โรคหลังน้ำท่วม / น้ำกัดเท้า: น้ำกัดเท้าใช้ยาอะไร แผลลุยน้ำดูแลอย่างไร และเชื้อราที่เท้าต่างกันอย่างไร

น้ำกัดเท้าใช้ยาอะไร? แผลลุยน้ำ เชื้อราที่เท้า และโรคหลังน้ำท่วมที่ควรระวัง

น้ำกัดเท้าใช้ยาอะไร? ลุยน้ำแล้วเท้าเปื่อย คัน ลอก หรือมีแผลควรดูแลอย่างไร รู้จักความแตกต่างระหว่างน้ำกัดเท้า เชื้อราที่เท้า และแผลติดเชื้อ พร้อมสัญญาณอันตรายหลังน้ำท่วม

น้ำกัดเท้าหลังลุยน้ำไม่ได้หมายถึงเชื้อราทุกกรณี อาการระยะแรกอาจเกิดจากผิวหนังที่แช่น้ำและความชื้นเป็นเวลานานจนเปื่อย อ่อนนุ่ม และระคายเคือง แต่หากเท้ายังคงอับชื้นต่อเนื่อง เชื้อราที่เท้าหรือการติดเชื้อแบคทีเรียสามารถเกิดตามมาได้ วิธีดูแลจึงต้องดูจากลักษณะอาการ ไม่ควรใช้ยาทาชนิดเดียวกับทุกคน

หากมีเพียงผิวเปื่อยหรือขาวยุ่ยหลังแช่น้ำ ควรเริ่มจากล้างด้วยสบู่และน้ำสะอาด เช็ดให้แห้ง และหลีกเลี่ยงการแช่น้ำซ้ำ หากมีอาการคัน ลอก เป็นขุย หรือผื่นบริเวณซอกนิ้วที่เป็นต่อเนื่อง อาจเข้าได้กับเชื้อราที่เท้าและควรพิจารณายาฆ่าเชื้อราที่เหมาะสม แต่ถ้ามีอาการบวมแดง ร้อน ปวด มีหนอง มีไข้ หรือแผลลุกลาม ควรพบแพทย์ เพราะอาจเป็นการติดเชื้อแบคทีเรียหรือภาวะแทรกซ้อนอื่นได้

น้ำท่วมยังเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคและภัยสุขภาพอื่น เช่น โรคฉี่หนู โรคทางเดินอาหาร ตาแดง โรคทางเดินหายใจ การจมน้ำ และอันตรายจากสัตว์มีพิษ กรมควบคุมโรคจึงแนะนำให้หลีกเลี่ยงการลุยน้ำหากไม่จำเป็น สวมรองเท้าบูทหรือรองเท้าที่มิดชิด ปิดแผลให้ดี และล้างเท้าด้วยสบู่พร้อมเช็ดให้แห้งหลังสัมผัสน้ำทุกครั้ง


หลังน้ำท่วม สิ่งที่หลายคนพบก่อนโรคอื่นคืออาการที่เท้า ตั้งแต่ผิวขาวยุ่ย แสบ คัน ลอก เป็นขุย ไปจนถึงมีแผล บวมแดง หรือมีหนอง อาการเหล่านี้มักถูกเรียกรวมว่า “น้ำกัดเท้า” แต่ในทางปฏิบัติอาจมีหลายสาเหตุ และแต่ละสาเหตุต้องดูแลต่างกัน

จุดสำคัญจึงไม่ใช่เพียงถามว่า “น้ำกัดเท้าใช้ยาอะไร” แต่ต้องดูด้วยว่าเป็นเพียงผิวเปื่อยจากความชื้น เป็นเชื้อราที่เท้า หรือมีแผลติดเชื้อแบคทีเรียร่วมแล้ว เพราะการใช้ยาผิดประเภทอาจทำให้อาการไม่ดีขึ้นและทำให้เสียเวลารักษา


น้ำกัดเท้าคืออะไร และเกิดจากอะไร?

น้ำกัดเท้าเป็นคำเรียกทั่วไปของอาการผิวหนังที่เกิดหลังเท้าสัมผัสน้ำหรือความชื้นเป็นเวลานาน ในช่วงแรกผิวชั้นนอกสามารถดูดน้ำจนเกิดภาวะเปื่อยหรือ maceration ทำให้ผิวขาว ยุ่ย นิ่ม ย่น และแตกง่าย โดยเฉพาะบริเวณซอกนิ้ว

เมื่อผิวหนังเปื่อย เกราะป้องกันผิวจะทำงานได้ลดลง ความชื้นที่ค้างอยู่จึงสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อเชื้อรา และรอยแตกเล็ก ๆ บนผิวยังเปิดทางให้แบคทีเรียเข้าสู่เนื้อเยื่อได้ง่ายขึ้น กรมควบคุมโรคอธิบายว่า การแช่น้ำเป็นเวลานานและความอับชื้นทำให้ผิวบริเวณเท้าเกิดขุยขาว ยุ่ย ลอก แตกเป็นร่อง และหากมีเชื้อราสะสมอาจมีอาการคัน กลิ่น หรือผื่นลามบริเวณซอกนิ้ว ฝ่าเท้า หรือเล็บได้

ดังนั้นอาการ “เท้าเปื่อยหลังลุยน้ำ” กับ “เชื้อราที่เท้า” จึงเกี่ยวข้องกัน แต่ไม่จำเป็นต้องหมายถึงสิ่งเดียวกันตั้งแต่วันแรก


น้ำกัดเท้ากับเชื้อราที่เท้าต่างกันอย่างไร?

หากเพิ่งลุยน้ำเป็นเวลานานแล้วผิวขาวยุ่ย แสบ หรือระคายเคือง แต่ยังไม่มีอาการคัน ลอกเป็นขุย หรือผื่นที่เป็นต่อเนื่อง อาการอาจเกิดจากผิวเปื่อยเพราะความชื้นก่อน สิ่งสำคัญในระยะนี้คือทำความสะอาดและทำให้ผิวแห้ง

ในทางกลับกัน หากมีอาการคันบริเวณซอกนิ้ว ผิวลอกเป็นขุย แตกเป็นร่อง มีกลิ่น หรือผื่นยังคงอยู่หลังเท้าแห้งแล้ว ควรคิดถึงเชื้อราที่เท้ามากขึ้น กรมควบคุมโรคระบุว่าโรคเชื้อราที่เท้าหลังสัมผัสน้ำท่วมมักพบผิวขาวยุ่ย ลอก แตก และคัน โดยอาจลามไปฝ่าเท้าหรือเล็บได้

แต่ถ้ามีอาการบวมแดง ร้อน ปวดมาก มีน้ำเหลืองหรือหนอง สิ่งที่ต้องระวังคือการติดเชื้อแบคทีเรียร่วม ไม่ควรใช้ยาฆ่าเชื้อราอย่างเดียวแล้วรอดูอาการต่อไป




น้ำกัดเท้าใช้ยาอะไร?

การเลือกยาขึ้นอยู่กับลักษณะของผิว หากเป็นเพียงผิวเปื่อยจากการแช่น้ำ ยังไม่จำเป็นต้องเริ่มยาฆ่าเชื้อราทุกคน สิ่งสำคัญที่สุดคือหยุดสัมผัสน้ำ ล้างเท้าด้วยสบู่และน้ำสะอาด จากนั้นเช็ดให้แห้ง โดยเฉพาะซอกนิ้ว และหลีกเลี่ยงการใส่รองเท้าหรือถุงเท้าที่เปียกต่อเนื่อง กรมควบคุมโรคเน้นว่าการรักษาเท้าให้สะอาดและแห้งเป็นหัวใจสำคัญของการป้องกันและดูแลน้ำกัดเท้า

หากมีอาการเข้ากับเชื้อราที่เท้าชัดเจน เช่น คัน ลอก เป็นขุย หรือผื่นซอกนิ้วที่เป็นต่อเนื่อง สามารถพิจารณายาทาฆ่าเชื้อราได้ ยาที่ใช้รักษาเชื้อราที่ผิวหนังมีหลายกลุ่ม เช่น terbinafine, clotrimazole หรือ miconazole แต่ระยะเวลาใช้แตกต่างกันตามตัวยาและผลิตภัณฑ์ จึงควรใช้ตามฉลากหรือคำแนะนำของเภสัชกร ไม่ควรหยุดยาเพียงเพราะอาการคันดีขึ้นในไม่กี่วัน

ข้อมูลจากกรมควบคุมโรคระบุว่า หากเป็นเชื้อราที่เท้าควรใช้ยารักษาเชื้อราต่อเนื่องตามระยะเวลาที่เหมาะสม และหากผื่นมีน้ำเหลืองเยิ้ม ควรดูแลให้ผื่นแห้งก่อนเลือกยาทาต่อไป


น้ำกัดเท้าใช้สเตียรอยด์ได้ไหม?

ไม่ควรใช้สเตียรอยด์เดี่ยว ๆ โดยไม่รู้ว่าสาเหตุของผื่นคืออะไร โดยเฉพาะหากมีอาการคัน ลอก เป็นขุย หรือสงสัยเชื้อรา เพราะสเตียรอยด์สามารถลดอาการแดงและคันชั่วคราว แต่ไม่ได้กำจัดเชื้อรา และอาจทำให้ลักษณะผื่นเปลี่ยนจนวินิจฉัยยากขึ้น

หากผื่นมีการอักเสบมากหรือไม่แน่ใจว่าเป็นเชื้อรา ผิวหนังอักเสบ หรือการติดเชื้อชนิดอื่น ควรให้เภสัชกรหรือแพทย์ประเมินก่อนเลือกยา แทนการใช้ครีมผสมหลายตัวยาโดยไม่ทราบสาเหตุ


ลุยน้ำแล้วมีแผล ต้องดูแลอย่างไร?

แผลเปิดที่สัมผัสน้ำท่วมมีโอกาสติดเชื้อ เพราะน้ำท่วมอาจมีสิ่งปฏิกูล เชื้อโรค สารเคมี รวมถึงเศษแก้วหรือโลหะที่ทำให้เกิดบาดแผลเพิ่มขึ้น CDC แนะนำว่าหากมีแผลเปิดควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำท่วม หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ควรปิดแผลด้วยวัสดุกันน้ำ และหลังขึ้นจากน้ำให้ล้างแผลด้วยสบู่และน้ำสะอาดโดยเร็ว

หลังล้างแผลควรสังเกตว่าแผลยังสะอาด ไม่มีเศษวัสดุฝัง และไม่เริ่มบวมแดงมากขึ้น หากเป็นแผลแทง แผลที่ปนเปื้อนดินหรือสิ่งสกปรก หรือมีวัตถุฝังในแผล ควรให้บุคลากรทางการแพทย์ประเมิน รวมถึงตรวจประวัติวัคซีนบาดทะยักตามความเหมาะสม

ผู้ที่เป็นเบาหวาน โรคหลอดเลือดส่วนปลาย โรคไต หรือมีภูมิคุ้มกันต่ำควรระวังมากเป็นพิเศษ เพราะแผลที่เท้าอาจติดเชื้อและลุกลามเร็วกว่าคนทั่วไป


แผลลุยน้ำแบบไหนต้องรีบพบแพทย์?

หากแผลเริ่มมีอาการปวดมากขึ้น บวม แดง ร้อน มีของเหลวหรือหนองไหล หรือมีไข้ร่วมด้วย ควรได้รับการประเมินทางการแพทย์ ไม่ควรรอดูอาการหลายวัน CDC แนะนำให้พบแพทย์เมื่อแผลหลังสัมผัสน้ำท่วมมีอาการแดง บวม มีน้ำเหลือง หรือมีสัญญาณการติดเชื้อ โดยเฉพาะหากมีสิ่งแปลกปลอมฝังอยู่ในแผล

นอกจากนี้ หากผิวรอบแผลเปลี่ยนสีคล้ำอย่างรวดเร็ว ปวดมากเกินกว่าขนาดแผล มีไข้สูง หนาวสั่น หรืออาการทรุดเร็ว ควรไปโรงพยาบาลโดยเร็ว เพราะอาจเป็นการติดเชื้อที่ลุกลามมากกว่าบาดแผลทั่วไป


ต้องกินยาปฏิชีวนะป้องกันหลังลุยน้ำไหม?

โดยทั่วไป ไม่ควรกินยาปฏิชีวนะเพียงเพราะลุยน้ำ เพราะยาปฏิชีวนะไม่ได้ป้องกันโรคที่มากับน้ำทั้งหมด และการใช้โดยไม่มีข้อบ่งชี้สามารถทำให้เกิดผลข้างเคียงและเพิ่มปัญหาเชื้อดื้อยาได้

หากแผลติดเชื้อจริง การเลือกยาจะขึ้นอยู่กับชนิดของแผล ตำแหน่ง ความรุนแรง เชื้อที่สงสัย และโรคประจำตัวของผู้ป่วย จึงควรให้แพทย์หรือเภสัชกรประเมินก่อน ไม่ควรนำยาปฏิชีวนะที่เหลือจากครั้งก่อนมากินเอง



ลุยน้ำแล้วมีไข้ ต้องระวังโรคฉี่หนูหรือไม่?

ต้องระวัง โดยเฉพาะหากมีไข้สูงหลังสัมผัสน้ำ ดิน หรือโคลน และมีอาการปวดกล้ามเนื้อหรือปวดน่องมากร่วมด้วย โรคฉี่หนูหรือ leptospirosis เป็นหนึ่งในโรคที่กรมควบคุมโรคจัดให้อยู่ในกลุ่มโรคสำคัญช่วงน้ำท่วม และเชื้อสามารถเข้าสู่ร่างกายผ่านรอยแผลหรือผิวหนังที่เปื่อยจากการแช่น้ำได้

อาการที่ควรระวัง ได้แก่ ไข้สูง ปวดเมื่อยมาก ปวดน่อง ตาแดง ตัวเหลืองหรือตาเหลือง หากมีอาการเหล่านี้หลังลุยน้ำ ควรรีบพบแพทย์และแจ้งประวัติการสัมผัสน้ำหรือดินโคลนให้ชัดเจน กรมควบคุมโรคแนะนำเช่นเดียวกันว่า ผู้ที่มีไข้สูงหลังลุยน้ำร่วมกับปวดน่อง ตาแดง หรือตัวเหลืองควรได้รับการประเมินโดยเร็ว


โรคหลังน้ำท่วมมีอะไรอีกบ้าง?

น้ำท่วมไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงเฉพาะโรคผิวหนัง WHO ระบุว่าน้ำและอาหารที่ปนเปื้อนหลังน้ำท่วมสามารถสัมพันธ์กับโรคทางเดินอาหารและโรคติดเชื้อหลายชนิด ขณะที่น้ำขังหลังน้ำลดสามารถกลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงและเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคจากยุงในพื้นที่ที่มีโรคเหล่านี้อยู่แล้ว

สำหรับประเทศไทย กรมควบคุมโรคจัดกลุ่มโรคและภัยสุขภาพช่วงน้ำท่วมที่ควรระวัง ได้แก่ โรคฉี่หนู โรคทางเดินหายใจ โรคระบบทางเดินอาหาร น้ำกัดเท้า ตาแดง การจมน้ำ รวมถึงแมลงและสัตว์มีพิษ

ดังนั้นหลังน้ำลดแล้วก็ยังไม่ควรหยุดดูแลสุขภาพทันที เพราะอาจยังมีน้ำขัง ขยะ สิ่งปฏิกูล และแหล่งเพาะพันธุ์ยุงอยู่รอบบ้าน


หลังลุยน้ำควรดูแลเท้าอย่างไร เพื่อลดน้ำกัดเท้าและเชื้อรา?

วิธีที่ได้ผลที่สุดคือทำให้เท้าสะอาดและแห้งเร็วที่สุด หลังขึ้นจากน้ำควรล้างเท้าและขาด้วยสบู่และน้ำสะอาด เช็ดซอกนิ้วให้แห้ง เปลี่ยนถุงเท้าหรือรองเท้าที่เปียก และหลีกเลี่ยงการใส่รองเท้าอับชื้นต่อเนื่อง หากจำเป็นต้องลุยน้ำอีกควรสวมรองเท้าบูทหรือรองเท้าที่ช่วยลดการสัมผัสน้ำโดยตรง

กรมควบคุมโรคย้ำว่าผู้ที่จำเป็นต้องสัมผัสน้ำท่วมควรสวมรองเท้าบูท หลีกเลี่ยงการเดินเท้าเปล่า ปิดแผลให้มิดชิด และหลังสัมผัสน้ำควรรีบล้างมือ เท้า และร่างกายด้วยสบู่และน้ำสะอาด

ไม่ควรแกะหรือลอกผิวที่เปื่อย แม้จะรู้สึกว่าผิวหลุดง่าย เพราะการแกะทำให้เกิดแผลและเพิ่มโอกาสที่เชื้อแบคทีเรียจะเข้าสู่ผิว กรมควบคุมโรคระบุว่าผื่นที่ถูกแกะหรือเกาสามารถเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียและมีหนองตามมาได้


ใครควรระวังแผลหลังลุยน้ำเป็นพิเศษ?

ผู้ที่มีเบาหวาน โรคหลอดเลือดส่วนปลาย โรคไต ภูมิคุ้มกันต่ำ หรือมีแผลเรื้อรังควรดูแลเท้าและแผลมากกว่าคนทั่วไป เพราะการติดเชื้อสามารถลุกลามเร็วและแผลหายช้า

ผู้สูงอายุก็เป็นอีกกลุ่มที่ควรระวัง เนื่องจากอาจมีโรคประจำตัวร่วม รวมถึงการมองเห็น การทรงตัว และความสามารถในการดูแลแผลที่ลดลง WHO ระบุว่าผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคเรื้อรังเป็นกลุ่มที่อาจได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมมากขึ้นและมีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนจากการติดเชื้อหรือโรคเดิมกำเริบ


อาการแบบไหนไม่ควรรักษาเอง?

ควรพบแพทย์หากมีอาการต่อไปนี้ เพราะอาจไม่ใช่น้ำกัดเท้าหรือเชื้อราธรรมดาแล้ว

  • แผลบวมแดง ร้อน หรือปวดมากขึ้น
  • มีหนองหรือน้ำเหลืองมาก
  • ผิวเปลี่ยนเป็นสีคล้ำหรือดำ
  • มีไข้ หนาวสั่น หรืออ่อนเพลียมาก
  • แผลลุกลามอย่างรวดเร็ว
  • มีสิ่งแปลกปลอมฝังในแผล
  • ไข้สูงหลังลุยน้ำร่วมกับปวดน่อง ตาแดง หรือตัวเหลือง
  • ผู้ป่วยเบาหวานหรือภูมิคุ้มกันต่ำมีแผลที่เท้า

อาการเหล่านี้ควรได้รับการประเมินโดยบุคลากรทางการแพทย์มากกว่าการลองเปลี่ยนยาทาเองไปเรื่อย ๆ


FAQ คำถามที่พบบ่อย

น้ำกัดเท้าใช้ยาอะไรดีที่สุด?

ไม่มีตัวยาเดียวที่เหมาะกับทุกคน หากเพียงผิวเปื่อยจากการแช่น้ำ ควรเริ่มจากล้างและเช็ดเท้าให้แห้ง หากมีอาการคัน ลอก เป็นขุยและเข้าได้กับเชื้อรา อาจใช้ยาทาฆ่าเชื้อราที่เหมาะสม แต่หากมีบวมแดง ปวด ร้อน มีหนอง หรือมีไข้ควรพบแพทย์ เพราะอาจมีการติดเชื้อแบคทีเรียร่วม

น้ำกัดเท้าเป็นเชื้อราทุกคนหรือไม่?

ไม่เสมอไป อาการระยะแรกอาจเป็นผิวเปื่อยจากน้ำและความชื้นก่อน ส่วนเชื้อราจะน่าสงสัยมากขึ้นเมื่อมีอาการคัน ลอก เป็นขุย แตกเป็นร่อง หรือผื่นเป็นต่อเนื่องแม้เท้าแห้งแล้ว

ลุยน้ำแล้วมีแผล ใช้ยาฆ่าเชื้อราได้ไหม?

ยาฆ่าเชื้อราไม่ได้ใช้รักษาแผลติดเชื้อแบคทีเรีย หากมีแผลเปิดควรล้างด้วยสบู่และน้ำสะอาด ดูแลแผลให้สะอาด และหลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำท่วมซ้ำ หากแผลบวมแดง มีหนอง หรือปวดมากขึ้นควรพบแพทย์

น้ำกัดเท้าควรทายาฆ่าเชื้อรากี่วัน?

ระยะเวลาขึ้นอยู่กับตัวยาและผลิตภัณฑ์ ไม่ควรกำหนดจำนวนวันแบบเดียวกับทุกชนิด ควรใช้ตามฉลากหรือคำแนะนำของเภสัชกร และไม่ควรหยุดยาทันทีที่อาการคันดีขึ้นหากยังไม่ครบระยะการรักษา

หลังลุยน้ำต้องกินยาปฏิชีวนะป้องกันหรือไม่?

โดยทั่วไปไม่จำเป็น หากไม่มีหลักฐานว่ามีการติดเชื้อ การกินยาปฏิชีวนะเองไม่ช่วยป้องกันโรคหลังน้ำท่วมทุกชนิด และเพิ่มความเสี่ยงจากผลข้างเคียงและเชื้อดื้อยา

ลุยน้ำแล้วไข้ขึ้น ควรรอกี่วัน?

ไม่ควรรอหลายวันหากมีไข้สูงร่วมกับปวดน่อง ปวดเมื่อยมาก ตาแดง ตัวเหลือง ตาเหลือง แผลบวมแดงเป็นหนอง หรืออาการรุนแรง เพราะกรมควบคุมโรคแนะนำให้รีบพบแพทย์พร้อมแจ้งประวัติสัมผัสน้ำหรือดินโคลน


สรุป

น้ำกัดเท้าหลังลุยน้ำไม่ได้หมายถึงเชื้อราทุกครั้ง อาการช่วงแรกอาจเป็นเพียงผิวเปื่อยจากความชื้น แต่หากเท้ายังคงอับชื้น ผิวแตก หรือไม่ได้รับการดูแลที่เหมาะสม เชื้อราหรือแบคทีเรียสามารถเกิดแทรกซ้อนได้

หากเพียงผิวขาวยุ่ย แสบ หรือระคายเคือง ควรเริ่มจากล้างด้วยสบู่และน้ำสะอาด เช็ดให้แห้ง และหลีกเลี่ยงการแช่น้ำซ้ำ หากมีอาการคัน ลอก เป็นขุย หรือผื่นบริเวณซอกนิ้วที่เป็นต่อเนื่อง ควรคิดถึงเชื้อราที่เท้ามากขึ้นและเลือกยาฆ่าเชื้อราที่เหมาะสม แต่ถ้ามีบวมแดง ปวด ร้อน มีหนอง หรือมีไข้ ไม่ควรรักษาด้วยยาทาเชื้อราเพียงอย่างเดียว เพราะอาจมีการติดเชื้อแบคทีเรียร่วม

สำหรับแผลหลังลุยน้ำ หลักสำคัญคือ ล้างให้สะอาด ปิดแผลให้เหมาะสม ไม่ให้สัมผัสน้ำท่วมซ้ำ และสังเกตอาการติดเชื้อ โดยเฉพาะผู้ที่มีเบาหวาน โรคไต ภูมิคุ้มกันต่ำ หรือโรคหลอดเลือดควรระวังมากขึ้น

และหากหลังลุยน้ำมี ไข้สูง ปวดน่อง ปวดเมื่อยมาก ตาแดง ตัวเหลืองหรือตาเหลือง ควรคิดถึงโรคจากน้ำท่วมที่สำคัญอย่างโรคฉี่หนูและเข้ารับการประเมินโดยเร็ว ไม่ควรสรุปว่าเป็นเพียงน้ำกัดเท้าหรืออ่อนเพลียจากการลุยน้ำเท่านั้น



ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม




หมายเหตุสำคัญ

บทความนี้จัดทำเพื่อให้ความรู้ทั่วไป ไม่ใช้แทนการตรวจวินิจฉัยรายบุคคล หากมีแผลบวมแดงมาก ปวดรุนแรง มีหนอง มีไข้ ผิวเปลี่ยนสี แผลลุกลาม หรือมีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ภูมิคุ้มกันต่ำ โรคไต หรือโรคหลอดเลือด ควรเข้ารับการประเมินทางการแพทย์

ผู้ที่มีไข้สูงหลังลุยน้ำร่วมกับปวดน่อง ปวดเมื่อยมาก ตาแดง ตัวเหลือง ตาเหลือง ถ่ายเหลวรุนแรง แผลบวมแดงเป็นหนอง หรือหายใจเหนื่อย ควรรีบพบแพทย์และแจ้งประวัติการสัมผัสน้ำ ดิน หรือโคลนให้ชัดเจน



เรียบเรียงโดย: www.chulalakpharmacy.com



References

  1. กรมควบคุมโรค. 7 โรคและภัยสุขภาพที่ต้องระวังช่วงน้ำท่วม
  2. กรมควบคุมโรค. โรคน้ำกัดเท้า อาการทางผิวหนังที่พบมากช่วงน้ำท่วม
  3. กรมควบคุมโรค. คำแนะนำประชาชนช่วงน้ำท่วมและการดูแลบาดแผล
  4. Centers for Disease Control and Prevention. Safety Guidelines: Floodwater
  5. World Health Organization. Public health advice in the aftermath of flooding
  6. World Health Organization. Floods – Health risks and public health impact
  7. WHO EMRO. Health concerns after floodingTags

แชร์ข้อมูลไปยัง

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

No results found.

ยังไม่มีบัญชี