เหตุการณ์ยิงภายในโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 เป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่สร้างความสะเทือนใจอย่างมากต่อสังคมไทย
ตามข้อมูลที่ Thai PBS รายงานในช่วงค่ำวันที่ 7 สิงหาคม มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์รวม 9 ราย เมื่อนับรวมเหตุที่บ้านก่อนเกิดเหตุในโรงเรียน ผู้ก่อเหตุ และผู้เสียชีวิตจากเหตุในโรงเรียน ขณะที่มีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 22 ราย ตัวเลขดังกล่าวมีการเปลี่ยนแปลงหลายครั้งระหว่างวันตามสถานการณ์ของผู้ได้รับบาดเจ็บ จึงควรอ้างอิงข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานทางการเป็นหลัก (Thai PBS)
ผู้ก่อเหตุเป็นนักเรียนชายอายุ 14 ปี และจากข้อมูลเบื้องต้นของตำรวจพบว่าอาวุธที่ใช้เป็นอาวุธปืนของบุคคลในครอบครัว มีรายงานจากเจ้าหน้าที่และบุคคลใกล้ชิดถึงเรื่องความเครียดด้านการเรียน แต่แรงจูงใจและปัจจัยทั้งหมดที่นำไปสู่เหตุการณ์ยังต้องผ่านการสอบสวนและประเมินอย่างรอบด้าน ไม่ควรสรุปจากข้อมูลเพียงด้านเดียวว่า “ความเครียดจากการเรียน” เป็นสาเหตุของเหตุการณ์ทั้งหมด (Reuters)
ในฐานะ ร้านขายยาและบุคลากรด้านสุขภาพที่พบประชาชนทุกวัน เหตุการณ์นี้ทำให้เราอยากชวนสังคมมองให้ลึกกว่าคำถามว่า
“เด็กคนนี้ทำแบบนี้เพราะอะไร?” … ไปสู่คำถามที่สำคัญไม่แพ้กันว่า
“ก่อนเด็กคนหนึ่งจะไปถึงจุดวิกฤต เรามีโอกาสมองเห็นอะไรได้บ้าง และเราจะช่วยกันอย่างไรไม่ให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีก?”
อย่ารีบสรุปว่า “เด็กมีปัญหาสุขภาพจิต จึงก่อความรุนแรง”
หลังเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้น สิ่งที่มักตามมาคือการพยายามหาคำอธิบายสั้น ๆ เช่น
“เป็นเด็กมีปัญหาหรือเปล่า?”
“เครียดเรื่องเรียนใช่ไหม?”
“เป็นโรคซึมเศร้าหรือไม่?”
“เล่นเกมรุนแรงมากเกินไปหรือเปล่า?”
คำถามเหล่านี้อาจเป็นสิ่งที่สังคมสงสัย แต่เราไม่ควรนำข้อใดข้อหนึ่งมาเป็นคำตอบก่อนที่กระบวนการสอบสวนและการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญจะเสร็จสิ้น
กรมสุขภาพจิตเองย้ำว่า พฤติกรรมรุนแรงสามารถเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน และการเฝ้าระวังสัญญาณทางสุขภาพจิตมีจุดประสงค์เพื่อให้คนได้รับความช่วยเหลือเร็วขึ้น ไม่ใช่เพื่อเหมารวมว่าผู้ที่มีปัญหาทางจิตเวชจะเป็นผู้ก่อความรุนแรง (ศูนย์สุขภาพจิตที่ 7)
นี่เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะการเชื่อมคำว่า “ผู้ป่วยจิตเวช” เข้ากับ “คนอันตราย” โดยอัตโนมัติ อาจยิ่งทำให้เด็กและครอบครัวที่กำลังมีปัญหากลัวการขอความช่วยเหลือ
สุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นเป็นเรื่องที่เราต้องให้ความสำคัญ
องค์การอนามัยโลกระบุว่า ประมาณ 1 ใน 7 ของเด็กและวัยรุ่นอายุ 10–19 ปีทั่วโลกมีภาวะทางสุขภาพจิต โดยความวิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า และปัญหาพฤติกรรมเป็นกลุ่มปัญหาสำคัญในวัยนี้ (องค์การอนามัยโลก)
วัยรุ่นเป็นช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทั้งทางร่างกาย อารมณ์ ความสัมพันธ์ และการค้นหาตัวตน ขณะเดียวกันเด็กอาจต้องรับมือกับ
- ความกดดันเรื่องผลการเรียน
- ความคาดหวังของครอบครัว
- ความสัมพันธ์กับเพื่อน
- การถูกกลั่นแกล้งหรือ Bullying
- ความขัดแย้งในครอบครัว
- ความรู้สึกโดดเดี่ยว
- การเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น
- ปัญหาการนอน
- การใช้สารเสพติดหรือแอลกอฮอล์
- การเข้าถึงเนื้อหารุนแรงหรือพฤติกรรมเสี่ยง
- เหตุการณ์รุนแรงที่เคยพบเห็นหรือประสบด้วยตนเอง
WHO ระบุว่าคุณภาพชีวิตในครอบครัว ความสัมพันธ์กับเพื่อน การถูกกลั่นแกล้ง ความรุนแรง และแรงกดดันทางสังคม ล้วนเป็นปัจจัยที่สามารถส่งผลต่อสุขภาพจิตวัยรุ่นได้ (องค์การอนามัยโลก)
จึงไม่ควรรอให้เด็กพูดว่า
“ผมไม่ไหวแล้ว”
จึงค่อยเริ่มให้ความสนใจ
เพราะเด็กจำนวนหนึ่งอาจไม่สามารถอธิบายสิ่งที่ตัวเองกำลังรู้สึกได้อย่างตรงไปตรงมา

7 สัญญาณที่พ่อแม่และครูควรสังเกต
ไม่มีอาการใดอาการหนึ่งที่สามารถทำนายได้ว่าเด็กจะก่อความรุนแรง และเด็กที่มีอาการเหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นอันตรายต่อผู้อื่น
แต่หากพฤติกรรมเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างชัดเจน หรือเกิดหลายอาการพร้อมกัน ควรเริ่มพูดคุยและขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ
1. บุคลิกหรือพฤติกรรมเปลี่ยนไปมาก
เด็กที่เคยพูดคุยอาจเงียบผิดปกติ แยกตัว ไม่ต้องการพบใคร หรือในทางกลับกันอาจหงุดหงิดและก้าวร้าวมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
2. นอนไม่หลับต่อเนื่อง
การนอนเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสุขภาพที่สำคัญ หากเด็กนอนไม่หลับหลายคืน นอนน้อยมาก หรือวงจรการนอนเปลี่ยนอย่างรุนแรง ควรหาสาเหตุ
กรมสุขภาพจิตยังระบุ “ไม่หลับไม่นอน” ร่วมกับอาการผิดปกติอื่นว่าเป็นหนึ่งในสัญญาณที่ควรได้รับการประเมินในบุคคลกลุ่มเสี่ยงบางกลุ่ม (ศูนย์สุขภาพจิตที่ 7)
3. ผลการเรียนตกหรือไม่อยากไปโรงเรียนอย่างผิดปกติ
คะแนนลดลงอย่างรวดเร็ว ขาดเรียน ไม่ยอมไปโรงเรียน หรือมีความกลัวโรงเรียน อาจไม่ได้หมายถึง “ขี้เกียจ” เสมอไป
เบื้องหลังอาจมีความเครียด ความวิตกกังวล ปัญหาความสัมพันธ์ หรือการถูกกลั่นแกล้ง
4. หงุดหงิด ฉุนเฉียว หรือควบคุมอารมณ์ยากขึ้น
โดยเฉพาะหากเริ่มมีการทำลายข้าวของ ข่มขู่ คุกคาม หรือพูดถึงการทำร้ายคนอื่นอย่างจริงจัง
กรมสุขภาพจิตแนะนำให้ใส่ใจกับพฤติกรรมก้าวร้าวที่เพิ่มขึ้น คำพูดข่มขู่ และการควบคุมอารมณ์ที่ลดลง เพราะอาจเป็นสัญญาณว่าบุคคลนั้นควรได้รับการประเมินและช่วยเหลือ (ศูนย์สุขภาพจิตที่ 7)
5. พูดถึงความตายหรือการทำร้ายตนเอง
คำพูดประเภท
“ไม่อยากอยู่แล้ว”
“ถ้าหายไปก็คงดี”
“ทุกอย่างจะได้จบ”
ไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียงการเรียกร้องความสนใจ ควรถามต่ออย่างสงบและพาเข้าสู่ระบบการช่วยเหลือ
6. พูดถึงการทำร้ายผู้อื่นหรือการแก้แค้นอย่างจริงจัง
หากมีการระบุบุคคล เป้าหมาย หรือแสดงเจตนาที่ชัดเจน ควรให้ความสำคัญทันที
กรมสุขภาพจิตจัด ความคิดหรือเจตนาทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นการพูด ข่มขู่ หรือการสื่อสาร เป็นพฤติกรรมเสี่ยงที่ควรได้รับการประเมินโดยเร็ว (ศูนย์สุขภาพจิตที่ 7)
7. เริ่มเข้าถึงสิ่งที่สามารถใช้ทำอันตรายได้
เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้มีอีกคำถามที่สังคมหลีกเลี่ยงไม่ได้ นั่นคือ
เด็กเข้าถึงอาวุธอันตรายได้ง่ายเพียงใด?
ตำรวจให้ข้อมูลกับ Reuters ว่าอาวุธที่ใช้ในเหตุการณ์เป็นของปู่ของผู้ก่อเหตุ ซึ่งสะท้อนว่าการป้องกันไม่ได้มีเพียงเรื่องสุขภาพจิต แต่ยังรวมถึงการควบคุมการเข้าถึงสิ่งที่สามารถสร้างความเสียหายร้ายแรงได้ด้วย (Reuters)
รัฐบาลได้ประกาศหลังเหตุการณ์ว่าจะผลักดันมาตรการควบคุมอาวุธปืนเพิ่มเติมด้วย (Reuters)
“เด็กเรียนดี” ไม่ได้แปลว่าเด็กไม่มีความเครียด
หนึ่งในบทเรียนสำคัญจากเหตุการณ์สะเทือนใจหลายครั้งคือ เราไม่สามารถประเมินสุขภาพจิตของเด็กจากผลการเรียนเพียงอย่างเดียว
เด็กอาจยังไปโรงเรียนได้ ยังทำการบ้านได้ ยังสอบได้คะแนนดี ยังพูดคุยกับคนอื่นได้
แต่ในเวลาเดียวกันอาจมีความกดดัน ความโดดเดี่ยว ความวิตกกังวล หรือความรู้สึกที่ไม่สามารถเล่าให้ใครฟังได้
สิ่งที่ผู้ใหญ่ควรถามจึงอาจไม่ใช่เพียง “วันนี้ได้กี่คะแนน?” แต่ควรมีคำถามอย่าง
“ช่วงนี้เหนื่อยไหม?”
“มีอะไรที่โรงเรียนทำให้ไม่สบายใจหรือเปล่า?”
“ถ้ามีเรื่องหนักมาก ๆ รู้ไหมว่าคุยกับใครได้?”
บางครั้งพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการพูดคุยมีความสำคัญไม่แพ้การแก้ปัญหานั้นทันที
เมื่อเด็กบอกว่า “เครียด” อย่ารีบตอบว่า “ทุกคนก็เครียด”
คำพูดนี้อาจเกิดจากความหวังดีของผู้ใหญ่ แต่สำหรับเด็กที่กำลังทุกข์มาก สิ่งที่ได้ยินอาจกลายเป็น
“ความรู้สึกของฉันไม่สำคัญ”
ทางเลือกที่ดีกว่าคือการฟังก่อน
“เกิดอะไรขึ้น เล่าให้ฟังได้ไหม?”
“เรื่องไหนทำให้รู้สึกหนักที่สุด?”
“อยากให้ช่วยแบบไหน?”
เราไม่จำเป็นต้องมีคำตอบทุกเรื่อง บางครั้งสิ่งที่เด็กต้องการในนาทีแรกคือ ผู้ใหญ่ที่ฟังโดยไม่ตัดสิน
สุขภาพจิตต้องดูพร้อมกับ “สภาพแวดล้อม”
ในความเห็นของร้านขายยาจุฬาลักษณ์เภสัช เราไม่ควรนำเหตุการณ์นี้ไปสรุปว่าเป็นเพียงปัญหาของ “เด็กคนหนึ่ง”
เพราะการป้องกันความรุนแรงในเด็กและวัยรุ่นต้องมองหลายระดับพร้อมกัน
ระดับเด็ก
ต้องมีทักษะจัดการอารมณ์ ความเครียด และรู้ว่าจะขอความช่วยเหลือจากใคร
ระดับครอบครัว
ต้องมีพื้นที่ในการสื่อสาร รวมถึงควบคุมการเข้าถึงอาวุธ ยา สารเสพติด และสิ่งอันตราย
ระดับโรงเรียน
ต้องมีระบบสังเกตเด็กที่มีการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ มีครูหรือบุคลากรที่เด็กสามารถเข้าหา และระบบรับมือกับ Bullying หรือการคุกคาม
ระดับระบบสาธารณสุข
เด็กที่เริ่มมีปัญหาควรเข้าถึงนักจิตวิทยา จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น หรือบุคลากรสุขภาพได้ก่อนเข้าสู่ภาวะวิกฤต
ระดับสังคมและกฎหมาย
ต้องลดโอกาสที่เด็กจะเข้าถึงอาวุธหรือสิ่งที่สามารถทำให้ช่วงเวลาวิกฤตเพียงไม่กี่นาทีกลายเป็นความสูญเสียที่ย้อนกลับไม่ได้
WHO ระบุว่าการป้องกันความรุนแรงในเยาวชนจำเป็นต้องทำหลายระดับ ตั้งแต่ตัวบุคคล ครอบครัว โรงเรียน ชุมชน ไปจนถึงนโยบายสังคม ไม่สามารถแก้ได้ด้วยมาตรการเดียว (องค์การอนามัยโลก)
แล้ว “ร้านขายยา” มีบทบาทอะไรในเรื่องสุขภาพจิตเด็ก?
ร้านขายยาอาจไม่ใช่สถานที่ที่คนคิดถึงเป็นอันดับแรกเมื่อพูดถึงสุขภาพจิต แต่ในความเป็นจริง ร้านขายยาเป็นหนึ่งในสถานพยาบาลระดับชุมชนที่ประชาชนเข้าถึงได้ง่าย พ่อแม่อาจเดินเข้ามาถามว่า
“ลูกนอนไม่หลับมาหลายวัน มียาอะไรช่วยไหม?”
“ช่วงนี้ลูกเครียดมาก กินอะไรช่วยได้หรือเปล่า?”
“เด็กกินยาแก้แพ้ให้หลับทุกคืนได้ไหม?”
“ลูกใจสั่น เครียด และไม่อยากไปโรงเรียน ควรทำอย่างไร?”
ในสถานการณ์แบบนี้ หน้าที่ของเภสัชกรไม่ควรจบเพียงการขายผลิตภัณฑ์
แต่ควรถามเพิ่มเติมว่าอาการเป็นมานานเท่าไร มีโรคหรือยาที่ใช้อยู่หรือไม่ มีการใช้สารอื่นร่วมด้วยหรือไม่ และมีสัญญาณที่ควรส่งต่อไปพบแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญหรือไม่
ยานอนหลับหรือยาที่ทำให้ง่วงไม่ใช่คำตอบของความเครียดทุกกรณี
โดยเฉพาะในเด็กและวัยรุ่น ไม่ควรซื้อยาให้เด็กใช้ต่อเนื่องเพื่อแก้ปัญหาการนอนหรือความเครียดโดยไม่ได้ค้นหาสาเหตุ
อย่ารอจนปัญหากลายเป็น “ภาวะวิกฤต”
กรมสุขภาพจิตมีระบบประเมินสุขภาพจิตเด็กที่ครอบคลุมเรื่องความเครียด ภาวะซึมเศร้า สุขภาวะทางใจ และความสามารถในการรับมือกับปัญหา ซึ่งสะท้อนว่าการคัดกรองและการช่วยเหลือตั้งแต่ระยะแรกเป็นส่วนสำคัญของระบบสุขภาพเด็ก
หากผู้ปกครองพบว่าเด็ก
- พฤติกรรมเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน
- แยกตัวมากผิดปกติ
- นอนไม่หลับต่อเนื่อง
- อารมณ์รุนแรงควบคุมไม่ได้
- ไม่ต้องการไปโรงเรียน
- พูดถึงความตาย
- ข่มขู่ว่าจะทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น
- หรือเริ่มมีพฤติกรรมที่ทำให้รู้สึกว่าอาจไม่ปลอดภัย
ไม่จำเป็นต้องรอให้แน่ใจว่าเด็ก “เป็นโรคอะไร”
ควรพาเด็กเข้าสู่การประเมินก่อน
สิ่งที่สังคมควรเรียนรู้จากเหตุการณ์นี้
เหตุกราดยิงโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี เป็นความสูญเสียที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นซ้ำอีก
สำหรับเรา เหตุการณ์นี้ไม่ควรถูกจดจำเพียงในฐานะข่าวอาชญากรรมที่คนติดตามอยู่ไม่กี่วัน แต่ควรเป็นจุดที่ทำให้ทุกฝ่ายกลับมาถามอย่างจริงจังว่า
เรารับฟังเด็กมากพอหรือยัง?, โรงเรียนมีระบบช่วยเด็กที่กำลังมีปัญหาหรือไม่?, พ่อแม่รู้หรือไม่ว่าเมื่อเด็กมีพฤติกรรมเปลี่ยนไปควรขอความช่วยเหลือที่ไหน?, ระบบสุขภาพจิตเด็กเข้าถึงง่ายเพียงพอหรือไม่?
และ
สิ่งที่สามารถใช้ทำร้ายตนเองหรือผู้อื่นถูกเก็บให้พ้นจากเด็กอย่างปลอดภัยแล้วหรือยัง?
ไม่มีมาตรการใดสามารถป้องกันทุกเหตุการณ์ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์
แต่การสังเกตเร็ว ฟังเร็ว ช่วยเร็ว และลดการเข้าถึงสิ่งอันตราย สามารถเพิ่มโอกาสที่เด็กซึ่งกำลังอยู่ในช่วงวิกฤตจะได้รับความช่วยเหลือก่อนเกิดความสูญเสีย
มุมมองจากร้านขายยาจุฬาลักษณ์เภสัช
เราเชื่อว่า สุขภาพไม่ได้หมายถึงเพียงการไม่มีโรคทางกาย แต่รวมถึงสุขภาพใจของเด็กและครอบครัวด้วย
เมื่อเด็กบอกว่าเครียด เหนื่อย กลัว หรือไม่ไหว สิ่งแรกที่เด็กควรได้รับอาจไม่ใช่คำสอน ไม่ใช่การเปรียบเทียบ และไม่ใช่ยา
แต่คือ
“มีคนฟังเขาหรือยัง?”
หากครอบครัว โรงเรียน บุคลากรสาธารณสุข และชุมชนสามารถเป็นพื้นที่ที่เด็กกล้าพูดก่อนปัญหากลายเป็นวิกฤต เราอาจช่วยชีวิตใครบางคนได้มากกว่าหนึ่งชีวิต
ร้านขายยาจึงไม่ควรทำหน้าที่เพียงจ่ายยา แต่ควรเป็นอีกจุดหนึ่งในชุมชนที่ช่วยสังเกต ให้ข้อมูลที่ถูกต้อง และส่งต่อผู้ที่กำลังต้องการความช่วยเหลือเข้าสู่ระบบสุขภาพอย่างเหมาะสม
ขอแสดงความเสียใจอย่างยิ่งต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิต ผู้ได้รับบาดเจ็บ ครู นักเรียน บุคลากรของโรงเรียน และทุกคนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ครั้งนี้
และหวังว่าความสูญเสียครั้งนี้จะทำให้สังคมหันมาให้ความสำคัญกับ “การป้องกันก่อนเกิดเหตุ” มากกว่าการค้นหาคำตอบหลังทุกอย่างสายเกินไปแล้ว
หมายเหตุสำคัญ
บทความนี้ไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อวินิจฉัยภาวะทางจิตเวชของผู้ก่อเหตุ หรือสรุปแรงจูงใจจากข้อมูลข่าวเพียงบางส่วน สาเหตุของพฤติกรรมรุนแรงมีความซับซ้อนและต้องพิจารณาจากหลายปัจจัยโดยผู้เชี่ยวชาญและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง
การมีความเครียด โรคซึมเศร้า หรือปัญหาสุขภาพจิต ไม่ได้หมายความว่าบุคคลนั้นจะใช้ความรุนแรง และไม่ควรใช้เหตุการณ์นี้เป็นเหตุในการตีตราผู้ป่วยทางจิตเวช
ข้อมูลสุขภาพในบทความมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้ทั่วไป ไม่สามารถทดแทนการประเมินจากแพทย์ นักจิตวิทยา หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตได้
References
- กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข — แนวทางสังเกตสัญญาณเตือนและลดความเสี่ยงความรุนแรงในสังคม (ศูนย์สุขภาพจิตที่ 7)
- World Health Organization — Mental health of adolescents (องค์การอนามัยโลก)
- World Health Organization — Youth violence (องค์การอนามัยโลก)
- Thai PBS — รายงานและลำดับเหตุการณ์โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี (Thai PBS)
- Reuters — รายงานเหตุการณ์และข้อมูลการสอบสวนเบื้องต้น (Reuters)
- รัฐบาลไทย — การช่วยเหลือและติดตามเหตุโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี (รัฐบาลไทย)
เรียบเรียงโดย (Compiled by): www.chulalakpharmacy.com






