หนองในรักษาด้วยยาอะไร? ทำไมไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะกินเอง
หนองในรักษาด้วยยาอะไร? แนวทางไทยแนะนำ Ceftriaxone เป็นยาหลักสำหรับหนองในที่อวัยวะเพศ คอ และทวารหนัก พร้อมเหตุผลว่าทำไมไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะกินเองและต้องรักษาคู่นอน
ถ้ามีอาการปัสสาวะแสบ มีหนองหรือสารคัดหลั่งจากท่อปัสสาวะ หรือมีประวัติเพศสัมพันธ์ที่เสี่ยง หลายคนอาจค้นหาทันทีว่า “หนองในต้องกินยาอะไร?”
คำตอบสั้น ๆ คือ หนองในรักษาหายได้ แต่ยาหลักในแนวทางประเทศไทยปัจจุบันสำหรับหนองในชนิดไม่มีภาวะแทรกซ้อนที่อวัยวะเพศ คอ และทวารหนัก คือ Ceftriaxone 1 กรัม ฉีดเข้ากล้ามเนื้อครั้งเดียว ไม่ใช่การซื้อยาปฏิชีวนะชนิดรับประทานมากินเอง
แนวทางการดูแลรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ พ.ศ. 2567 ของกรมควบคุมโรค ซึ่งยังถูกเผยแพร่โดยกรมควบคุมโรคในปี 2569 ระบุ Ceftriaxone 1 g IM single dose เป็นยาที่แนะนำ และหน่วยงานของกรมควบคุมโรคยังย้ำว่าไม่ควรซื้อยารับประทานเอง เพราะยาอาจไม่ตรงกับเชื้อ ทำให้โรคไม่หายและเพิ่มปัญหาเชื้อดื้อยา
ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่เพียง “ยาอะไรฆ่าหนองในได้?” แต่คือ “ต้องใช้ยาอะไร ขนาดเท่าไร ติดเชื้อที่ตำแหน่งไหน และมีหนองในเทียมหรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นร่วมด้วยหรือไม่?”
หนองในเกิดจากเชื้ออะไร?
หนองใน หรือ Gonorrhea เกิดจากแบคทีเรีย Neisseria gonorrhoeae
สามารถติดเชื้อได้หลายตำแหน่ง เช่น ท่อปัสสาวะ ปากมดลูก ทวารหนัก ลำคอ และในบางกรณีดวงตา
CDC – Gonococcal Infections Among Adolescents and Adults ระบุว่าหนองในสามารถรักษาให้หายได้ด้วยยาที่เหมาะสม แต่เชื้อดื้อยากำลังทำให้บางกรณีรักษายากขึ้น จึงมีความสำคัญมากที่จะต้องใช้ antibiotic อย่างถูกต้อง
หนองในรักษาด้วยยาอะไรในประเทศไทย?
ตาม แนวทางการดูแลรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ พ.ศ. 2567 ของกรมควบคุมโรค สำหรับ uncomplicated gonorrhea ที่อวัยวะเพศ คอ หรือทวารหนัก ยาที่แนะนำคือ Ceftriaxone 1 กรัม ฉีดเข้ากล้ามเนื้อครั้งเดียว
หากยังไม่สามารถตรวจตัดการติดเชื้อ Chlamydia หรือหนองในเทียม ออกได้ แนวทางไทยแนะนำให้พิจารณารักษาหนองในเทียมร่วมด้วย
นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมการรักษาจึงไม่ควรเริ่มจาก “เคยกินยาตัวนี้แล้วหาย ครั้งนี้ซื้อกินเหมือนเดิม” เพราะครั้งนี้อาจมีเชื้อร่วม ตำแหน่งติดเชื้อต่างจากเดิม หรือความไวของเชื้อต่อยาเปลี่ยนไป
ทำไมข้อมูลจากต่างประเทศบางแห่งใช้ Ceftriaxone 500 mg?
แนวทางของแต่ละประเทศอาจกำหนดขนาดแตกต่างกัน
CDC สหรัฐฯ ใช้ Ceftriaxone 500 mg IM ครั้งเดียวสำหรับ uncomplicated urogenital, rectal และ pharyngeal gonorrhea ในผู้ที่น้ำหนักน้อยกว่า 150 กิโลกรัม และใช้ 1 g หากน้ำหนักตั้งแต่ 150 กิโลกรัมขึ้นไป
แต่สำหรับบทความที่ใช้ในประเทศไทยควรยึด แนวทางประเทศไทยล่าสุดที่เกี่ยวข้องเป็นหลัก ซึ่งระบุ Ceftriaxone 1 g IM ครั้งเดียว
ดังนั้น ไม่ควรเห็นข้อมูลขนาดยาจากเว็บไซต์ต่างประเทศแล้วนำมาปรับขนาดด้วยตนเอง

ทำไมไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะกินเอง?
มีหลายเหตุผล และเรื่อง เชื้อดื้อยา เป็นเพียงหนึ่งในนั้น
ประการแรก ยาที่ซื้อมาอาจ ไม่ใช่ยาที่เหมาะกับ N. gonorrhoeae อีกต่อไป
ยาปฏิชีวนะหลายกลุ่มที่เคยใช้รักษาหนองในในอดีตถูกลดบทบาทหรือเลิกแนะนำ เนื่องจากเชื้อดื้อยาเพิ่มขึ้น
CDC – Preventing Antibiotic-Resistant Gonorrhea อธิบายว่าการเปลี่ยนแนวทางการรักษาหลายครั้งเกิดขึ้นจากความสามารถของ N. gonorrhoeae ในการพัฒนาความต้านทานต่อยาปฏิชีวนะ และต้องมีการเฝ้าระวัง antimicrobial susceptibility อย่างต่อเนื่อง
HIV INFO HUB+ ของกรมควบคุมโรค ก็สื่อสารโดยตรงว่า โรคหนองในรักษาหายได้ แต่อย่าซื้อยากินเอง เพราะยาที่ซื้อเองอาจไม่ตรงกับเชื้อ ทำให้โรคไม่หายขาด และการใช้ยาไม่เหมาะสมอาจนำไปสู่ปัญหาเชื้อดื้อยา
กินยาแล้วหนองหาย แปลว่าหายจากเชื้อแล้วไหม?
ไม่สามารถใช้การหายของอาการเพียงอย่างเดียวตัดสินได้
ยาบางชนิดอาจลดการอักเสบหรือกดเชื้อชั่วคราว ทำให้อาการหนองลดหรือปัสสาวะแสบน้อยลง แต่ไม่ได้หมายความว่ากำจัดเชื้อได้อย่างเหมาะสม
นอกจากนี้ ผู้ป่วยบางคนไม่มีอาการตั้งแต่แรก โดยเฉพาะ หนองในที่คอ หนองในที่ทวารหนัก และผู้หญิงบางราย
ดังนั้น ไม่มีอาการ ≠ ไม่มีเชื้อ
ถ้าเป็นหนองในคอ ใช้ยากินแทนการฉีดได้ไหม?
ไม่ควรตัดสินใจเอง
Pharyngeal gonorrhea เป็นตำแหน่งที่รักษายากกว่าบางตำแหน่ง และ CDC ระบุว่าไม่มี alternative regimen ที่เชื่อถือได้เท่ากับ ceftriaxone สำหรับหนองในคอ
แนวทางไทยก็ใช้ Ceftriaxone เป็นยาที่แนะนำสำหรับการติดเชื้อที่คอเช่นเดียวกัน
ดังนั้น หากมีประวัติ Oral Sex ควรแจ้งผู้ตรวจ เพราะการตรวจเพียงปัสสาวะอาจไม่ตอบว่ามี infection ที่คอหรือไม่
ทำไมต้องตรวจหนองในเทียมร่วมด้วย?
เพราะ Gonorrhea และ Chlamydia สามารถติดพร้อมกันได้
แนวทางไทยระบุว่า หากไม่สามารถตรวจหาเชื้อหนองในเทียมได้ ควรพิจารณาให้การรักษาร่วมตามแนวทาง
CDC ก็ใช้หลักเดียวกัน คือถ้ายังไม่ได้ตัด chlamydial infection ออก ต้องให้การรักษาครอบคลุม Chlamydia เพิ่มเติมตามข้อบ่งชี้
จึงไม่ควรเลือก antibiotic จากอาการเพียงอย่างเดียว
ต้องตรวจ STI อื่นด้วยไหม?
ควรพิจารณา
CDC แนะนำให้ผู้ที่ได้รับการวินิจฉัย gonorrhea ตรวจ Chlamydia, Syphilis และ HIV ร่วมด้วย
เพราะการมี STI หนึ่งชนิดเป็นตัวบ่งชี้ว่ามี exposure ที่อาจทำให้ติดเชื้อชนิดอื่นได้ด้วย
HIV INFO HUB+ ก็แนะนำว่าผู้ที่มีความเสี่ยงต่อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ แม้ไม่มีอาการ ก็ควรเข้ารับการตรวจคัดกรองและเข้าสู่การรักษาอย่างถูกวิธี
ทำไมรักษาแล้วต้องรักษาคู่นอน?
เพราะคู่สามารถมีเชื้อโดยไม่มีอาการ
ถ้ารักษาเพียงคนเดียวแล้วกลับไปมีเพศสัมพันธ์กับคู่ที่ยังติดเชื้อ สามารถเกิด Reinfection — ติดกลับมาใหม่ ได้
ดังนั้น การรักษาหนองในไม่ได้จบที่การได้รับยาเพียงคนเดียว แต่ต้องจัดการ ผู้ป่วย + คู่นอน + การงดเพศสัมพันธ์ในช่วงรักษา ร่วมกัน
แนวทางไทยระบุว่าคู่เพศสัมพันธ์ที่มีเพศสัมพันธ์ภายในช่วงที่เกี่ยวข้องควรได้รับการตรวจและรักษาตามความเหมาะสม และ HIV INFO HUB+ ก็แนะนำให้แจ้งคู่นอนให้มาตรวจและรักษาเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อและติดซ้ำ
หลังรักษาต้องงดเพศสัมพันธ์กี่วัน?
แนวทางไทยระบุให้งดมีเพศสัมพันธ์จนได้รับการรักษาครบและอาการหาย หรืออย่างน้อย 7 วันหลังเริ่มรักษา และจนกว่าคู่นอนจะได้รับการรักษาแล้ว
CDC ก็แนะนำงด sexual activity เป็นเวลา 7 วันหลังรักษา และจนกว่าคู่ทุกคนจะได้รับการรักษาและอาการหาย
จุดนี้ช่วยลดทั้งการแพร่เชื้อและการติดกลับมาใหม่
ถ้ารักษาแล้วหนองยังไม่หาย ต้องทำอย่างไร?
ไม่ควรเปลี่ยน antibiotic เอง
แนวทางไทยระบุว่า ถ้าผู้ป่วยยังมีอาการหลังรักษา ควรพิจารณา เพาะเชื้อและตรวจความไวต่อยาต้านจุลชีพ หรือ antimicrobial susceptibility testing: AST
ต้องแยกว่าปัญหาเกิดจาก
- ติดกลับมาใหม่
- ใช้ยาไม่เหมาะสม
- มีเชื้ออื่นร่วม
- treatment failure
- antimicrobial resistance
CDC ก็แนะนำว่าในผู้ที่สงสัย treatment failure ควรเก็บตัวอย่างเพื่อ culture และ antimicrobial susceptibility testing ก่อนปรับการรักษาในสถานการณ์ที่เหมาะสม
การซื้อ antibiotic ตัวต่อไปมากินจะยิ่งทำให้ประเมินยากขึ้น

สรุป
หนองในรักษาหายได้ แต่ควรใช้ยาตามแนวทาง ไม่ควรซื้อ antibiotic กินเอง
สำหรับประเทศไทย แนวทางการดูแลรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ พ.ศ. 2567 ระบุว่า uncomplicated gonorrhea ที่อวัยวะเพศ คอ และทวารหนัก ใช้ Ceftriaxone 1 g ฉีดเข้ากล้ามเนื้อครั้งเดียว เป็นยาที่แนะนำ
เหตุผลที่ไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะกินเองคือ ยาอาจไม่ตรงเชื้อ อาจมี Chlamydia ร่วม ตำแหน่งติดเชื้ออาจต่างกัน และที่สำคัญ N. gonorrhoeae มีปัญหาเชื้อดื้อยาที่ต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง
หลังรักษาควรงดเพศสัมพันธ์อย่างน้อย 7 วันและจนกว่าคู่ได้รับการรักษา
หากอาการยังไม่ดีขึ้น อย่าเพิ่มหรือเปลี่ยน antibiotic เอง แต่ควรกลับไปประเมินเพื่อหาสาเหตุและพิจารณา culture/AST
หลักที่ควรจำคือ “หนองในรักษาหายได้ แต่การใช้ยาให้ถูกตั้งแต่ครั้งแรกสำคัญมาก”

หมายเหตุสำคัญ
ขนาดยาในบทความอ้างอิงแนวทางประเทศไทยสำหรับ uncomplicated gonorrhea ไม่ควรนำไปฉีดหรือซื้อใช้เอง ผู้ป่วยที่มีการแพ้ยา ตั้งครรภ์ มีภาวะแทรกซ้อน หรือสงสัย disseminated infection ต้องใช้แนวทางต่างออกไป
เรียบเรียงโดย: www.chulalakpharmacy.com
References
- กรมควบคุมโรค. แนวทางการดูแลรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ พ.ศ. 2567.
- กรมควบคุมโรค. HIV INFO HUB+ — โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์.
- CDC. Gonococcal Infections Among Adolescents and Adults.
- CDC. Preventing Antibiotic-Resistant Gonorrhea. June 2026.
- กรมควบคุมโรค. แนวทางการดูแลรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ พ.ศ. 2567.






