ไข้หวัดใหญ่ A กับ B ต่างกันอย่างไร? ตัวไหนอาการหนักกว่าและใช้ยาเหมือนกันไหม

ไข้หวัดใหญ่ A กับ B ต่างกันอย่างไร? ตัวไหนอาการหนักกว่าและใช้ยาเหมือนกันไหม

ไข้หวัดใหญ่ A และ B ทำให้มีไข้สูง ไอ ปวดเมื่อย ปวดศีรษะ และอ่อนเพลียคล้ายกันมาก จึงแยกจากอาการเพียงอย่างเดียวได้ยาก Influenza A ไม่ได้รุนแรงกว่า Influenza B ในผู้ป่วยทุกคน แม้ชนิด A จะมีหลาย subtype และเป็นชนิดที่ทำให้เกิด pandemic ได้ ส่วนชนิด B ก็ทำให้ป่วยรุนแรงหรือเกิดปอดอักเสบได้เช่นกัน ยาต้านไวรัสอย่าง Oseltamivir มีฤทธิ์ต่อทั้ง Influenza A และ B และให้ประโยชน์มากที่สุดเมื่อเริ่มเร็ว โดยเฉพาะผู้มีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน.


ไข้หวัดใหญ่ A กับ B ต่างกันตรงไหน?

ทั้ง Influenza A และ B เป็นไวรัสไข้หวัดใหญ่ที่ทำให้เกิดการระบาดตามฤดูกาลในคน แต่มีคุณสมบัติบางอย่างต่างกัน

Influenza A แบ่งเป็น subtype ตามโปรตีน H และ N เช่น A(H1N1) และ A(H3N2) และเป็นชนิดเดียวที่ทราบว่าสามารถก่อ pandemic ได้

ส่วน Influenza B ไม่แบ่งเป็น subtype แบบ A แต่แบ่งตามสายพันธุ์ และเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลเช่นกัน.

ประเด็นInfluenza AInfluenza B
ทำให้ไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลได้ได้
แบ่งเป็น subtypeมี เช่น H1N1, H3N2ไม่มีแบบเดียวกับ A
ทำให้เกิด Pandemicได้ยังไม่พบว่าเป็นสาเหตุ pandemic
อาการไข้ ไอ ปวดเมื่อย อ่อนเพลียคล้าย Influenza A
ทำให้ป่วยรุนแรงได้ได้
Oseltamivir ใช้ได้ได้ได้


Influenza A หรือ B ตัวไหนอาการหนักกว่า?

ไม่สามารถใช้ตัวอักษร A หรือ B เพียงอย่างเดียวตัดสินว่าใครจะป่วยหนักกว่า

ทั้งสองชนิดสามารถทำให้ไข้สูง ไอมาก ปวดกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย ปอดอักเสบ หรือเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ ความรุนแรงของผู้ป่วยแต่ละคนขึ้นกับหลายปัจจัย เช่น อายุ การตั้งครรภ์ โรคหัวใจ โรคปอด เบาหวาน ภูมิคุ้มกัน และสายพันธุ์ไวรัสที่กำลังระบาด

WHO ระบุว่าทั้ง Influenza A และ B เป็นสาเหตุของ seasonal influenza และผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงสามารถเกิดโรครุนแรงจากไข้หวัดใหญ่ได้.

ดังนั้นคำว่า “ไข้หวัดใหญ่ B เบากว่า A เสมอ” จึงไม่ถูกต้อง


อาการ Influenza A กับ B แยกกันได้ไหม?

โดยทั่วไป แยกไม่ได้จากอาการเพียงอย่างเดียว

อาการที่พบได้ทั้งสองชนิด ได้แก่

  • ไข้ขึ้นค่อนข้างฉับพลัน
  • ไอ โดยเฉพาะไอแห้ง
  • เจ็บคอ
  • ปวดศีรษะ
  • ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อและข้อ
  • อ่อนเพลีย
  • น้ำมูกหรือคัดจมูก

WHO ระบุว่าอาการมักเริ่มประมาณ 1–4 วันหลังได้รับเชื้อ และคนส่วนใหญ่อาการดีขึ้นภายในประมาณหนึ่งสัปดาห์ แต่ไออาจนานกว่านั้นได้.

หากต้องการทราบว่าเป็น Influenza A หรือ B ต้องอาศัยการตรวจที่สามารถแยกชนิดเชื้อได้


ไข้หวัดใหญ่ A และ B ใช้ Oseltamivir เหมือนกันไหม?

ใช้ได้ทั้งสองชนิด

Oseltamivir เป็น neuraminidase inhibitor ที่มีฤทธิ์ต่อทั้ง Influenza A และ Influenza B จึงไม่ได้เป็นยาสำหรับสายพันธุ์ A เท่านั้น.

CDC ระบุว่ายาต้านไวรัสให้ประโยชน์มากที่สุดเมื่อเริ่มรักษาเร็ว โดยเฉพาะประมาณ 1–2 วันแรกหลังเริ่มมีอาการ.

อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าผ่าน 48 ชั่วโมงแล้วจะ “ใช้ไม่ได้” เพราะผู้ป่วยที่อาการรุนแรง ต้องนอนโรงพยาบาล หรืออยู่ในกลุ่มเสี่ยง อาจยังได้รับประโยชน์จากการรักษาตามการประเมินของแพทย์


ใครบ้างที่ควรให้ความสำคัญกับการเริ่มยาต้านไวรัสเร็ว?

ควรได้รับการประเมินเร็วเป็นพิเศษหากเป็น

  • เด็กเล็ก
  • ผู้สูงอายุ
  • หญิงตั้งครรภ์
  • ผู้มีโรคหัวใจหรือโรคปอด
  • ผู้ป่วยเบาหวาน
  • ผู้มีภูมิคุ้มกันต่ำ
  • ผู้ที่มีอาการรุนแรงหรืออาการแย่ลง

WHO และ CDC ต่างแนะนำให้กลุ่มเสี่ยงหรือผู้ที่มีอาการรุนแรงได้รับการประเมินและเริ่ม antiviral treatment โดยเร็ว.


ตรวจว่าเป็น A หรือ B จำเป็นกับทุกคนไหม?

ไม่จำเป็นทุกกรณี

หากอาการไม่รุนแรงและไม่มีปัจจัยเสี่ยง การดูแลตามอาการอาจเพียงพอในหลายคน แต่การตรวจมีประโยชน์เมื่อผลตรวจมีผลต่อการตัดสินใจรักษา การแยกจาก COVID-19 หรือโรคทางเดินหายใจอื่น หรือในผู้ที่มีความเสี่ยงสูง

ที่สำคัญ ในคนที่อาการรุนแรงหรือมีความเสี่ยงสูง ไม่ควรรอผลตรวจจนทำให้การเริ่มยาต้านไวรัสล่าช้า หากแพทย์ประเมินว่าสงสัยไข้หวัดใหญ่สูง.



ไข้หวัดใหญ่แบบไหนต้องรีบพบแพทย์?

ควรได้รับการประเมินทันทีหากมีอาการ เช่น หายใจลำบาก เจ็บหน้าอก ซึมลง ดื่มน้ำไม่ได้ ขาดน้ำ อาการทรุดลง หรือไข้และอาการดีขึ้นแล้วกลับแย่ลงอีกครั้ง

ไข้หวัดใหญ่สามารถนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อน เช่น ปอดอักเสบ และทำให้โรคประจำตัวเดิมกำเริบได้ ไม่ว่าจะเป็น Influenza A หรือ B.


ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม


FAQ

ไข้หวัดใหญ่ A รุนแรงกว่า B จริงไหม?

ไม่เสมอไป Influenza A มีศักยภาพทำให้เกิดการระบาดใหญ่และ pandemic แต่ในผู้ป่วยรายบุคคลทั้ง A และ B สามารถทำให้เกิดโรครุนแรงได้.

Influenza B ต้องกิน Oseltamivir ไหม?

Oseltamivir มีฤทธิ์ต่อทั้ง Influenza A และ B การจำเป็นต้องใช้หรือไม่ขึ้นกับระยะเวลาที่มีอาการ ความรุนแรง และปัจจัยเสี่ยงของผู้ป่วย.

เป็นไข้หวัดใหญ่ B แล้วจะเป็น A ซ้ำได้ไหม?

เป็นไปได้ เพราะเป็นไวรัสคนละชนิด และภูมิคุ้มกันจากการติดเชื้อหนึ่งชนิดไม่ได้รับประกันว่าจะป้องกันอีกชนิดหนึ่งได้ทั้งหมด

ตรวจขึ้น Influenza A ต้องรู้ว่าเป็น H1N1 หรือ H3N2 ไหม?

ผู้ป่วยทั่วไปส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องทราบ subtype เพื่อเลือกการรักษาพื้นฐาน เพราะยาต้านไวรัสที่ใช้กับ seasonal influenza มีฤทธิ์ต่อ Influenza A หลายสายพันธุ์และ Influenza B.

วัคซีนไข้หวัดใหญ่ช่วยป้องกันทั้ง A และ B หรือไม่?

วัคซีนไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลได้รับการปรับองค์ประกอบตามสายพันธุ์ที่คาดว่าจะหมุนเวียน และเป็นวิธีสำคัญในการลดความเสี่ยงของไข้หวัดใหญ่และโรครุนแรง.

สรุป

Influenza A และ B มีอาการคล้ายกันมาก และไม่สามารถบอกได้จากตัวอักษร A/B เพียงอย่างเดียวว่าใครจะป่วยหนักกว่า

Influenza A มี subtype เช่น H1N1 และ H3N2 และมีศักยภาพเกิด pandemic ส่วน Influenza B เป็นสาเหตุสำคัญของไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลและสามารถทำให้เกิดโรครุนแรงได้เช่นกัน

ด้านการรักษา Oseltamivir มีฤทธิ์ต่อทั้ง Influenza A และ B และโดยทั่วไปให้ประโยชน์มากที่สุดเมื่อเริ่มเร็ว โดยเฉพาะในช่วง 48 ชั่วโมงแรก แต่ผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงหรืออาการรุนแรงไม่ควรใช้กฎ 48 ชั่วโมงเป็นเหตุให้ละเลยการประเมินรักษา

สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่แค่ถามว่า “A หรือ B ตัวไหนแรงกว่า?” แต่ควรดู อายุ โรคประจำตัว ความรุนแรงของอาการ และระยะเวลาตั้งแต่เริ่มป่วย ร่วมกัน



บทความที่เกี่ยวข้อง



References

กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. ไข้หวัดใหญ่…รู้ทัน ป่วยพัก ลดแพร่เชื้อ. 17 กันยายน 2569.
https://ddc.moph.go.th/odpc6/news.php?deptcode=odpc6&news=60327

กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. ไข้หวัดใหญ่ (Influenza, Flu).
https://www.ddc.moph.go.th/disease_detail.php?d=13

World Health Organization. Influenza (Seasonal).
https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/influenza-%28seasonal%29

World Health Organization. Clinical practice guidelines for influenza.
https://www.who.int/publications/i/item/9789240097759

Centers for Disease Control and Prevention. Influenza Antiviral Medications: Summary for Clinicians.
https://www.cdc.gov/flu/hcp/antivirals/summary-clinicians.html

Centers for Disease Control and Prevention. Treating Flu with Antiviral Drugs.
https://www.cdc.gov/flu/treatment/antiviral-drugs.html


หมายเหตุสำคัญ

บทความนี้ให้ข้อมูลสุขภาพทั่วไป ไม่ควรใช้แทนการวินิจฉัยหรือการสั่งยา หากเป็นเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ ผู้มีโรคเรื้อรัง ภูมิคุ้มกันต่ำ หรือมีอาการหอบเหนื่อย ซึม เจ็บหน้าอก ดื่มน้ำไม่ได้ หรืออาการทรุดลง ควรได้รับการประเมินทางการแพทย์โดยเร็ว

ยาต้านไวรัส เช่น Oseltamivir เป็นยาที่ควรใช้ตามข้อบ่งใช้ ขนาดยา อายุ น้ำหนัก การทำงานของไต และการประเมินของบุคลากรทางการแพทย์


เรียบเรียงโดย: www.chulalakpharmacy.com

แชร์ข้อมูลไปยัง

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

No results found.

ยังไม่มีบัญชี