หลังฉีด Penicillin เพื่อรักษาซิฟิลิสแล้วมีไข้ หนาวสั่น ปวดเมื่อย ปวดศีรษะ หรือรู้สึกเหมือนเป็นไข้ภายในไม่กี่ชั่วโมง อาจเป็น Jarisch–Herxheimer Reaction มากกว่าการแพ้ยา โดยเฉพาะหากเกิดภายใน 24 ชั่วโมงแรกและไม่มีผื่นลมพิษ หน้าบวม หายใจลำบาก หรือแน่นคอ อย่างไรก็ตาม อาการแพ้ Penicillin สามารถรุนแรงและเป็นอันตรายได้ จึงต้องแยกสัญญาณเตือนของ anaphylaxis ให้ชัดเจน
Jarisch–Herxheimer Reaction หรือ JHR เป็นปฏิกิริยาอักเสบเฉียบพลันที่สามารถเกิดหลังเริ่มรักษาซิฟิลิสด้วยยาที่ฆ่าเชื้อ Treponema pallidum โดย CDC ระบุว่าอาการมักประกอบด้วยไข้ ปวดศีรษะ และปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ และมักเกิดภายใน 24 ชั่วโมงแรกหลังเริ่มการรักษา ปฏิกิริยานี้ไม่ใช่การแพ้ Penicillin แต่เป็นปฏิกิริยาของร่างกายต่อการรักษาและการตอบสนองต่อเชื้อที่ถูกทำลาย
JHR พบได้บ่อยกว่าในซิฟิลิสระยะแรก เช่น Primary หรือ Secondary Syphilis ซึ่งมีปริมาณเชื้อในร่างกายสูงกว่า CDC อธิบายว่าความถี่ที่มากขึ้นในระยะต้นอาจสัมพันธ์กับ bacterial load ที่สูงกว่า
อาการ Jarisch–Herxheimer Reaction มีอะไรบ้าง?
อาการที่พบได้ ได้แก่ ไข้ หนาวสั่น ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดข้อ อ่อนเพลีย เหงื่อออก คลื่นไส้ และหัวใจเต้นเร็ว ผู้ป่วยบางรายที่มีผื่นซิฟิลิสอยู่ก่อนอาจรู้สึกว่าผื่นแดงหรือเด่นขึ้นชั่วคราวหลังการรักษา
เอกสารข้อมูล Benzathine Benzylpenicillin ของ WHO ระบุว่า JHR สามารถเริ่มประมาณ 2–12 ชั่วโมงหลังได้รับยา และอาจมีไข้ เหงื่อออก หนาวสั่น ปวดกล้ามเนื้อ ปวดข้อ คลื่นไส้ และหัวใจเต้นเร็วร่วมด้วย โดยอาการมักเป็นภาวะชั่วคราวและค่อย ๆ ดีขึ้น
ดังนั้น ไข้ + หนาวสั่น + ปวดเมื่อยภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังฉีดยารักษาซิฟิลิส เป็นรูปแบบที่เข้ากับ JHR ได้มาก
Jarisch–Herxheimer Reaction มักเกิดหลังฉีดยากี่ชั่วโมง?
ส่วนใหญ่มักเกิดเร็ว CDC ระบุว่า JHR เกิดได้ภายใน 24 ชั่วโมงแรกหลังเริ่มการรักษาซิฟิลิส ส่วนข้อมูลทางคลินิกอื่นระบุว่าพบบ่อยภายในประมาณ 2–8 ชั่วโมงแรก และมักหายภายใน 24 ชั่วโมง
หากเริ่มมีไข้ หนาวสั่น ปวดตัวในคืนเดียวกับวันที่ฉีด Benzathine Penicillin และวันต่อมาอาการค่อย ๆ ลดลง ลักษณะนี้จึงค่อนข้างเข้ากับ JHR
แต่เวลาเกิดอาการเพียงอย่างเดียวไม่สามารถยืนยันได้ 100% เพราะการแพ้ยาแบบเฉียบพลันก็สามารถเกิดหลังฉีดยาได้เช่นกัน จึงต้องดูชนิดของอาการร่วมด้วย
แพ้ Penicillin ต่างจาก Jarisch–Herxheimer Reaction อย่างไร?
ความแตกต่างสำคัญอยู่ที่ลักษณะของอาการ
Jarisch–Herxheimer Reaction มักเด่นด้วย ไข้ หนาวสั่น ปวดเมื่อย ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย และคลื่นไส้ ซึ่งเกิดตามหลังการรักษาซิฟิลิสและมักดีขึ้นภายในประมาณหนึ่งวัน
ส่วนการแพ้ Penicillin แบบ IgE-mediated มักมีอาการที่ชวนสงสัยมากกว่า เช่น ลมพิษ คันทั่วตัว หน้าหรือริมฝีปากบวม ลิ้นบวม คอบวม หายใจมีเสียงหวีด แน่นหน้าอก หายใจลำบาก หรือความดันตก โดย NHS ระบุว่าอาการบวมของปาก ใบหน้า ริมฝีปาก ลิ้น หรือคอ รวมถึงหายใจหรือพูดลำบาก เป็นสัญญาณของ severe allergic reaction ที่ต้องรับการรักษาฉุกเฉิน
ดังนั้นถ้ามีเพียงไข้ หนาวสั่น ปวดตัว โดยไม่มีอาการแพ้ทางผิวหนังหรือระบบหายใจ จะเข้ากับ JHR มากกว่า แต่หากมี ลมพิษ บวม หายใจลำบาก หรือแน่นคอ ต้องคิดถึงการแพ้ยาก่อน

มีไข้หลังฉีด Penicillin แปลว่าแพ้ยาหรือไม่?
ไม่ ไข้เพียงอย่างเดียวหลังรักษาซิฟิลิสไม่ได้หมายความว่าแพ้ Penicillin และเป็นหนึ่งในอาการคลาสสิกของ JHR
CDC ระบุอย่างชัดเจนว่า JHR เป็น acute febrile reaction ที่เกิดจากการรักษา และ ไม่ใช่ allergic reaction ต่อ Penicillin
การติดป้ายว่า “แพ้ Penicillin” เพียงเพราะเคยมีไข้และหนาวสั่นหลังฉีดยารักษาซิฟิลิสอาจทำให้การรักษาในอนาคตซับซ้อนโดยไม่จำเป็น โดยเฉพาะเพราะ Penicillin มีบทบาทสำคัญมากในการรักษาซิฟิลิสบางกลุ่ม เช่น หญิงตั้งครรภ์และ neurosyphilis
ถ้ามีผื่นหลังฉีดยา จะแยกได้อย่างไร?
ต้องดูลักษณะของผื่นและอาการร่วมด้วย
ใน JHR ผู้ที่มีผื่นจาก Secondary Syphilis อยู่เดิมอาจเห็นผื่นแดงหรือเด่นขึ้นชั่วคราวหลังเริ่มรักษาได้ ซึ่งเกิดจากปฏิกิริยาอักเสบ ไม่ใช่การแพ้ยา
แต่ถ้าเกิด ลมพิษนูนคันขึ้นใหม่อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะร่วมกับหน้าบวม ปากบวม แน่นคอ หายใจมีเสียงหวีด หรือหายใจลำบาก ควรถือว่าเป็นอาการที่ต้องสงสัย allergic reaction และรับการประเมินทันที
ผื่นพุพอง ผิวลอก หรือมีแผลเยื่อบุร่วมด้วยก็ไม่ควรคิดว่าเป็น JHR และต้องได้รับการประเมินทางการแพทย์
Jarisch–Herxheimer Reaction อันตรายไหม?
ในคนส่วนใหญ่เป็นอาการชั่วคราวและหายได้เองภายในประมาณ 24 ชั่วโมง การรักษามักเป็น supportive care เช่น พักผ่อน ดื่มน้ำ และใช้ยาลดไข้หรือยาแก้ปวดที่เหมาะสม CDC ระบุว่ายาลดไข้สามารถใช้บรรเทาอาการได้ แต่ยังไม่มีหลักฐานว่าสามารถป้องกันการเกิด JHR ได้
อย่างไรก็ตาม ในบางกลุ่มต้องระวังมากขึ้น เช่น ผู้ที่มีโรคหัวใจหรือระบบประสาทบางชนิด และโดยเฉพาะหญิงตั้งครรภ์ เพราะ JHR สามารถสัมพันธ์กับการหดรัดตัวของมดลูก การคลอดก่อนกำหนด หรือ fetal distress ได้ แม้ความเสี่ยงนี้ ไม่ควรเป็นเหตุให้เลื่อนการรักษาซิฟิลิส
หญิงตั้งครรภ์หลังฉีด Penicillin แล้วมีไข้หรือหนาวสั่นควรทำอย่างไร?
หญิงตั้งครรภ์ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ หากมี JHR หลังรักษาซิฟิลิสอาจเกิด uterine contractions หรือ fetal distress ได้ CDC ระบุว่าความเสี่ยงนี้มีอยู่ แต่ไม่ควรใช้เป็นเหตุผลในการชะลอหรือหลีกเลี่ยงการรักษาด้วย Penicillin เพราะการไม่รักษาซิฟิลิสเองมีความเสี่ยงต่อทารกสูงมาก
หากหลังฉีดยาแล้วมีไข้ หนาวสั่น ปวดท้องเป็นจังหวะ มีเลือดออกทางช่องคลอด น้ำเดิน หรือรู้สึกว่าทารกดิ้นลดลง ควรติดต่อสูติแพทย์หรือโรงพยาบาลทันที
ควรกินยาลดไข้ก่อนฉีด Penicillin เพื่อป้องกัน JHR หรือไม่?
ยาลดไข้สามารถช่วยบรรเทาอาการหาก JHR เกิดขึ้น แต่ CDC ระบุว่ายังไม่มีหลักฐานชัดว่าการให้ antipyretic ล่วงหน้าสามารถป้องกัน JHR ได้
ดังนั้นจุดสำคัญคือควรให้ผู้ป่วยทราบล่วงหน้าว่าอาการนี้อาจเกิดขึ้นได้ เพื่อไม่ให้ตกใจหรือเข้าใจผิดว่าเป็นการแพ้ยา และควรรู้ว่าสัญญาณใดต้องไปโรงพยาบาลทันที
ถ้าเคยเกิด JHR ครั้งแรก ฉีด Penicillin ครั้งต่อไปจะเกิดอีกไหม?
สามารถเกิดได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเกิดทุกครั้ง JHR พบมากกว่าเมื่อมีปริมาณเชื้อสูง เช่น ซิฟิลิสระยะแรก และอาจพบชัดหลังเริ่มการรักษาครั้งแรก
ในผู้ที่ต้องได้รับ Benzathine Penicillin หลายเข็มตามระยะของโรค อาการ JHR มักไม่ได้รุนแรงเท่ากันทุกครั้ง เพราะปริมาณเชื้ออาจลดลงหลังการรักษาครั้งแรกแล้ว
ดังนั้น การเคยมี JHR ไม่ถือเป็นข้อห้ามในการฉีด Penicillin ครั้งต่อไป และไม่ควรถูกบันทึกเป็น “แพ้ Penicillin” หากไม่มีหลักฐานของ allergic reaction
ถ้าเคยแพ้ Penicillin จริง ยังรักษาซิฟิลิสได้ไหม?
ขึ้นอยู่กับระยะของซิฟิลิสและผู้ป่วยแต่ละคน สำหรับผู้ป่วยบางกลุ่มที่ไม่ตั้งครรภ์และเป็น primary หรือ secondary syphilis CDC ระบุว่ามีทางเลือก เช่น doxycycline ในบางสถานการณ์ แต่ต้องติดตามอย่างเหมาะสม
อย่างไรก็ตาม ในหญิงตั้งครรภ์ Penicillin เป็นการรักษาที่มีหลักฐานประสิทธิภาพสำหรับทั้งมารดาและทารก หากมี Penicillin allergy จริง CDC แนะนำให้ทำ desensitization แล้วรักษาด้วย Penicillin
เช่นเดียวกับ neurosyphilis และบางสถานการณ์ที่ Penicillin มีบทบาทสำคัญ การประเมินว่า “แพ้จริงหรือไม่” จึงมีความสำคัญ
อาการแบบไหนควรไปโรงพยาบาลทันที?
หากหลังฉีด Penicillin แล้วมีอาการต่อไปนี้ ไม่ควรรอดูว่าเป็น JHR หรือไม่ แต่ควรเข้ารับการรักษาฉุกเฉิน
- หายใจลำบาก หายใจมีเสียงหวีด หรือแน่นหน้าอก
- ริมฝีปาก ลิ้น ใบหน้า หรือคอบวม
- กลืนหรือพูดลำบาก
- ลมพิษขึ้นทั่วตัวร่วมกับอาการระบบอื่น
- หน้ามืดมาก หมดสติ หรือสงสัยความดันตก
- ผื่นพุพอง ผิวลอก หรือมีแผลที่เยื่อบุ
- หัวใจเต้นผิดปกติรุนแรง หรืออาการทรุดอย่างรวดเร็ว
อาการเหล่านี้เข้ากับ severe allergic reaction หรือภาวะอื่นที่ต้องได้รับการประเมินทันที มากกว่า JHR แบบทั่วไป
หลังเกิด JHR ต้องหยุดการรักษาซิฟิลิสหรือไม่?
โดยทั่วไปไม่ JHR เป็นผลจากการตอบสนองต่อการรักษาและไม่ใช่เหตุผลให้ถือว่า Penicillin ใช้ไม่ได้ในครั้งต่อไป
หากวินิจฉัยว่าเป็น JHR จริง การรักษาซิฟิลิสตามแผนควรดำเนินต่อ โดยเฉพาะในผู้ที่ต้องได้รับ Penicillin หลายเข็มตามระยะของโรค CDC เน้นว่าผู้ป่วยควรได้รับข้อมูลเกี่ยวกับ JHR และวิธีจัดการหากเกิดขึ้น ไม่ได้แนะนำให้หยุดการรักษาเพราะปฏิกิริยานี้
สรุป
หลังฉีด Penicillin เพื่อรักษาซิฟิลิสแล้วเกิด ไข้ หนาวสั่น ปวดเมื่อย ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย หรือคลื่นไส้ภายใน 24 ชั่วโมงแรก สามารถเป็น Jarisch–Herxheimer Reaction ได้ โดยมักเกิดเร็วในไม่กี่ชั่วโมงแรกและค่อย ๆ ดีขึ้นภายในประมาณหนึ่งวัน ปฏิกิริยานี้เกิดจากการตอบสนองต่อการรักษาซิฟิลิสและ ไม่ใช่การแพ้ Penicillin
สิ่งที่ใช้แยกจากการแพ้ยาคืออาการแบบ allergic reaction เช่น ลมพิษ หน้าหรือริมฝีปากบวม ลิ้นหรือคอบวม หายใจมีเสียงหวีด แน่นคอ หายใจลำบาก หรือหมดสติ ซึ่งต้องได้รับการรักษาฉุกเฉิน
ดังนั้นไม่ควรบันทึกว่า “แพ้ Penicillin” เพียงเพราะมีไข้ หนาวสั่น และปวดตัวหลังรักษาซิฟิลิส แต่ควรดูรูปแบบและช่วงเวลาของอาการทั้งหมด เพราะการแยก JHR ออกจากการแพ้ยาที่แท้จริงมีผลต่อการรักษาซิฟิลิสในอนาคตอย่างมาก
FAQ
JHR เกิดหลังฉีด Penicillin กี่ชั่วโมง?
มักเกิดภายใน 24 ชั่วโมงแรก และหลายรายเริ่มประมาณไม่กี่ชั่วโมงหลังได้รับการรักษา ข้อมูล WHO ระบุช่วงประมาณ 2–12 ชั่วโมงได้ในบางราย
JHR ถือว่าแพ้ Penicillin หรือไม่?
ไม่ CDC ระบุชัดว่า Jarisch–Herxheimer Reaction เป็นปฏิกิริยาต่อการรักษาซิฟิลิส ไม่ใช่ allergic reaction ต่อ Penicillin
เป็น JHR แล้วฉีด Penicillin ครั้งต่อไปได้ไหม?
โดยทั่วไปได้ เพราะ JHR ไม่ใช่ข้อห้ามของ Penicillin และไม่ถือเป็นการแพ้ยา หากต้องได้รับยาครบตามระยะของซิฟิลิสควรรักษาต่อภายใต้คำแนะนำของแพทย์
ไข้หลังฉีด Penicillin ต้องกินยาอะไร?
หากเป็น JHR แบบไม่รุนแรง สามารถใช้ยาลดไข้หรือยาแก้ปวดที่เหมาะสมเพื่อบรรเทาอาการได้ แต่ยาลดไข้ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ว่าสามารถป้องกัน JHR ได้
อาการอะไรที่บอกว่าอาจเป็นแพ้ยามากกว่า JHR?
ลมพิษ คันมาก หน้าบวม ริมฝีปากหรือลิ้นบวม คอบวม หายใจมีเสียงหวีด หายใจลำบาก หรือหมดสติ เป็นอาการที่ต้องสงสัย severe allergy และควรเข้ารับการรักษาฉุกเฉิน

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม
- ซิฟิลิสรักษาด้วย Penicillin 1 ครั้งหรือ 3 ครั้ง ต่างกันอย่างไร?
- หลังฉีด Penicillin ซิฟิลิสยังแพร่เชื้อได้อีกนานไหม?
- ค่า RPR หลังรักษาซิฟิลิสควรลดลงอย่างไร?
- รักษาซิฟิลิสแล้วต้องตรวจซ้ำเมื่อไร?
- แพ้ Penicillin ยังรักษาซิฟิลิสได้อย่างไร?
- ซิฟิลิสในหญิงตั้งครรภ์รักษาอย่างไร?
เรียบเรียงโดย: ร้านขายยาจุฬาลักษณ์เภสัช
References
- Centers for Disease Control and Prevention (CDC). Syphilis – STI Treatment Guidelines.
https://www.cdc.gov/std/treatment-guidelines/syphilis.htm - Centers for Disease Control and Prevention (CDC). Sexually Transmitted Infections Treatment Guidelines.
https://www.cdc.gov/mmwr/volumes/70/rr/rr7004a1.htm - Centers for Disease Control and Prevention (CDC). Managing Persons Who Have a History of Penicillin Allergy.
https://www.cdc.gov/std/treatment-guidelines/penicillin-allergy.htm - World Health Organization. Benzathine Benzylpenicillin 2.4 million IU – Product Information.
https://extranet.who.int/prequal/sites/default/files/whopar_files/RH104%20part4v1.pdf - NHS. Antibiotics – allergic reactions and anaphylaxis.
https://www.nhs.uk/medicines/antibiotics/ - Centers for Disease Control and Prevention. The Diagnosis, Management and Prevention of Syphilis.
https://stacks.cdc.gov/view/cdc/112320






