เป็นเริมมีเพศสัมพันธ์ได้เมื่อไร? แผลหายแล้วแพร่เชื้อได้อีกหรือไม่

เป็นเริมมีเพศสัมพันธ์ได้เมื่อไร? แผลหายแล้วยังแพร่เชื้อไหม

เป็นเริมควรงดเพศสัมพันธ์ถึงเมื่อไร? แม้ตุ่มและแผลหายแล้ว HSV ยังแพร่เชื้อได้จาก asymptomatic shedding รู้วิธีลดความเสี่ยงด้วยถุงยางและยากดไวรัส

ถ้าเป็น เริมอวัยวะเพศ และยังมีตุ่มน้ำ แผล หรือเริ่มรู้สึกยิบ คัน แสบ เหมือนเริมกำลังจะขึ้น ควรงดการมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด ทางทวารหนัก และ Oral Sex

CDC – Herpes, STI Treatment Guidelines แนะนำให้ผู้ติดเชื้อหลีกเลี่ยงกิจกรรมทางเพศเมื่อมีรอยโรคหรือ prodromal symptoms เพราะเป็นช่วงที่มีความเสี่ยงแพร่เชื้อสูง

แต่คำถามที่สำคัญกว่าคือ “ถ้าแผลหายสนิทแล้ว กลับมามีเพศสัมพันธ์ได้อย่างปลอดภัย 100% หรือยัง?”

คำตอบคือ ความเสี่ยงลดลง แต่ไม่ได้เป็นศูนย์

เพราะ HSV สามารถถูกปล่อยออกจากผิวหนังในวันที่ไม่มีตุ่ม ไม่มีแผล และไม่มีอาการได้ เรียกว่า Asymptomatic Viral Shedding

ดังนั้น หลักที่ควรเข้าใจคือ มีแผลหรืออาการนำ → งดเพศสัมพันธ์ ส่วน แผลหายแล้ว → สามารถกลับมามีเพศสัมพันธ์ได้ แต่ยังมีความเสี่ยงแพร่ HSV อยู่


เริมแพร่เชื้อมากที่สุดช่วงไหน?

ช่วงที่ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสทางเพศมากที่สุดคือช่วงที่มีอาการ ยิบ คัน แสบ หรือเจ็บก่อนตุ่มขึ้น ซึ่งเรียกว่า prodrome ต่อด้วยช่วง ตุ่มน้ำ → แผลเปิด → แผลกำลังตกสะเก็ดหรือยังไม่หายสนิท

CDC แนะนำให้ผู้ที่มี genital herpes งดกิจกรรมทางเพศกับคู่ที่ยังไม่ติดเชื้อเมื่อมี lesions หรือ prodromal symptoms

ดังนั้น ไม่ควรรอให้เห็นตุ่มน้ำก่อนจึงเริ่มงด

ถ้าผู้ที่เคยเป็นเริมรู้สึกว่า “บริเวณเดิมเริ่มยิบ ๆ เหมือนทุกครั้งก่อนเริมขึ้น” ควรถือว่ากำลังเข้าสู่ช่วงเสี่ยงแล้ว


ต้องรอให้แผลหายระดับไหนถึงกลับมามีเพศสัมพันธ์?

ควรรอจน ไม่มีตุ่มน้ำ ไม่มีแผลเปิด ไม่มีน้ำเหลือง ไม่มีสะเก็ดที่ยังหลุดไม่หมด และไม่มีอาการยิบ คัน แสบ หรือเจ็บ

กล่าวคือ ผิวบริเวณนั้นควรกลับมา หายสนิท

แต่ต้องเข้าใจว่าเกณฑ์นี้ช่วยลดความเสี่ยงจากช่วง outbreak เท่านั้น ไม่สามารถกำจัดความเสี่ยงจาก asymptomatic shedding ได้


แผลหายแล้วทำไมยังแพร่เชื้อได้?

หลังติดเชื้อ HSV ไวรัสจะเข้าสู่ระบบประสาทและคงอยู่ในร่างกาย

ในบางช่วง ไวรัสสามารถเดินทางกลับมายังผิวหรือเยื่อบุและถูกปล่อยออกมา แม้ในวันนั้นจะไม่มีตุ่ม แผล คัน หรือเจ็บ

CDC – Herpes, STI Treatment Guidelines ระบุว่า intermittent asymptomatic shedding เกิดได้ในผู้ที่มี HSV-2 แม้ติดเชื้อมานานและไม่มีอาการทางคลินิก

ดังนั้น มองไม่เห็นแผล ≠ ไม่มี HSV บนผิวเสมอไป



HSV-1 กับ HSV-2 แพร่หลังแผลหายเหมือนกันไหม?

ไม่เหมือนกันทั้งหมด โดยเฉพาะใน genital herpes

CDC ระบุว่า genital HSV-2 มี recurrence และ genital shedding มากกว่า genital HSV-1

ส่วนผู้ที่ติด genital HSV-1 มักมีการกลับเป็นซ้ำน้อยกว่า และ genital shedding ลดลงค่อนข้างรวดเร็วในช่วงปีแรกหลังติดเชื้อ

ดังนั้น การรู้ว่ารอยโรคเกิดจาก HSV-1 หรือ HSV-2 มีประโยชน์ต่อการให้คำแนะนำระยะยาว


ใช้ถุงยางแล้วป้องกันเริมได้ 100% ไหม?

ไม่ได้ 100% แต่ช่วยลดความเสี่ยง

HSV แพร่ผ่านการสัมผัสผิวหนังบริเวณที่มีไวรัส บางพื้นที่ที่มี viral shedding อาจอยู่นอกบริเวณที่ถุงยางครอบคลุม

CDC ระบุว่าการใช้ถุงยางอย่างถูกต้องและสม่ำเสมอสามารถ ลด แต่ไม่สามารถกำจัดความเสี่ยงทั้งหมด ของการแพร่ genital herpes

ดังนั้น การป้องกันควรเป็นหลายชั้น คือ ไม่มี outbreak + ใช้ถุงยาง + พิจารณายากดไวรัสในผู้ที่เหมาะสม


ยากดเริมทุกวันช่วยลดการแพร่เชื้อหรือไม่?

สำหรับ symptomatic genital HSV-2 มีหลักฐานสนับสนุน

CDC ระบุว่า daily suppressive therapy สามารถลด recurrence ได้ประมาณ 70–80% ในผู้ที่มีการกำเริบบ่อย และ valacyclovir 500 mg วันละครั้งมีข้อมูลว่าช่วยลดการแพร่ HSV-2 ในคู่ heterosexual ที่ฝ่ายหนึ่งติดเชื้อและอีกฝ่ายยังไม่ติด

อย่างไรก็ตาม ยากดไวรัสไม่ได้ทำให้ความเสี่ยงเป็นศูนย์

จึงยังควรใช้ถุงยางและหลีกเลี่ยง sex ระหว่าง outbreak


กินยากดเริมแล้วมีเพศสัมพันธ์ตอนมีแผลได้ไหม?

ไม่ควร

แม้กำลังใช้ antiviral suppressive therapy หากมีตุ่ม แผล หรือ prodrome ก็ควรงดกิจกรรมทางเพศ เพราะ outbreak เป็นช่วงที่ viral shedding สูง

ยากดไวรัสมีหน้าที่ลดความถี่ของ recurrence และลดความเสี่ยงการแพร่ แต่ไม่ได้ทำให้แผลที่กำลัง active กลายเป็นช่วงปลอดเชื้อ


Oral Sex ต้องงดด้วยไหม?

ต้องระวังเช่นเดียวกัน

HSV สามารถแพร่ระหว่างปากและอวัยวะเพศได้

ถ้ามีเริมที่ปาก ควรงด Oral Sex ตั้งแต่เริ่ม prodrome จนแผลหายสนิท และถ้ามี genital herpes ก็ควรหลีกเลี่ยง oral-genital contact ในช่วง outbreak


ถ้าคู่มี HSV ชนิดเดียวกันอยู่แล้ว ยังต้องกังวลไหม?

สถานการณ์ขึ้นกับชนิดและตำแหน่งของ HSV ไม่ควรสรุปเองเพียงเพราะทั้งคู่เคย “เป็นเริม”

ตัวอย่างเช่น คนหนึ่งอาจมี oral HSV-1 แต่อีกคนมี genital HSV-2

หากต้องการประเมินความเสี่ยงของคู่ ควรรู้ชนิดเชื้อจากผลตรวจเดิมหรือรอยโรคที่เคยตรวจยืนยัน


ถ้ามีเพศสัมพันธ์โดยไม่รู้ว่าเริมกำลังจะขึ้น แล้ววันถัดไปมีตุ่ม ควรทำอย่างไร?

ควรแจ้งคู่เรื่อง exposure เพราะ prodromal viral shedding สามารถเกิดก่อนมองเห็นรอยโรค

หากคู่เกิดอาการยิบ แสบ คัน มีตุ่มน้ำ หรือมีแผลใหม่ ควรตรวจเร็ว โดยเฉพาะขณะที่ lesion ยังใหม่ เพราะสามารถเก็บตัวอย่างจากรอยโรคเพื่อตรวจ HSV NAAT/PCR ได้


เป็นเริมแล้วต้องงดเพศสัมพันธ์ตลอดชีวิตไหม?

ไม่จำเป็น

คนที่เป็น genital herpes สามารถมีความสัมพันธ์และชีวิตทางเพศได้ สิ่งสำคัญคือเข้าใจว่าโรคมีลักษณะ เรื้อรังแต่ควบคุมได้

CDC แนะนำการสื่อสารกับคู่ การหลีกเลี่ยง sex ระหว่าง outbreak การใช้ถุงยาง และการพิจารณา suppressive antiviral therapy ตามความเหมาะสม



สรุป

ถ้าเป็นเริมและยังมี ตุ่ม แผล น้ำเหลือง สะเก็ด หรืออาการยิบ คัน แสบก่อนเริมขึ้น ควรงด Vaginal Sex, Anal Sex และ Oral Sex

CDC แนะนำให้หลีกเลี่ยงกิจกรรมทางเพศเมื่อมี lesions หรือ prodrome

เมื่อแผล หายสนิทและไม่มีอาการนำ สามารถกลับมามีเพศสัมพันธ์ได้ แต่ต้องเข้าใจว่า ความเสี่ยงยังไม่เป็นศูนย์ เพราะ HSV สามารถเกิด asymptomatic viral shedding ในวันที่ไม่มีอาการได้

การลดความเสี่ยงจึงควรใช้ร่วมกัน ได้แก่ งด sex ระหว่าง outbreak + ใช้ถุงยาง + พิจารณายากดไวรัสในผู้ที่เหมาะสม + แจ้งคู่เกี่ยวกับการติดเชื้อ



หมายเหตุสำคัญ

หญิงตั้งครรภ์ที่มีประวัติ genital herpes หรือเพิ่งมีอาการครั้งแรกระหว่างตั้งครรภ์ควรแจ้งแพทย์ผู้ดูแล เพราะ neonatal herpes มีความสำคัญทางการแพทย์



เรียบเรียงโดย: www.chulalakpharmacy.com



References

  1. CDC. Herpes – STI Treatment Guidelines.
  2. CDC. About Genital Herpes.

แชร์ข้อมูลไปยัง

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

No results found.

ยังไม่มีบัญชี