไม่

หากต่อมาเกิด ผื่นคัน ขุย ผิวลอก ซอกนิ้วแตก อาจเข้าได้กับเชื้อราที่เท้าและอาจจำเป็นต้องใช้ยาฆ่าเชื้อราอย่างเหมาะสม

แต่ถ้าเริ่ม บวม แดง ร้อน ปวด มีหนอง แผลลุกลาม หรือมีไข้ อย่าคิดว่าเป็นเพียง “น้ำกัดเท้า” เพราะอาจมีการติดเชื้อแบคทีเรียหรือปัญหาอื่นร่วมด้วย

โดยเฉพาะในช่วงน้ำท่วม สิ่งที่ดีที่สุดไม่ใช่รอให้คันแล้วค่อยหายา แต่คือ

ถ้าต้องลุยน้ำ ให้ป้องกันเท้า และทุกครั้งที่ขึ้นจากน้ำ “ล้างให้สะอาด เช็ดให้แห้ง และตรวจแผล”



References




หมายเหตุสำคัญ

บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้ทั่วไป อาการคันหรือแสบเท้าหลังลุยน้ำไม่ได้เกิดจากเชื้อราทุกกรณี การเลือกยาควรพิจารณาจากลักษณะผื่นและบาดแผลจริง

หากมีแผลบวมแดง ร้อน ปวด มีหนอง แผลลุกลาม มีไข้ หรือมีโรคประจำตัวที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ ควรพบแพทย์เพื่อประเมิน



เรียบเรียงโดย: www.chulalakpharmacy.com

แชร์

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

No results found.

ยังไม่มีบัญชี