VDRL, RPR และ TPHA/TPPA ต่างกันอย่างไร? อ่านผลซิฟิลิสให้เข้าใจ
ผลตรวจซิฟิลิส VDRL, RPR และ TPHA/TPPA ต่างกันอย่างไร? เข้าใจ nontreponemal กับ treponemal test ค่า titer 1:2, 1:4, 1:8 หมายถึงอะไร และทำไมรักษาแล้วบางผลยังเป็นบวก
ถ้าได้รับผลตรวจซิฟิลิสแล้วเห็นคำว่า VDRL, RPR, TPHA หรือ TPPA หลายคนมักสงสัยว่า “ทั้งหมดคือการตรวจซิฟิลิสเหมือนกัน แล้วทำไมต้องตรวจหลายตัว?”
คำตอบสั้น ๆ คือ VDRL และ RPR ใช้ประเมินกิจกรรมของโรคและติดตามผลการรักษาเป็นหลัก ส่วน TPHA/TPPA ใช้ตรวจ antibody ที่จำเพาะต่อเชื้อซิฟิลิสและมักยังเป็นบวกได้หลังรักษาหายแล้ว
CDC – Laboratory Recommendations for Syphilis Testing, United States, 2024 แบ่งการตรวจเลือดซิฟิลิสออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ nontreponemal tests เช่น RPR และ VDRL กับ treponemal tests เช่น TPPA โดยแนะนำให้ใช้ผลจากทั้งสองกลุ่มร่วมกัน เพราะการใช้ผลเพียงชนิดเดียวอาจทำให้แปลสถานะการติดเชื้อผิดได้
ดังนั้น ถ้าจะอ่านผลซิฟิลิสให้เข้าใจ สิ่งแรกคืออย่าดูเพียงว่า Positive หรือ Negative แต่ต้องรู้ก่อนว่าผลที่เป็นบวกนั้นเป็น RPR/VDRL หรือ TPHA/TPPA
RPR คืออะไร?
RPR ย่อมาจาก Rapid Plasma Reagin จัดอยู่ในกลุ่ม Nontreponemal Test
ไม่ได้ตรวจ antibody ที่จำเพาะต่อ Treponema pallidum โดยตรง แต่ตรวจ antibody ต่อสารประกอบประเภท lipoidal antigen ที่เกิดสัมพันธ์กับการติดเชื้อและการทำลายเนื้อเยื่อ
จุดเด่นของ RPR คือสามารถรายงานเป็น Titer เช่น
- 1:2
- 1:4
- 1:8
- 1:16
- 1:32
- 1:64
ค่าเหล่านี้มีประโยชน์มากในการติดตามผลหลังรักษา
CDC – Laboratory Recommendations for Syphilis Testing ระบุว่า RPR และ VDRL เป็น nontreponemal tests ที่เหมาะสำหรับใช้ร่วมกับประวัติและการตรวจร่างกายในการวินิจฉัย และเป็นการตรวจหลักที่ใช้ดู serologic response หลังรักษา
VDRL คืออะไร?
VDRL ย่อมาจาก Venereal Disease Research Laboratory อยู่ในกลุ่ม nontreponemal เช่นเดียวกับ RPR
หน้าที่หลักคล้ายกัน คือช่วยคัดกรอง ช่วยประกอบการวินิจฉัย และใช้ติดตามค่า titer หลังรักษา
ความแตกต่างส่วนหนึ่งอยู่ที่วิธีการทางห้องปฏิบัติการ CDC ระบุว่า VDRL อ่านผลการเกิด flocculation ด้วยกล้องจุลทรรศน์ ส่วน RPR มี charcoal particles ช่วยให้มองผลได้ด้วยตาเปล่า
สำหรับคนไข้ สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่ว่าเครื่องมืออ่านแบบไหน แต่คือ RPR กับ VDRL ไม่ควรถูกนำค่า titer มาเปรียบเทียบสลับกัน
ถ้าก่อนรักษาตรวจ RPR หลังรักษาเปลี่ยนไปตรวจ VDRL ได้ไหม?
ตรวจได้ในบางบริบท แต่ ไม่ควรใช้ค่า titer ของสองวิธีมาเปรียบเทียบกันโดยตรง
CDC แนะนำว่าเมื่อใช้ nontreponemal titer เพื่อติดตามการรักษา ควรใช้วิธีเดิม เช่น ก่อนรักษาใช้ RPR หลังรักษาก็ควรใช้ RPR
เพราะค่า titer ของ RPR และ VDRL อาจแตกต่างกันตามวิธีและห้องปฏิบัติการ จึงไม่ควรตีความว่า RPR 1:8 กับ VDRL 1:8 เท่ากันแบบสมบูรณ์เสมอไป

TPHA และ TPPA คืออะไร?
TPHA ย่อมาจาก Treponema pallidum Hemagglutination Assay ส่วน TPPA คือ Treponema pallidum Particle Agglutination Assay
ทั้งสองอยู่ในกลุ่ม Treponemal Tests ซึ่งตรวจ antibody ที่จำเพาะกับ Treponema pallidum มากกว่า RPR/VDRL
CDC ระบุว่า TPPA เป็น treponemal test และปัจจุบันยังเป็นหนึ่งใน manual treponemal tests ที่มีประโยชน์สูงในการช่วยยืนยันผล ส่วน TPHA เป็นวิธี agglutination รุ่นเก่าที่ยังคงใช้ในหลายประเทศนอกสหรัฐฯ
TPHA/TPPA บวก แปลว่ากำลังเป็นซิฟิลิสอยู่ไหม?
ไม่เสมอไป
นี่คือจุดที่คนไข้สับสนมากที่สุด
หลังติดซิฟิลิส ร่างกายสร้าง treponemal antibody แม้รักษาเชื้อสำเร็จแล้ว antibody เหล่านี้สามารถคงอยู่ได้นานมาก และในหลายคนอาจตรวจพบต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปีหรือตลอดชีวิต
CDC – Syphilis, STI Treatment Guidelines ระบุว่า treponemal antibodies โดยทั่วไปยังคงตรวจพบหลังรักษา และไม่สามารถใช้เพียงลำพังเพื่อแยกว่ากำลังติดเชื้ออยู่ หรือเคยเป็นและรักษาหายแล้ว
ดังนั้น TPPA Positive หลังรักษา ≠ รักษาไม่หาย
แล้วใช้ผลอะไรดูว่ารักษาซิฟิลิสได้ผล?
โดยทั่วไปใช้ RPR หรือ VDRL แบบ quantitative titer ร่วมกับ
- ระยะของโรค
- ค่า titer ก่อนรักษา
- อาการทางคลินิก
- ประวัติการรักษา
- ความเสี่ยงติดเชื้อใหม่
เช่น ก่อนรักษา RPR 1:32 หลังรักษาอาจลดเป็น 1:16 แล้ว 1:8
การลดจาก 1:32 เป็น 1:8 ถือเป็นการลดลง 4 เท่า หรือ fourfold decline ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงที่มีความหมายทางคลินิก
CDC ระบุว่า fourfold change ของ nontreponemal titer เมื่อใช้วิธีตรวจเดียวกัน ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญทางคลินิก
ทำไม 1:32 ลดเป็น 1:8 ถึงเรียกว่า 4 เท่า?
เพราะค่า titer เพิ่มหรือลดเป็นขั้น ๆ
1:32 → 1:16 = ลดหนึ่ง dilution
1:16 → 1:8 = ลดอีกหนึ่ง dilution
สอง dilution หรือ 1:32 → 1:8 เรียกว่า fourfold decline
ตัวอย่างอื่น เช่น 1:16 → 1:4 หรือ 1:8 → 1:2 ก็เป็นการลดลง 4 เท่าเช่นกัน
RPR/VDRL เป็นบวก แปลว่าเป็นซิฟิลิสแน่นอนไหม?
ยังไม่เสมอไป เพราะ nontreponemal test สามารถเกิด Biological False Positive ได้
CDC – Laboratory Recommendations for Syphilis Testing ระบุว่าสาเหตุที่สัมพันธ์กับ false-positive nontreponemal tests ได้แก่ ภาวะติดเชื้อบางชนิด การได้รับวัคซีน การใช้ยาฉีดบางรูปแบบ โรค autoimmune และโรคเรื้อรังบางชนิด
ดังนั้น หาก RPR Positive มักต้องนำไปประเมินร่วมกับ treponemal test และข้อมูลทางคลินิก
แล้ว TPHA/TPPA บวก แต่ RPR ลบ หมายถึงอะไร?
มีได้หลายสถานการณ์ เช่น เคยติดซิฟิลิสและรักษาแล้ว Treponemal antibody ยังบวก แต่ RPR ลดจน nonreactive หรืออาจติดเชื้อระยะแรกมากจน RPR ยังไม่ขึ้น
ในบางกรณีอาจเป็น discordant result ที่ต้องตรวจ treponemal test ตัวที่สองเพื่อช่วยแยก
CDC ระบุว่าใน reverse sequence algorithm หาก treponemal test แรก reactive แต่ RPR nonreactive ควรพิจารณา treponemal test อีกชนิด เช่น TPPA เพื่อช่วยตัดสินผล
RPR บวก แต่ TPPA ลบ หมายถึงอะไร?
หนึ่งในความเป็นไปได้คือ false-positive RPR เพราะ RPR ไม่จำเพาะต่อ T. pallidum
แต่ต้องดูระดับ titer อาการ ระยะเวลาหลังสัมผัส และความเสี่ยงร่วมด้วย ไม่ควรตีความผลขัดแย้งด้วยตัวเองจากใบผลตรวจเพียงใบเดียว
ตรวจซิฟิลิสเร็วเกินไปแล้วผลลบได้ไหม?
ได้
ในซิฟิลิสระยะแรกมาก antibody อาจยังไม่เพิ่มถึงระดับที่ตรวจพบ
CDC ระบุว่า nontreponemal tests อาจมี sensitivity ต่ำกว่า treponemal tests ใน primary syphilis ช่วงต้น
ดังนั้น หากมีแผลที่เข้าได้กับ chancre มีคู่ตรวจพบซิฟิลิส หรือเพิ่งมี exposure ความเสี่ยงสูง ผลลบครั้งเดียวอาจไม่เพียงพอ
ทำไมต้องใช้ RPR/VDRL กับ TPHA/TPPA ร่วมกัน?
เพราะแต่ละกลุ่มมีจุดแข็งและข้อจำกัดต่างกัน
จำง่าย ๆ ว่า RPR / VDRL ตอบคำถามได้ดีว่า “กิจกรรมของ antibody ที่ใช้ติดตามโรคอยู่ระดับไหน และเปลี่ยนหลังรักษาอย่างไร?”
ส่วน TPHA / TPPA ช่วยตอบว่า “ร่างกายเคยมี immune response จำเพาะต่อ T. pallidum หรือไม่?”
CDC – Laboratory Recommendations for Syphilis Testing จึงระบุว่าการวินิจฉัยทาง serology ควรใช้ทั้ง nontreponemal และ treponemal tests ร่วมกัน การใช้เพียงกลุ่มเดียวมีโอกาสจำแนกสถานะผู้ป่วยผิดได้

รักษาหายแล้ว RPR ต้องเป็นลบไหม?
ไม่จำเป็นทุกคน
บางคนค่า RPR ลดลงอย่างเหมาะสมแต่ยังคง reactive ในระดับต่ำ ภาวะนี้มักเรียกว่า Serofast
ดังนั้น เป้าหมายการติดตามไม่ได้อยู่ที่ต้องทำให้ RPR เป็น Negative ทุกคน แต่ดูว่า titer ลดตามที่ควรหรือไม่ และมีหลักฐาน reinfection หรือ treatment failure หรือไม่
ค่า RPR เพิ่มขึ้นหลังเคยลด ต้องคิดถึงอะไร?
หากค่าเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เช่น fourfold rise ต้องประเมิน Reinfection เป็นหนึ่งในความเป็นไปได้สำคัญ
เช่น เคยเหลือ RPR 1:2 ต่อมาเพิ่มเป็น 1:8 โดยเฉพาะถ้ามีคู่ใหม่หรือมี exposure ใหม่ ควรได้รับการประเมิน
ไม่ควรใช้ TPHA/TPPA ที่ยังบวกอยู่เป็นตัวตัดสินว่าติดใหม่หรือไม่
สรุป
ถ้าต้องจำผลตรวจซิฟิลิสให้สั้นที่สุด
VDRL / RPR = Nontreponemal Test ใช้ประกอบการวินิจฉัยและมีความสำคัญมากในการดูค่า Titer และติดตามผลการรักษา
ส่วน TPHA / TPPA = Treponemal Test ตรวจ antibody ที่จำเพาะต่อ Treponema pallidum มากกว่า และสามารถเป็นบวกต่อไปหลังรักษาหายแล้วได้
จึงไม่ควรใช้ TPHA/TPPA เพียงอย่างเดียวเพื่อบอกว่า “ยังมีเชื้ออยู่หรือไม่”
CDC แนะนำว่าการวินิจฉัยควรใช้ผลจาก nontreponemal และ treponemal test ร่วมกัน และเมื่อติดตามค่า titer ควรใช้ RPR หรือ VDRL ชนิดเดิม ไม่ควรสลับกันเพื่อเปรียบเทียบตัวเลขโดยตรง
ดังนั้น เวลาอ่านใบผลตรวจ อย่าถามเพียงว่า “บวกหรือไม่?” แต่ควรถามต่อว่า “เป็นผลตรวจตัวไหน ค่า Titer เท่าไร และเปลี่ยนจากครั้งก่อนอย่างไร?”

หมายเหตุสำคัญ
ผลตรวจซิฟิลิสต้องแปลร่วมกับอาการ ระยะเวลาหลังความเสี่ยง ประวัติการรักษา และผลตรวจเดิม ไม่ควรซื้อยาหรือรักษาซ้ำจากผล Positive เพียงค่าเดียว
หากมีแผล ผื่น อาการทางตา หู หรือระบบประสาท หรือมีความเสี่ยงใหม่หลังเคยรักษา ควรได้รับการประเมินเพิ่มเติม
เรียบเรียงโดย: www.chulalakpharmacy.com
References
- CDC. Laboratory Recommendations for Syphilis Testing, United States, 2024.
- CDC. Syphilis – STI Treatment Guidelines.






