ริดสีดวงเลือดออกเป็นอาการที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะหลังถ่ายอุจจาระ สาเหตุส่วนใหญ่มาจากการเบ่ง อุจจาระแข็ง หรือหลอดเลือดบริเวณริดสีดวงฉีกขาด ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถดูแลตนเองเบื้องต้นได้ด้วยการเพิ่มกากใย ดื่มน้ำให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงการเบ่ง และใช้ยาตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร แต่หากเลือดออกมาก เลือดไม่หยุด มีอาการหน้ามืด หรือปวดรุนแรง ควรรีบพบแพทย์ทันที

ริดสีดวงเลือดออกทำอย่างไร?
อาการเลือดออกจากริดสีดวงเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้ป่วยหลายคนตกใจ เพราะบางครั้งเลือดอาจหยดลงในโถสุขภัณฑ์หรือเปื้อนกระดาษชำระจนดูเหมือนมีเลือดออกมาก
อย่างไรก็ตาม เลือดออกจากริดสีดวงส่วนใหญ่มักไม่ใช่ภาวะฉุกเฉิน หากเลือดออกเพียงเล็กน้อยและหยุดได้เอง แต่ผู้ป่วยควรดูแลตนเองอย่างถูกวิธี และเฝ้าสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด
สิ่งสำคัญคือ ไม่ควรละเลยเลือดออกทางทวารหนัก เพราะอาจเกิดจากโรคอื่นที่ต้องได้รับการวินิจฉัยเพิ่มเติม
ทำไมริดสีดวงจึงมีเลือดออก?
เลือดออกเกิดจากหลอดเลือดดำที่โป่งพองบริเวณริดสีดวงเกิดการฉีกขาด โดยมีสาเหตุที่พบบ่อย ได้แก่
- 💩 อุจจาระแข็ง
- 🚽 การเบ่งอุจจาระแรง
- ⏱️ นั่งถ่ายเป็นเวลานาน
- 🏋️ การยกของหนักหรือออกแรงมาก
- 🚫 ท้องผูกเรื้อรัง
เมื่อหลอดเลือดถูกเสียดสีหรือรับแรงดันมากขึ้น จึงเกิดเลือดออกได้ง่าย
วิธีดูแลเมื่อริดสีดวงเลือดออก
หากเลือดออกไม่มาก และไม่มีอาการผิดปกติอื่นร่วม สามารถดูแลตนเองเบื้องต้นได้ ดังนี้
1. หลีกเลี่ยงการเบ่งอุจจาระ
การเบ่งจะทำให้เลือดออกมากขึ้น และทำให้หลอดเลือดบริเวณริดสีดวงฉีกขาดซ้ำ
หากมีอาการท้องผูก ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเกี่ยวกับแนวทางการดูแลที่เหมาะสม
2. ดื่มน้ำให้เพียงพอ
การดื่มน้ำช่วยให้อุจจาระนุ่มลง ลดแรงเสียดสีขณะขับถ่าย และช่วยลดโอกาสเกิดเลือดออกซ้ำ
3. รับประทานอาหารที่มีกากใยสูง
ควรเพิ่มอาหาร เช่น
- 🥬 ผัก
- 🍎 ผลไม้
- 🌾 ธัญพืชไม่ขัดสี
- 🫘 ถั่ว
เพื่อช่วยให้อุจจาระนิ่มและขับถ่ายได้ง่ายขึ้น
4. ใช้ยาตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร
ในผู้ป่วยบางราย แพทย์อาจพิจารณาใช้
- 💊 ยารับประทานที่มีสารสำคัญ Diosmin ร่วมกับ Hesperidin ในผลิตภัณฑ์บางชนิด
- 🧴 ยาทา
- 🩺 ยาเหน็บทวารหนัก
โดยการเลือกใช้ยาจะขึ้นอยู่กับอาการและระยะของโรค
5. นั่งแช่น้ำอุ่น
การนั่งแช่น้ำอุ่นประมาณ 10–15 นาที วันละ 2–3 ครั้ง อาจช่วยบรรเทาอาการระคายเคือง ลดการเกร็งของกล้ามเนื้อ และช่วยให้รู้สึกสบายขึ้น

สิ่งที่ไม่ควรทำเมื่อริดสีดวงเลือดออก
เมื่อมีเลือดออก ผู้ป่วยหลายคนอาจทำบางอย่างที่ทำให้อาการแย่ลง เช่น
- ❌ เบ่งอุจจาระต่อ
- ❌ นั่งบนโถสุขภัณฑ์นาน
- ❌ ปล่อยให้ท้องผูกเรื้อรัง
- ❌ ซื้อยามาใช้เองโดยไม่ทราบสาเหตุของเลือดออก
- ❌ ละเลยอาการเลือดออกที่เกิดซ้ำบ่อย
หากเลือดออกเป็นประจำ ควรเข้ารับการตรวจเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง
เมื่อไรควรรีบพบแพทย์?
แม้ว่าริดสีดวงที่มีเลือดออกส่วนใหญ่จะสามารถดูแลเบื้องต้นได้ แต่มีบางอาการที่ไม่ควรรอให้หายเอง เพราะอาจเป็นสัญญาณของภาวะแทรกซ้อน หรืออาจเกิดจากโรคอื่นที่ไม่ใช่ริดสีดวง
ควรรีบพบแพทย์ หากมีอาการดังต่อไปนี้
- 🩸 เลือดออกปริมาณมาก หรือไหลไม่หยุด
- 🩸 เลือดออกซ้ำหลายครั้งภายในระยะเวลาสั้น
- 😵 หน้ามืด เวียนศีรษะ ใจสั่น หรืออ่อนเพลียผิดปกติ
- 🔥 ปวดรุนแรงจนเดินหรือนั่งลำบาก
- 🔴 ก้อนริดสีดวงบวมมาก ดันกลับไม่ได้ หรือเปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำ
- 🌡️ มีไข้ร่วมกับอาการปวดหรือบวม
- 📉 น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
- 🚽 ถ่ายอุจจาระผิดปกติต่อเนื่อง เช่น ถ่ายลำเล็กลง สลับท้องเสียและท้องผูก
- 👤 อายุ 45 ปีขึ้นไป และมีเลือดออกทางทวารหนักเป็นครั้งแรก
การเข้ารับการตรวจตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ช่วยให้แพทย์สามารถแยกโรคริดสีดวงออกจากโรคอื่น เช่น แผลปริขอบทวารหนัก ติ่งเนื้อ หรือมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักได้อย่างเหมาะสม

ถ่าย เป็นเรื่องปกติหรือไม่?
ไม่ควรถือว่าเป็นเรื่องปกติ แม้ริดสีดวงจะเป็นสาเหตุที่พบได้บ่อย แต่หากมีเลือดออกทุกครั้งที่ถ่าย ควรพบแพทย์เพื่อประเมินสาเหตุและวางแผนการรักษา
เลือดออกจากริดสีดวงหยุดเองได้หรือไม่?
ส่วนใหญ่สามารถหยุดเองได้ หากเลือดออกไม่มาก แต่หากเลือดออกต่อเนื่องหรือปริมาณมาก ควรรีบพบแพทย์
ควรประคบเย็นหรือประคบร้อน?
โดยทั่วไป การนั่งแช่น้ำอุ่น (Sitz Bath) มักใช้เพื่อช่วยบรรเทาอาการปวดและลดการเกร็งของกล้ามเนื้อบริเวณทวารหนัก ส่วนการประคบเย็นอาจช่วยลดอาการบวมในบางกรณี ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรหากไม่แน่ใจ
ควรหยุดงานหรือพักผ่อนหรือไม่?
หากเลือดออกเพียงเล็กน้อยและไม่มีอาการรุนแรง มักสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ แต่ควรหลีกเลี่ยงการยกของหนัก การเบ่ง และการนั่งเป็นเวลานาน
ใช้ยาที่มี Diosmin เมื่อมีเลือดออกได้หรือไม่?
แพทย์อาจพิจารณาใช้ ยาที่มีสารสำคัญ Diosmin ร่วมกับ Hesperidin ในผู้ป่วยบางราย เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาริดสีดวง อย่างไรก็ตาม ควรใช้ตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร และไม่ควรซื้อยารับประทานเองหากยังไม่ทราบสาเหตุของเลือดออก
สรุปบทความ
ริดสีดวงเลือดออกเป็นอาการที่พบได้บ่อย และมักเกิดจากการเบ่ง อุจจาระแข็ง หรือการเสียดสีของก้อนริดสีดวง ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถดูแลตนเองได้ด้วยการเพิ่มกากใย ดื่มน้ำให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงการเบ่ง และใช้ยาตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร
อย่างไรก็ตาม หากเลือดออกมาก เลือดไม่หยุด มีอาการหน้ามืด ปวดรุนแรง หรือมีอาการผิดปกติอื่นร่วมด้วย ควรรีบพบแพทย์ทันที เพราะเลือดออกทางทวารหนักอาจเกิดจากโรคอื่นที่จำเป็นต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยและรักษา

บทความที่เกี่ยวข้อง (Internal Links)
- ริดสีดวงทวารคืออะไร?
- อาการแบบไหนใช่ริดสีดวง?
- ริดสีดวงแตกอันตรายไหม?
- ถ่ายเป็นเลือดเกิดจากริดสีดวงหรือมะเร็ง?
- ริดสีดวงรักษาอย่างไร?
- ยารักษาริดสีดวงมีกี่ประเภท?
- Diosmin คืออะไร?
- Diosmin ช่วยรักษาริดสีดวงได้อย่างไร?
References
- American Society of Colon and Rectal Surgeons (ASCRS). Clinical Practice Guidelines for the Management of Hemorrhoids.
- National Institute for Health and Care Excellence (NICE). Haemorrhoids: Diagnosis and Management.
- กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข. แนวทางการดูแลผู้ป่วยโรคริดสีดวงทวาร
- สมาคมศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนักแห่งประเทศไทย. แนวทางเวชปฏิบัติการรักษาโรคริดสีดวงทวาร
Scientific References
- Rivadeneira DE, et al. The American Society of Colon and Rectal Surgeons Clinical Practice Guidelines for the Management of Hemorrhoids. Diseases of the Colon & Rectum.
- Mott T, Latimer K, Edwards C. Hemorrhoids: Diagnosis and Treatment Options. American Family Physician.
- Alonso-Coello P, et al. Meta-analysis of flavonoids for the treatment of haemorrhoids. British Journal of Surgery.
หมายเหตุสำคัญ
ข้อมูลในบทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ด้านสุขภาพแก่ประชาชนทั่วไป ไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัยหรือการรักษาจากแพทย์ได้ หากมีเลือดออกทางทวารหนักมาก เลือดไม่หยุด หน้ามืด ปวดรุนแรง หรืออาการไม่ดีขึ้นหลังดูแลตนเอง ควรรีบปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อรับการประเมินและการรักษาที่เหมาะสม
เรียบเรียงโดย (Compiled by) www.chulalakpharmacy.com






