Finasteride กี่เดือนเห็นผล? Timeline เดือน 1–12 ผมร่วงควรคาดหวังอะไร
Finasteride 1 mg สำหรับผมร่วงกรรมพันธุ์ไม่ได้เห็นผลทันที โดยทั่วไปต้องใช้ต่อเนื่องอย่างน้อยประมาณ 3 เดือนจึงเริ่มเห็นประโยชน์ และหลายคนต้องรอประมาณ 6–12 เดือนจึงประเมินผลได้ชัดขึ้น ช่วงแรกเป้าหมายสำคัญคือผมร่วงช้าลงและเส้นผมเดิมไม่บางต่ออย่างรวดเร็ว ก่อนที่จะเห็นความหนาแน่นหรือเส้นผมดูหนาขึ้นในบางคน หากใช้ครบ 12 เดือนอย่างสม่ำเสมอแล้วยังมีผมบางต่อเนื่องชัดเจน ควรทบทวนการวินิจฉัยและแผนรักษา
Finasteride กี่เดือนถึงเริ่มเห็นผล?
Finasteride ไม่ใช่ยาที่ใช้ไม่กี่สัปดาห์แล้วเห็นเส้นผมหนาขึ้นทันที เพราะวงจรเส้นผมใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะสะท้อนการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในรูขุมขน เอกสารกำกับ Finasteride 1 mg ระบุว่าการใช้ทุกวันอย่างน้อยประมาณ 3 เดือนจึงอาจเริ่มเห็นประโยชน์ ขณะที่ American Academy of Dermatology ระบุว่าหากยาได้ผล ผู้ใช้มักเริ่มสังเกตผลได้ประมาณ 6 เดือน
ดังนั้นช่วง 1–3 เดือนแรกจึงไม่ควรใช้เป็นเกณฑ์ตัดสินว่ายาไม่ได้ผล หากไม่มีผลข้างเคียงและได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น Androgenetic Alopecia จริง การประเมินอย่างเป็นธรรมควรมองผลต่อเนื่องในช่วงอย่างน้อย 6–12 เดือน
Finasteride ทำงานอย่างไรกับผมร่วงกรรมพันธุ์?
Finasteride ยับยั้งเอนไซม์ Type II 5-alpha reductase ซึ่งทำหน้าที่เปลี่ยน Testosterone เป็น Dihydrotestosterone หรือ DHT เมื่อ DHT ลดลง แรงกระตุ้นที่ทำให้รูขุมขนในผู้ที่ไวต่อ androgen ค่อย ๆ เล็กลงหรือเกิด miniaturization จะลดลงด้วย
ผลที่ต้องการจึงไม่ได้มีเพียง “สร้างผมใหม่” แต่รวมถึงการช่วยชะลอกระบวนการที่เส้นผมเดิมค่อย ๆ บางลง ทำให้ผมที่ยังเหลือมีโอกาสอยู่ในระยะเจริญเติบโตได้นานขึ้น และในบางคนเส้นผมที่ถูก miniaturize บางส่วนอาจกลับดูหนาขึ้นได้
ด้วยเหตุนี้ คนที่ใช้ Finasteride แล้ว “ผมไม่ได้งอกขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่ผมไม่บางลงต่อเหมือนเดิม” ก็อาจถือว่าได้รับประโยชน์จากยาแล้ว
เดือนที่ 1: ส่วนใหญ่มองกระจกแล้วยังไม่เห็นความแตกต่าง
ในเดือนแรก การลด DHT เริ่มเกิดขึ้นค่อนข้างเร็ว แต่เส้นผมที่มองเห็นบนศีรษะยังไม่สามารถเปลี่ยนแปลงตามได้ทันที เพราะ hair follicle ต้องผ่านวงจรการเจริญเติบโตของตัวเอง
ช่วงนี้จึงมักยังไม่เห็นความหนาเพิ่มขึ้น และไม่ควรใช้จำนวนเส้นผมที่หลุดในแต่ละวันเป็นตัวตัดสินประสิทธิภาพเพียงอย่างเดียว เพราะจำนวนผมร่วงสามารถขึ้นลงตามการสระผม ความเครียด การนอน การเจ็บป่วย และวงจรผมตามธรรมชาติ
สิ่งที่ควรทำตั้งแต่เริ่มคือถ่ายภาพ Baseline ไว้ โดยใช้มุม แสง ความยาวผม และทรงผมใกล้เคียงกันทุกครั้ง เพราะการดูจากกระจกทุกวันมักมองไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงช้า ๆ
เดือนที่ 2: ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่ายาไม่ได้ผล
ช่วงเดือนที่ 2 ผู้ใช้จำนวนมากยังไม่เห็นความแตกต่างชัดเจน บางคนอาจรู้สึกว่าผมร่วงลดลง แต่บางคนยังมีจำนวนผมร่วงใกล้เคียงเดิม สิ่งนี้ไม่ได้หมายความว่าการตอบสนองผิดปกติ
Finasteride ไม่จำเป็นต้องทำให้เกิดช่วง “Shedding” ชัดเจนเหมือนที่ผู้ใช้บางคนพบหลังเริ่ม Minoxidil ดังนั้นหากไม่มี shedding ก็ไม่ได้หมายความว่ายาไม่ทำงาน และหากมีผมร่วงเพิ่มขึ้นชั่วคราวก็ไม่ควรสรุปว่าเป็นผลดีจากยาโดยอัตโนมัติ เพราะอาจมี Telogen Effluvium หรือสาเหตุอื่นร่วมด้วย
ในระยะนี้สิ่งสำคัญกว่าการนับเส้นผมคือการกินยาให้สม่ำเสมอและติดตามผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น
เดือนที่ 3: เป็นช่วงแรกที่บางคนเริ่มเห็นสัญญาณตอบสนอง
เอกสารกำกับยาระบุว่าโดยทั่วไปต้องใช้ต่อเนื่องตั้งแต่ 3 เดือนขึ้นไปจึงเริ่มสังเกตประโยชน์ได้ และข้อมูลจากการศึกษาทางคลินิกพบความแตกต่างจาก placebo ได้ตั้งแต่ประมาณเดือนที่ 3 ในการประเมินบางรูปแบบ
ในชีวิตจริง สัญญาณช่วงนี้อาจไม่ได้เป็นผมงอกใหม่ทันที แต่อาจเป็นการรู้สึกว่าผมร่วงช้าลง ผมบริเวณเดิมไม่บางเร็วเหมือนก่อน หรือเส้นผมขนาดเล็กบางส่วนดูแข็งแรงขึ้น
อย่างไรก็ตาม หากเดือนที่ 3 ยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลง ก็ยังไม่ควรหยุดยาเพราะเหตุนี้เพียงอย่างเดียว เพราะหลายคนต้องใช้เวลานานกว่านั้น
เดือนที่ 4–6: เริ่มเป็นช่วงที่ควรมองเห็นแนวโน้มมากขึ้น
ช่วงประมาณเดือนที่ 4–6 เป็นระยะที่ผลของการชะลอ miniaturization เริ่มสะท้อนออกมาเป็นภาพรวมของเส้นผมได้มากขึ้น AAD ระบุว่าผู้ที่ตอบสนองต่อ Finasteride มักเริ่มเห็นผลได้ประมาณ 6 เดือน
ในช่วงนี้บางคนอาจเห็นว่าผมร่วงลดลงก่อน จากนั้นจึงเริ่มรู้สึกว่าบริเวณกลางศีรษะหรือกระหม่อมดูแน่นขึ้นเล็กน้อย เส้นผมที่มีอยู่ดูหนาขึ้น หรือสามารถจัดทรงปิดบริเวณบางได้ง่ายกว่าเดิม
แต่การเปลี่ยนแปลงมักค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช่จากศีรษะบางกลายเป็นหนาแน่นภายในเวลาไม่กี่เดือน
หากครบประมาณ 6 เดือนแล้วผมยังบางต่อเร็วมาก ควรทบทวนว่ามีปัจจัยอื่นร่วมด้วยหรือไม่ เช่น Telogen Effluvium, Seborrheic Dermatitis, Iron deficiency, Thyroid disease หรือการวินิจฉัยผมร่วงชนิดอื่นที่ไม่ใช่ Androgenetic Alopecia
เดือนที่ 6–9: ความหนาและความแตกต่างจาก Baseline อาจชัดขึ้น
หากตอบสนองดี ช่วง 6–9 เดือนเป็นระยะที่การเปรียบเทียบภาพก่อนเริ่มยากับภาพปัจจุบันเริ่มมีประโยชน์มากขึ้น บางคนจะเห็นว่าพื้นที่ที่เคยบางไม่ขยายต่อ ขณะที่บางคนอาจเห็น scalp visibility ลดลงจากเส้นผมที่หนาขึ้น
ข้อมูลจากการศึกษา Finasteride 1 mg ในผู้ชายพบว่าจำนวนเส้นผมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อประเมินที่ 6 และ 12 เดือนเมื่อเทียบกับ placebo และผลการรักษาไม่ได้จำกัดเพียงจำนวนเส้นผม แต่ยังมีข้อมูลว่าความหนาหรือน้ำหนักรวมของเส้นผมเพิ่มขึ้นด้วย
นั่นหมายความว่า Finasteride อาจทำให้ภาพรวมดูดีขึ้นได้แม้จำนวนเส้นผมใหม่ไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างมาก เพราะเส้นผมเดิมอาจมีเส้นผ่านศูนย์กลางและการเจริญเติบโตดีขึ้น
เดือนที่ 9–12: เป็นช่วงสำคัญสำหรับประเมินผลจริง
เมื่อใช้ใกล้ครบ 1 ปี จะเริ่มตอบคำถามได้ดีขึ้นว่า Finasteride ช่วยรักษาเส้นผมไว้ได้หรือไม่ งานวิจัยในผู้ชายที่มี Androgenetic Alopecia แสดงให้เห็นว่าที่ 12 เดือน Finasteride 1 mg ช่วยเพิ่ม hair count และชะลอการดำเนินโรคเมื่อเทียบกับ placebo
เป้าหมายที่ถือว่า “ตอบสนอง” ไม่จำเป็นต้องหมายถึงมีผมใหม่จำนวนมากเสมอไป อาจเป็นเพียง
- พื้นที่ผมบางไม่ขยายเหมือนก่อน
- Hair density คงที่หรือดีขึ้น
- ผมร่วงลดลง
- เส้นผมดูหนาขึ้น
- ภาพถ่ายมาตรฐานดูดีขึ้นเมื่อเทียบกับก่อนเริ่มยา
หากครบ 12 เดือนแล้วไม่มี improvement เลยและยังมี progression ชัดเจน ควรกลับไปประเมิน diagnosis, adherence และทางเลือกการรักษาอื่นเพิ่มเติม
ผลสูงสุดของ Finasteride อยู่ที่ 12 เดือนหรือไม่?
ไม่จำเป็นต้องหยุดพัฒนาเมื่อครบ 12 เดือน งานวิจัยระยะยาวพบว่าผลด้าน hair count สามารถดีขึ้นต่อได้ในช่วงปีแรก ๆ และ Finasteride มีประโยชน์ในการชะลอการสูญเสียเส้นผมเมื่อใช้ต่อเนื่องหลายปี
ข้อมูลจาก clinical trials ระบุว่าการเพิ่มขึ้นของ hair count เมื่อเทียบกับ baseline มีแนวโน้มสูงสุดในช่วงประมาณ 2 ปีแรก หลังจากนั้นอาจค่อย ๆ ลดลงตามกระบวนการอายุและ Androgenetic Alopecia แต่ผู้ที่ใช้ Finasteride ต่อเนื่องยังรักษาเส้นผมไว้ได้ดีกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับยา
ดังนั้น Finasteride จึงควรเข้าใจว่าเป็น “maintenance treatment” มากกว่ายาที่ใช้จนครบคอร์สแล้วหยุด
Finasteride เห็นผลดีตรงกระหม่อมหรือแนวผมด้านหน้ามากกว่ากัน?
ข้อมูลการศึกษาที่แข็งแรงที่สุดมีทั้งบริเวณ Vertex หรือกระหม่อม และ Anterior/Mid-scalp โดยพบว่าสามารถชะลอผมบางและเพิ่ม hair count ได้ แต่ข้อมูลสำหรับบริเวณ Bitemporal Recession หรือมุมหน้าผากที่ร่นลึกมีจำกัดกว่า
ฐานข้อมูลทะเบียนยาในประเทศไทยของ Finasteride 1 mg บางตำรับระบุชัดว่าประสิทธิภาพต่อ bitemporal recession และ end-stage hair loss ยังไม่ได้รับการยืนยัน
ดังนั้นผู้ที่มีแนวผมร่นมากจนรูขุมขนฝ่อไปนานแล้วไม่ควรคาดหวังว่า Finasteride จะสร้าง hairline ใหม่กลับมาเหมือนเดิมทั้งหมด ยาจะมีโอกาสรักษาเส้นผมที่ยังเหลือและยังไม่ฝ่อถาวรได้มากกว่า
ทำไมบางคนใช้ 6 เดือนแล้วเห็นผลชัด แต่บางคนต้องรอเป็นปี?
การตอบสนองขึ้นกับหลายปัจจัย เช่น ระยะของผมร่วง อายุ ความไวของรูขุมขนต่อ DHT ระยะเวลาที่เป็น Androgenetic Alopecia ความหนาแน่นของเส้นผมตั้งต้น และมีโรคหรือภาวะผมร่วงอื่นร่วมด้วยหรือไม่
โดยทั่วไปการเริ่มรักษาตั้งแต่ยังมีเส้นผมเหลือและ miniaturization ยังไม่รุนแรง มักมีโอกาสรักษาเส้นผมไว้ได้มากกว่าการรอจนบริเวณนั้นโล่งมานาน
Finasteride จึงมีคุณค่ามากในแง่ “รักษาสิ่งที่ยังเหลืออยู่” ไม่ใช่เพียงการพยายามงอกเส้นผมกลับคืนหลังจากสูญเสียไปแล้ว
กิน Finasteride แล้วผมไม่งอก แต่ผมไม่บางลง ถือว่าได้ผลไหม?
ถือว่าอาจได้ผล
Androgenetic Alopecia เป็นโรคที่มีแนวโน้ม progression หากไม่ได้รักษา การรักษาที่สามารถหยุดหรือชะลอการบางลงจึงมีความหมาย แม้จะไม่ได้เกิด dramatic regrowth
ใน clinical trials ผู้ที่ไม่ได้รับ Finasteride มีการสูญเสียเส้นผมต่อเนื่องมากกว่า ขณะที่ผู้ใช้ยามีทั้งกลุ่มที่ผมเพิ่มขึ้นและกลุ่มที่สามารถรักษาระดับเส้นผมเดิมไว้ได้
ดังนั้นไม่ควรประเมินประสิทธิภาพจากคำถามว่า “มีผมใหม่ขึ้นกี่เส้น” อย่างเดียว
ต้องกิน Finasteride ทุกวันหรือไม่?
ขนาดมาตรฐานที่ได้รับอนุมัติสำหรับ Male Pattern Hair Loss คือ Finasteride 1 mg วันละครั้ง และสามารถรับประทานพร้อมหรือไม่พร้อมอาหารก็ได้
สิ่งสำคัญคือความสม่ำเสมอ เพราะเป้าหมายคือควบคุมผลของ DHT ต่อ follicle อย่างต่อเนื่อง ไม่ควรเพิ่มขนาดยาเองเพื่อหวังให้เห็นผลเร็วขึ้น และไม่ควรหยุด ๆ เริ่ม ๆ จากการประเมินผลระยะสั้นเพียงไม่กี่สัปดาห์
ถ้ากินครบ 6 เดือนแล้วยังไม่เห็นผล ควรหยุดไหม?
ยังไม่จำเป็นต้องหยุดเพียงเพราะยังมองไม่เห็น regrowth ชัดเจน หากยาไม่ก่อผลข้างเคียงและ diagnosis ถูกต้อง อาจประเมินต่อถึงประมาณ 12 เดือนเพื่อดูทั้งการรักษาความหนาแน่นและการชะลอ progression
อย่างไรก็ตาม หากผมร่วงหนักขึ้นอย่างต่อเนื่องหรือ pattern ไม่เหมือน Androgenetic Alopecia ควรประเมินเร็วกว่านั้น ไม่จำเป็นต้องรอครบปี เพราะอาจมีภาวะอื่นที่ต้องรักษาควบคู่กัน
ถ้าครบ 12 เดือนแล้วยังไม่ดีขึ้น ทำอย่างไรต่อ?
ควรกลับไปทบทวนตั้งแต่ต้นว่าเป็น Androgenetic Alopecia จริงหรือไม่ ใช้ Finasteride สม่ำเสมอหรือไม่ และมีโรคผมร่วงชนิดอื่นร่วมด้วยหรือไม่
ในบางคนอาจพิจารณาการรักษาร่วม เช่น Topical Minoxidil หรือ Oral Minoxidil ในผู้ที่เหมาะสม รวมถึงการประเมิน scalp disease และภาวะทางโภชนาการตามข้อบ่งชี้
ไม่ควรเพิ่ม Finasteride เกินขนาดมาตรฐานหรือเปลี่ยนไป Dutasteride ด้วยตนเองเพียงเพราะครบ 12 เดือนแล้วไม่พอใจกับผลลัพธ์
หยุด Finasteride แล้วผลที่ได้จะอยู่ต่อหรือไม่?
โดยทั่วไปไม่ Finasteride ต้องใช้ต่อเนื่องเพื่อรักษาผล เอกสารกำกับยาระบุว่าการหยุดรักษาทำให้ผลของยาค่อย ๆ ย้อนกลับภายในประมาณ 12 เดือน
หมายความว่าหากยาช่วยรักษาเส้นผมที่กำลังถูก DHT กระทบไว้ เมื่อหยุดยา follicle จะกลับเข้าสู่แรงกดดันจาก DHT อีกครั้งและกระบวนการ Androgenetic Alopecia จะดำเนินต่อ
จึงไม่ควรคิดว่าใช้ครบ 1 ปีแล้วสามารถหยุดและเก็บผลลัพธ์เดิมไว้ถาวรได้

ควรถ่ายรูปติดตามอย่างไรให้รู้ว่า Finasteride ได้ผลจริง?
ภาพถ่ายมีประโยชน์มากกว่าการมองกระจกทุกวัน เพราะการเปลี่ยนแปลงของเส้นผมเกิดช้า ควรถ่ายประมาณทุก 3 เดือน โดยพยายามใช้แสง ตำแหน่งกล้อง ความยาวเส้นผม และทรงผมแบบเดิม
ควรมีอย่างน้อยภาพด้านหน้า แนวผม ด้านบน และกระหม่อม หากมีบริเวณบางเฉพาะจุดควรถ่ายระยะและมุมเดิมซ้ำ วิธีนี้ช่วยแยกการเปลี่ยนแปลงจริงออกจากความรู้สึกที่อาจแปรผันตามแสงหรือการจัดทรง
Timeline Finasteride เดือน 1–12 แบบสรุป
เดือน 1–2: DHT ถูกกดแล้ว แต่โดยทั่วไปยังเร็วเกินไปที่จะเห็นความเปลี่ยนแปลงของเส้นผมชัดเจน
เดือน 3: บางคนเริ่มสังเกตว่าผมร่วงช้าลงหรือภาพรวมเริ่มคงที่ แต่ยังเร็วเกินไปที่จะตัดสินผลสุดท้าย
เดือน 4–6: เป็นช่วงที่ผู้ตอบสนองจำนวนหนึ่งเริ่มเห็นแนวโน้มชัดขึ้น โดยเฉพาะการชะลอผมบางและความหนาแน่นของผมที่ดีขึ้นเล็กน้อย
เดือน 6–9: ภาพถ่ายก่อน–หลังเริ่มมีประโยชน์มากขึ้น บางคนเริ่มเห็นเส้นผมหนาขึ้นหรือ scalp visibility ลดลง
เดือน 9–12: เป็นช่วงที่เหมาะสำหรับประเมินผลหลักว่าชะลอ progression ได้หรือไม่ และมี regrowth หรือความหนาเพิ่มขึ้นเพียงใด
หลัง 12 เดือน: หากได้ผลควรใช้ต่อเนื่องเพื่อรักษาผล หากยังมี progression ชัดเจนควรทบทวน diagnosis และแผนรักษา
FAQ
Finasteride 3 เดือนแล้วไม่เห็นผล ถือว่าไม่ได้ผลไหม?
ยังไม่ถือว่าไม่ได้ผล เอกสารกำกับยาระบุว่าต้องใช้ตั้งแต่ประมาณ 3 เดือนขึ้นไปจึงเริ่มเห็นประโยชน์ และหลายคนต้องใช้ประมาณ 6–12 เดือนจึงประเมินผลได้ชัด
Finasteride ทำให้ผมงอกใหม่หรือแค่หยุดผมร่วง?
ทำได้ทั้งสองแบบในบางคน แต่เป้าหมายสำคัญคือชะลอ miniaturization และรักษาเส้นผมเดิมไว้ การงอกหรือความหนาที่เพิ่มขึ้นแตกต่างกันในแต่ละคน
Finasteride เห็นผลตรงหน้าผากไหม?
มีข้อมูลประสิทธิภาพบริเวณ anterior/mid-scalp แต่ข้อมูลสำหรับ bitemporal recession หรือมุมหน้าผากร่นมีจำกัดกว่า และบริเวณที่โล่งมานานอาจตอบสนองน้อยกว่า
ครบ 1 ปีแล้วผมเท่าเดิม ถือว่าล้มเหลวไหม?
ไม่เสมอไป หากก่อนรักษาผมบางลงต่อเนื่อง แต่หลังใช้ 1 ปีสามารถรักษาความหนาแน่นไว้ได้ การหยุด progression ก็ถือเป็นประโยชน์ของการรักษา
หยุด Finasteride แล้วผมจะกลับมาร่วงไหม?
ได้ ผลของยาต้องอาศัยการใช้ต่อเนื่อง เอกสารกำกับยาระบุว่าหลังหยุดยา ผลการรักษาจะค่อย ๆ ย้อนกลับภายในประมาณ 12 เดือน
ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม
- Finasteride กับ Testosterone เกี่ยวกันอย่างไร? กินแล้วฮอร์โมนเพศชายลดไหม
- Finasteride กับการมีบุตร: มีผลต่ออสุจิหรือภาวะเจริญพันธุ์หรือไม่
- Finasteride กับอารมณ์ซึมเศร้า มีความสัมพันธ์กันจริงไหม
- Post-Finasteride Syndrome คืออะไร? หลักฐานปัจจุบันบอกอะไรบ้าง
- Topical Finasteride มีผลข้างเคียงทางเพศน้อยกว่าแบบกินจริงไหม
สรุป
Finasteride 1 mg ต้องใช้เวลา และไม่ควรประเมินจากช่วงไม่กี่สัปดาห์แรก โดยทั่วไปเอกสารกำกับยาระบุว่าต้องใช้ต่อเนื่องอย่างน้อยประมาณ 3 เดือนจึงเริ่มเห็นประโยชน์ ขณะที่ผลที่มองเห็นด้วยตาในผู้ใช้จำนวนมากมักชัดขึ้นช่วงประมาณ 6 เดือน และการประเมินโดยรวมควรทำที่ประมาณ 12 เดือน
Timeline ที่เหมาะสมจึงไม่ใช่ “กินกี่เดือนแล้วผมงอก” แต่ควรดูเป็นลำดับว่า ช่วงแรกผมร่วงช้าลงหรือไม่ ต่อมาความหนาแน่นคงที่หรือดีขึ้นหรือไม่ และเมื่อครบ 9–12 เดือนภาพถ่ายมาตรฐานแตกต่างจากก่อนรักษาอย่างไร
การที่ไม่มีผมใหม่จำนวนมากไม่ได้หมายความว่ายาล้มเหลว เพราะสำหรับ Androgenetic Alopecia การหยุดหรือชะลอไม่ให้เส้นผมเดิมบางลงต่อถือเป็นเป้าหมายสำคัญของการรักษาอยู่แล้ว
หากใช้ครบประมาณ 12 เดือนอย่างสม่ำเสมอแล้วยังมีผมบางลงอย่างต่อเนื่อง ควรกลับไปประเมิน diagnosis และปัจจัยอื่นร่วมด้วย แทนการเพิ่มขนาดยาเอง

บทความที่เกี่ยวข้อง
- Finasteride กับ Testosterone เกี่ยวกันอย่างไร? กินแล้วฮอร์โมนเพศชายลดไหม
- Finasteride กับอารมณ์ซึมเศร้า มีความสัมพันธ์กันจริงไหม
- Finasteride กับการมีบุตร: มีผลต่ออสุจิหรือภาวะเจริญพันธุ์หรือไม่
- Post-Finasteride Syndrome คืออะไร? หลักฐานปัจจุบันบอกอะไรบ้าง
- Finasteride, Minoxidil และ Dutasteride ต่างกันอย่างไร? ผมร่วงแบบไหนใช้ยาอะไร
References
สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข. เอกสารกำกับยา PROPECIA (Finasteride) 1 mg.
https://ndi.fda.moph.go.th/uploads/drug_detail_corporation/doc/word/1288/a7abd31a92f1e1409a1d3c2e6022b392-a1.pdf
สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข. ข้อมูลทะเบียนตำรับยา Finasteride 1 mg สำหรับ Androgenetic Alopecia.
https://pertento.fda.moph.go.th/FDA_SEARCH_DRUG/SEARCH_DRUG/pop-up_drug.aspx?Newcode_U=U1DR1A1052680000811C
U.S. Food and Drug Administration. PROPECIA (Finasteride) Tablets Prescribing Information.
https://www.accessdata.fda.gov/drugsatfda_docs/label/2022/020788s030lbl.pdf
American Academy of Dermatology. What is Male Pattern Hair Loss, and Can It Be Treated?
https://www.aad.org/public/diseases/hair-loss/treatment/male-pattern-hair-loss-treatment
Finasteride Male Pattern Hair Loss Study Group. Finasteride in the Treatment of Men with Androgenetic Alopecia. Journal of the American Academy of Dermatology.
https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/9777765/
Leyden J, et al. Finasteride in the Treatment of Men with Frontal Male Pattern Hair Loss. Journal of the American Academy of Dermatology.
https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/10365924/
Price VH, et al. Changes in Hair Weight and Hair Count in Men with Androgenetic Alopecia after Treatment with Finasteride 1 mg Daily.
https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/11907500/
หมายเหตุสำคัญ
บทความนี้กล่าวถึง Finasteride 1 mg สำหรับ Male Androgenetic Alopecia เป็นหลัก ผลตอบสนองแตกต่างกันตามระยะของโรค ตำแหน่งผมบาง อายุ และภาวะผมร่วงอื่นที่อาจเกิดร่วมกัน ผู้ที่มีผมร่วงแบบเฉียบพลัน เป็นหย่อม มีแผล หนังศีรษะอักเสบรุนแรง หรือผมร่วงกระจายทั่วศีรษะควรได้รับการประเมินก่อนสรุปว่าเป็นผมร่วงกรรมพันธุ์
Finasteride มีผลข้างเคียงที่ควรรับทราบ เช่น Sexual Dysfunction และ Mood Changes ในผู้ใช้บางราย หากเกิดอาการผิดปกติชัดเจนควรปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์ ไม่ควรเพิ่ม ลด หรือหยุดยาโดยดูจากจำนวนผมที่ร่วงในระยะสั้นเพียงอย่างเดียว
เรียบเรียงโดย: www.chulalakpharmacy.co






