หนองในทวารหนักมีอาการอย่างไร? ไม่มีอาการต้องตรวจไหมหลังมี Anal Sex
หนองในทวารหนักหรือ Rectal Gonorrhea เกิดจากเชื้อ Neisseria gonorrhoeae ที่ติดบริเวณ Rectum หลังสัมผัสเชื้อทางเพศ โดยผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่อาจไม่มีอาการ หากมีอาการอาจพบมูกหรือหนองจากทวารหนัก คัน เจ็บ มีเลือดออก หรือปวดเวลาถ่าย หลัง receptive anal sex จึงควรพิจารณาตรวจ Rectal Swab ด้วย NAAT ตามความเสี่ยง แม้ไม่มีอาการ เพราะการตรวจปัสสาวะอย่างเดียวไม่สามารถตัดการติดเชื้อที่ทวารหนักได้
หนองในทวารหนักคืออะไร?
หนองในทวารหนัก หรือ Rectal Gonorrhea เป็นการติดเชื้อ Neisseria gonorrhoeae บริเวณ Rectum หรือช่องทวารหนัก
เชื้อสามารถแพร่จากการมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก โดยเฉพาะเมื่อเป็นฝ่ายรับการสอดใส่ หรือ receptive anal sex กับผู้ที่มีเชื้อ
กรมควบคุมโรคระบุว่าการติดเชื้อหนองในที่ทวารหนักและช่องคอส่วนใหญ่ไม่มีอาการ จึงสามารถมีเชื้อและแพร่ต่อได้โดยที่ผู้ติดเชื้อไม่รู้ตัว
หนองในทวารหนักมีอาการอย่างไร?
หากมีอาการ อาจพบ
- มีมูกหรือหนองออกจากทวารหนัก
- คันบริเวณทวารหนัก
- เจ็บหรือระคายบริเวณทวารหนัก
- มีเลือดออก
- ปวดขณะถ่ายอุจจาระ
- รู้สึกอยากถ่ายบ่อยหรือถ่ายไม่สุด
- เจ็บขณะมี Anal Sex
CDC ระบุว่า Rectal Gonorrhea สามารถทำให้เกิด discharge, anal itching, soreness, bleeding และ painful bowel movements ได้
แต่ประเด็นสำคัญคือ ผู้ติดเชื้อจำนวนมากไม่มีอาการเลย
ไม่มีอาการหลัง Anal Sex แปลว่าไม่ติดหนองในไหม?
ไม่
นี่เป็นหนึ่งในลักษณะสำคัญของ Extragenital Gonorrhea
การติดเชื้อที่ทวารหนักสามารถไม่มี
- ปวด
- คัน
- หนอง
- เลือด
- ความผิดปกติในการขับถ่าย
ได้เลย
CDC ระบุว่า STI ที่ Rectum และ Pharynx จำนวนมากไม่มีอาการ และการตรวจเฉพาะ urogenital site อาจพลาดการติดเชื้อจำนวนมากได้ โดยเฉพาะในกลุ่มที่มี sexual exposure หลายตำแหน่ง.
ดังนั้นการตัดสินใจตรวจควรดูจาก “ตำแหน่งที่มีความเสี่ยง” มากกว่าใช้การมีหรือไม่มีอาการเป็นหลัก
หลังมี Anal Sex ต้องตรวจ Rectal Swab ไหม?
หากเป็น receptive anal sex และมีความเสี่ยงต่อ STI ควรพิจารณาตรวจ Rectal Gonorrhea และ Chlamydia
CDC แนะนำสำหรับ MSM ที่มี receptive anal intercourse ให้ตรวจ Rectal NAAT สำหรับทั้ง Gonorrhea และ Chlamydia ตามตำแหน่งสัมผัส และแนะนำการตรวจอย่างน้อยปีละครั้งในผู้ที่มีเพศสัมพันธ์ รวมถึงบ่อยขึ้นทุก 3–6 เดือนในผู้ที่มีความเสี่ยงสูง.
สำหรับบุคคลกลุ่มอื่น การตัดสินใจตรวจ rectal site ก็ควรอิงจาก sexual behavior และ exposure เช่นเดียวกัน ไม่ได้ขึ้นกับเพศหรืออัตลักษณ์เพียงอย่างเดียว
ตรวจปัสสาวะอย่างเดียวพอไหมหลัง Anal Sex?
ไม่พอหากทวารหนักเป็นตำแหน่งที่สัมผัสเชื้อ
Urine NAAT เหมาะกับการตรวจการติดเชื้อบริเวณท่อปัสสาวะหรือ urogenital infection โดยเฉพาะในผู้ชาย
แต่หากเชื้ออยู่เฉพาะที่ Rectum อาจเกิดสถานการณ์ได้ว่า
- Urine NAAT = Negative
- Rectal NAAT = Positive
ดังนั้นผลปัสสาวะเป็นลบไม่ได้ใช้ตัด Rectal Gonorrhea
นี่เป็นเหตุผลที่ควรแจ้งประวัติว่าเคยมี receptive anal sex เพื่อให้เลือก specimen ถูกตำแหน่ง
Rectal Swab ตรวจอย่างไร?
Rectal Swab คือการใช้ swab เก็บตัวอย่างบริเวณ Rectum แล้วส่งตรวจด้วย NAAT
NAAT เป็นวิธีตรวจสารพันธุกรรมของเชื้อ และเป็นวิธีที่มีความไวสูงสำหรับ Gonorrhea และ Chlamydia
ในหลายสถานพยาบาลสามารถให้ผู้รับบริการเก็บ Rectal Swab ด้วยตนเองได้ตามคำแนะนำ
CDC ระบุว่า self-collected rectal swab เป็นวิธีที่ยอมรับได้ในหลายสถานการณ์ และช่วยเพิ่มความสะดวกในการตรวจ.
ต้องสอด Swab ลึกมากไหม?
ไม่จำเป็นต้องสอดลึกเหมือนการส่องกล้อง
วิธีเก็บตัวอย่างขึ้นกับชุดตรวจและห้องปฏิบัติการ โดยทั่วไปจะสอด swab เข้าไปบริเวณช่องทวารหนักตามระยะที่กำหนด แล้วหมุนเพื่อเก็บเซลล์และสารคัดหลั่ง
ควรทำตามคำแนะนำของชุดเก็บตัวอย่าง เพราะเทคนิคที่ไม่ถูกต้องอาจทำให้ specimen ไม่เพียงพอ
หลัง Anal Sex ไม่มีอาการ ต้องรอกี่วันจึงตรวจได้?
หากไม่มีอาการ การตรวจเร็วมากหลังสัมผัสอาจยังพลาดการติดเชื้อระยะแรกได้
ในทางปฏิบัติ หลาย sexual health services ใช้ช่วงประมาณ 2 สัปดาห์หลัง exposure เป็นช่วงที่เหมาะสำหรับ Gonorrhea และ Chlamydia NAAT ในผู้ไม่มีอาการ
ถ้าตรวจเร็วมาก เช่นภายในไม่กี่วันแรกและผลลบ อาจต้องพิจารณาตรวจซ้ำประมาณ 1–2 สัปดาห์หลัง exposure
แต่หากมีอาการ เช่น หนอง เลือด หรือปวดทวารหนัก ไม่ควรรอให้ครบจำนวนวัน ควรเข้ารับการตรวจทันที
ถ้ามีมูกหรือเลือดจากทวารหนัก ต้องคิดถึงหนองในเสมอไหม?
ไม่เสมอไป
อาการดังกล่าวเกิดจากหลายโรคได้ เช่น
- Chlamydia
- Herpes simplex
- Syphilis
- Lymphogranuloma venereum หรือ LGV
- ริดสีดวง
- แผลปริขอบทวาร
- Proctitis จากสาเหตุอื่น
- โรคลำไส้อักเสบ
ดังนั้นไม่ควรวินิจฉัยจากอาการเพียงอย่างเดียว
หากมี rectal symptoms หลัง sexual exposure ควรตรวจ STI ตามความเสี่ยงและประเมินโรคอื่นร่วมด้วย
Rectal Gonorrhea กับ Rectal Chlamydia อาการต่างกันไหม?
แยกจากอาการอย่างเดียวได้ยาก
ทั้งสองเชื้อสามารถทำให้
- ไม่มีอาการ
- มีมูก
- เจ็บทวารหนัก
- ปวดเวลาถ่าย
- เลือดออก
- Proctitis
ได้
จึงมักตรวจ Gonorrhea และ Chlamydia พร้อมกันด้วย NAAT จาก rectal specimen
ถ้ามีทั้ง Oral Sex และ Anal Sex ต้องตรวจหลายตำแหน่งไหม?
อาจต้องตรวจมากกว่าหนึ่งตำแหน่ง
ตัวอย่างเช่น หากมี
- receptive anal sex → Rectal NAAT
- receptive oral exposure → Pharyngeal Gonorrhea NAAT ตามความเสี่ยง
- urethral/genital exposure → Urine หรือ genital specimen
CDC เน้นการตรวจตาม “sites of contact” เพราะการติดเชื้อแต่ละตำแหน่งสามารถเกิดแยกจากกันได้.
ถ้า Rectal Gonorrhea เป็นบวก รักษาเหมือนหนองในที่อวัยวะเพศไหม?
โดยทั่วไป uncomplicated rectal gonorrhea ใช้ Ceftriaxone เป็น first-line treatment ตามแนวทางปัจจุบัน
หากยังไม่ได้ตัด Chlamydia ออก อาจต้องรักษา Chlamydia ร่วมด้วยตามข้อบ่งชี้
ขนาดยาและสูตรควรยึดตามแนวทางและน้ำหนักตัว ไม่ควรใช้ Doxycycline, Azithromycin หรือ Cefixime เองโดยไม่ประเมินก่อน
โดยเฉพาะ Gonorrhea มีปัญหา antimicrobial resistance จึงไม่ควรเลือกยาปฏิชีวนะจากประสบการณ์เดิม
รักษาแล้วต้อง Test of Cure ไหม?
สำหรับ uncomplicated rectal gonorrhea ที่ได้รับ recommended treatment ตาม CDC โดยทั่วไปไม่จำเป็นต้องทำ Test of Cure เป็น routine
แต่ควรกลับมาตรวจซ้ำประมาณ 3 เดือนหลังรักษา เพื่อค้นหา reinfection เพราะการติดเชื้อซ้ำพบได้บ่อย
ต่างจาก Pharyngeal Gonorrhea ซึ่ง CDC แนะนำ Test of Cure ประมาณ 7–14 วันหลังรักษา

หลังรักษาแล้วมีเพศสัมพันธ์ได้เมื่อไร?
CDC แนะนำให้งด sexual activity เป็นเวลา 7 วันหลังได้รับการรักษา และจนกว่าคู่เพศสัมพันธ์จะได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม
เหตุผลคือป้องกัน
- การแพร่เชื้อ
- การติดกลับจากคู่
- Reinfection
หากกลับไปมีเพศสัมพันธ์เร็วเกินไปกับคู่ที่ยังไม่ได้รับการรักษา สามารถติดหนองในกลับมาใหม่ได้ แม้ยาครั้งแรกจะรักษาหายแล้ว
ตรวจพบ Rectal Gonorrhea ต้องตรวจโรคอื่นด้วยไหม?
ควรพิจารณา
CDC แนะนำผู้ที่ได้รับการวินิจฉัย Gonorrhea ให้ตรวจ STI อื่นร่วมด้วย ได้แก่
- Chlamydia
- Syphilis
- HIV
นอกจากนี้อาจพิจารณา Hepatitis B หรือ Hepatitis C ตามประวัติความเสี่ยง
ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อ HIV ต่อเนื่องอาจควรประเมินความเหมาะสมของ PrEP ด้วย
ทำไม Rectal Gonorrhea สำคัญแม้ไม่มีอาการ?
เพราะการไม่มีอาการไม่ได้หมายความว่าไม่มีผลทางสุขภาพหรือไม่สามารถแพร่เชื้อ
Rectal infection ที่ไม่ได้ตรวจพบสามารถ
- แพร่เชื้อให้คู่
- ทำให้ติดเชื้อซ้ำในเครือข่ายคู่เพศสัมพันธ์
- อยู่โดยไม่รู้ตัวเป็นระยะหนึ่ง
- พบร่วมกับ STI อื่นได้
CDC ระบุว่าหากตรวจเฉพาะ urogenital site ใน MSM อาจพลาด Gonorrhea และ Chlamydia ที่ rectal/pharyngeal site จำนวนมาก เพราะการติดเชื้อเหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่มีอาการ.
FAQ
หนองในทวารหนักไม่มีอาการได้ไหม?
ได้ และพบได้บ่อย กรมควบคุมโรคและ CDC ระบุว่าการติดเชื้อ Gonorrhea ที่ทวารหนักส่วนใหญ่สามารถไม่มีอาการได้
หลัง Anal Sex ตรวจปัสสาวะเป็นลบ แปลว่าไม่มีหนองในทวารหนักไหม?
ไม่ ปัสสาวะตรวจ urogenital infection เป็นหลัก การติดเชื้อเฉพาะ Rectum อาจตรวจปัสสาวะลบแต่ Rectal Swab เป็นบวกได้
ไม่มีอาการหลัง Anal Sex ต้องตรวจ Rectal Swab ไหม?
ควรพิจารณาตามความเสี่ยง โดยเฉพาะหลัง receptive anal exposure เพราะ rectal infection มักไม่มีอาการ และ CDC แนะนำการตรวจตามตำแหน่งที่มี sexual contact ในกลุ่มที่มีข้อบ่งชี้
Rectal Swab ตรวจทั้ง Gonorrhea และ Chlamydia ได้ไหม?
ได้ หากใช้ NAAT ที่รองรับ โดยทั่วไปสามารถส่งตรวจทั้ง Neisseria gonorrhoeae และ Chlamydia trachomatis จาก specimen เดียวกันได้
หนองในทวารหนักรักษาหายไหม?
รักษาหายได้ด้วยยาปฏิชีวนะที่เหมาะสม แต่สามารถติดใหม่ได้หากได้รับเชื้อซ้ำ จึงต้องดูแลคู่เพศสัมพันธ์และกลับมาตรวจ retest ตามคำแนะนำ
ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม
- หลังมีเพศสัมพันธ์เสี่ยง ตรวจ Gonorrhea และ Chlamydia เมื่อไรจึงเหมาะ? ตรวจเร็วเกินไปได้ไหม
- ตรวจหนองในและ Chlamydia ด้วยปัสสาวะ vs Swab ต่างกันอย่างไร? แบบไหนเหมาะกับตำแหน่งที่เสี่ยง
- หนองในที่คอมีอาการไหม? Oral Sex ต้องตรวจ Throat Swab เมื่อไร
- หลังมีเพศสัมพันธ์เสี่ยง ควรตรวจ HIV ซิฟิลิส หนองใน และโรคอะไรบ้าง?
สรุป
Rectal Gonorrhea หรือหนองในทวารหนักเป็นการติดเชื้อ Gonorrhea ที่สามารถเกิดหลัง receptive anal sex และจุดสำคัญคือ ผู้ติดเชื้อจำนวนมากไม่มีอาการ
หากมีอาการ อาจพบ
- มูกหรือหนอง
- คัน
- เจ็บ
- เลือดออก
- ปวดเวลาถ่าย
- เจ็บระหว่าง Anal Sex
แต่การไม่มีอาการไม่ได้ใช้ตัดการติดเชื้อ
หากทวารหนักเป็นตำแหน่งที่สัมผัสเชื้อ ควรพิจารณา Rectal Swab ด้วย NAAT เพราะการตรวจปัสสาวะเพียงอย่างเดียวอาจพลาด Rectal Gonorrhea ได้
หลักที่ควรจำคือ
มีเพศสัมพันธ์ตรงตำแหน่งไหน → พิจารณาตรวจตรงตำแหน่งนั้น
โดยเฉพาะผู้ที่มี exposure หลายตำแหน่ง อาจต้องตรวจ urine/genital, rectal และ throat แยกกันเพื่อไม่ให้พลาด Extragenital STI

บทความที่เกี่ยวข้อง
- หลังมีเพศสัมพันธ์เสี่ยง ตรวจ Gonorrhea และ Chlamydia เมื่อไรจึงเหมาะ? ตรวจเร็วเกินไปได้ไหม
- ตรวจหนองในและ Chlamydia ด้วยปัสสาวะ vs Swab ต่างกันอย่างไร? แบบไหนเหมาะกับตำแหน่งที่เสี่ยง
- หนองในที่คอมีอาการไหม? Oral Sex ต้องตรวจ Throat Swab เมื่อไร
- รักษาหนองในแล้ว ยังปัสสาวะแสบหรือมีมูกอยู่ เกิดจากอะไร? เชื้อยังไม่หายหรือเป็นเชื้ออื่น
- หลังมีเพศสัมพันธ์เสี่ยง ควรตรวจ HIV ซิฟิลิส หนองใน และโรคอะไรบ้าง?
References
กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. แนวทางการดูแลรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ พ.ศ. 2567.
https://stisqsa.ddc.moph.go.th/app-assets/manual/2567/แนวทางการดูแลรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์_2567.pdf
Centers for Disease Control and Prevention. About Gonorrhea.
https://www.cdc.gov/gonorrhea/about/
Centers for Disease Control and Prevention. Gonococcal Infections Among Adolescents and Adults – STI Treatment Guidelines.
https://www.cdc.gov/std/treatment-guidelines/gonorrhea-adults.htm
Centers for Disease Control and Prevention. STI Screening Recommendations.
https://www.cdc.gov/std/treatment-guidelines/screening-recommendations.htm
Centers for Disease Control and Prevention. Men Who Have Sex with Men – STI Treatment Guidelines.
https://www.cdc.gov/std/treatment-guidelines/msm.htm
หมายเหตุสำคัญ
การเลือกตรวจ STI ควรอิงจากตำแหน่งที่มี sexual exposure ไม่ใช่ดูเฉพาะอาการหรือเพศของผู้รับบริการ ผู้ที่มี receptive anal sex สามารถติด Rectal Gonorrhea หรือ Chlamydia ได้แม้ไม่มีอาการและแม้ urine test จะเป็นลบ
หากมีอาการปวดทวารหนักรุนแรง มีเลือดหรือหนองมาก ไข้ ปวดท้อง หรือมีแผลบริเวณทวารหนัก ควรได้รับการประเมินโดยเร็ว เพราะอาจเป็น Gonococcal Proctitis หรือ STI/โรคอื่นที่ต้องรักษาต่างกัน
เรียบเรียงโดย: www.chulalakpharmacy.com






