ริดสีดวงแตกอาจทำให้มีเลือดออกทางทวารหนัก แต่ ไม่ได้เป็นอันตรายเสมอไป ในหลายกรณี เลือดออกเกิดจากหลอดเลือดบริเวณก้อนริดสีดวงฉีกขาดขณะเบ่งอุจจาระหรือมีอุจจาระแข็ง อย่างไรก็ตาม หากมีเลือดออกมาก เลือดไม่หยุด ปวดรุนแรง มีก้อนบวมผิดปกติ หรือมีอาการหน้ามืด ควรรีบพบแพทย์เพื่อประเมินสาเหตุ เนื่องจากเลือดออกทางทวารหนักอาจเกิดจากโรคอื่นได้เช่นกัน

ริดสีดวงแตกอันตรายไหม?
เมื่อเห็นเลือดออกจากทวารหนัก หลายคนมักตกใจและสงสัยว่า “ริดสีดวงแตกหรือเปล่า?” หรือ “อันตรายไหม?”
ความจริงคือ ริดสีดวงแตกไม่ได้เป็นอันตรายเสมอไป ในหลายกรณี เลือดออกเกิดจากหลอดเลือดบริเวณก้อนริดสีดวงที่โป่งพองเกิดการฉีกขาดจากแรงเสียดสีของอุจจาระหรือการเบ่งอย่างรุนแรง
แม้เลือดที่เห็นอาจทำให้รู้สึกน่ากังวล แต่เลือดออกจากริดสีดวงส่วนใหญ่มักเป็น เลือดสีแดงสด และหยุดได้เอง
อย่างไรก็ตาม หากมีเลือดออกมาก เลือดไม่หยุด หรือมีอาการผิดปกติร่วมด้วย ควรรีบพบแพทย์ทันที เพราะอาจเป็นภาวะที่ต้องได้รับการรักษา หรืออาจเกิดจากโรคอื่นที่ไม่ใช่ริดสีดวง
ริดสีดวงแตกเกิดจากอะไร?
สาเหตุที่พบได้บ่อย ได้แก่
🚽 การเบ่งอุจจาระแรง
การเบ่งทำให้ความดันในหลอดเลือดดำบริเวณทวารหนักเพิ่มขึ้น จนหลอดเลือดที่โป่งพองฉีกขาดและมีเลือดออก
💩 อุจจาระแข็ง
อุจจาระที่แข็งอาจเสียดสีกับก้อนริดสีดวง ทำให้เยื่อบุฉีกขาดและเกิดเลือดออก
⏱️ นั่งถ่ายเป็นเวลานาน
การนั่งบนโถสุขภัณฑ์นานเกินไป ทำให้หลอดเลือดดำบริเวณทวารหนักรับแรงดันต่อเนื่อง เพิ่มโอกาสที่ริดสีดวงจะอักเสบและมีเลือดออก
🏋️ การยกของหนักหรือออกแรงมาก
การออกแรงมากทำให้แรงดันในช่องท้องเพิ่มขึ้น และอาจกระตุ้นให้อาการริดสีดวงกำเริบ

อาการของริดสีดวงแตกเป็นอย่างไร?
อาการที่พบได้บ่อย ได้แก่
- 🩸 เลือดสีแดงสดขณะถ่ายอุจจาระ
- 🧻 เลือดติดกระดาษชำระ
- 🚽 เลือดหยดลงโถสุขภัณฑ์
- 🔴 ก้อนริดสีดวงบวม
- 😣 รู้สึกระคายเคืองบริเวณทวารหนัก
หากเป็นริดสีดวงภายนอกที่มีลิ่มเลือดร่วมด้วย ผู้ป่วยอาจมีอาการปวดมากกว่าปกติ
ริดสีดวงแตก ดูแลตัวเองอย่างไร?
หากเลือดออกไม่มากและไม่มีอาการรุนแรง อาจดูแลตนเองเบื้องต้นได้ ดังนี้
- 💧 ดื่มน้ำให้เพียงพอ
- 🥗 รับประทานอาหารที่มีกากใยสูง
- 🚽 หลีกเลี่ยงการเบ่งอุจจาระ
- ♨️ นั่งแช่น้ำอุ่นวันละ 10–15 นาที
- 💊 ใช้ยาตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร
- 🚫 หลีกเลี่ยงการยกของหนักในช่วงที่มีอาการ
การดูแลเหล่านี้ช่วยลดแรงกดต่อก้อนริดสีดวง และลดโอกาสเกิดเลือดออกซ้ำ
เมื่อไรควรรีบพบแพทย์?
แม้ว่าริดสีดวงแตกหลายกรณีจะสามารถหยุดเลือดได้เอง แต่มีบางสถานการณ์ที่ไม่ควรรอดูอาการ เพราะอาจมีภาวะแทรกซ้อน หรือเลือดออกอาจไม่ได้เกิดจากริดสีดวงเพียงอย่างเดียว
ควรรีบพบแพทย์ หากมีอาการดังต่อไปนี้
- 🩸 เลือดออกปริมาณมาก หรือเลือดไหลไม่หยุด
- 🔴 เลือดออกซ้ำหลายครั้งภายในระยะเวลาสั้น
- 😵 หน้ามืด วิงเวียน ใจสั่น หรืออ่อนเพลียผิดปกติ
- 🔥 ปวดรุนแรง ก้อนบวมมาก หรือก้อนเปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำ
- 🌡️ มีไข้ร่วมกับอาการปวดหรือบวม
- 📉 น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
- 🚽 ถ่ายอุจจาระผิดปกติต่อเนื่อง เช่น อุจจาระลำเล็กลง หรือสลับท้องเสียกับท้องผูก
- 👤 อายุ 45 ปีขึ้นไป และมีเลือดออกทางทวารหนักเป็นครั้งแรก
การตรวจเพิ่มเติม เช่น การตรวจทวารหนักหรือการส่องกล้องลำไส้ อาจมีความจำเป็นในบางราย เพื่อแยกโรคอื่นที่อาจเป็นสาเหตุของเลือดออก

ริดสีดวงแตกสามารถป้องกันได้หรือไม่?
แม้จะไม่สามารถป้องกันได้ทั้งหมด แต่สามารถลดโอกาสเกิดเลือดออกหรือการกำเริบได้ด้วยการปรับพฤติกรรม ดังนี้
- 🥗 รับประทานอาหารที่มีกากใยสูงทุกวัน
- 💧 ดื่มน้ำให้เพียงพอ
- 🚽 ไม่เบ่งอุจจาระแรง
- ⏱️ ไม่นั่งบนโถสุขภัณฑ์นานเกิน 5–10 นาที
- 🚶 ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
- ⚖️ ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม
- 💊 ใช้ยาตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร หากมีอาการริดสีดวง
การป้องกันตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ช่วยลดโอกาสเกิดเลือดออกซ้ำ และลดความเสี่ยงที่โรคจะลุกลาม
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ริดสีดวงแตก เลือดจะหยุดเองหรือไม่?
ในหลายกรณี เลือดออกจากริดสีดวงสามารถหยุดได้เองภายในระยะเวลาสั้น ๆ แต่หากเลือดออกมาก หรือไม่หยุด ควรรีบพบแพทย์
ริดสีดวงแตกต้องผ่าตัดหรือไม่?
ไม่จำเป็นเสมอไป
ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถรักษาได้ด้วยการปรับพฤติกรรมและการใช้ยา การผ่าตัดจะพิจารณาเฉพาะผู้ที่มีอาการรุนแรง หรือไม่ตอบสนองต่อการรักษาวิธีอื่น
หากเลือดหยุดแล้ว ยังต้องพบแพทย์หรือไม่?
หากเป็นครั้งแรกที่มีเลือดออกทางทวารหนัก หรือไม่แน่ใจว่าสาเหตุเกิดจากริดสีดวง ควรเข้ารับการตรวจเพื่อยืนยันการวินิจฉัย โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุ 45 ปีขึ้นไป หรือมีปัจจัยเสี่ยงของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่
ริดสีดวงแตกทำให้เสียเลือดมากหรือไม่?
ส่วนใหญ่เลือดออกจากริดสีดวงมีปริมาณไม่มาก แต่หากมีเลือดออกต่อเนื่องเป็นเวลานาน อาจทำให้เกิดภาวะโลหิตจางได้ในบางราย
หลังริดสีดวงแตก ควรงดอาหารอะไรหรือไม่?
ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่ทำให้ท้องผูก และเน้นรับประทานอาหารที่มีกากใยสูง พร้อมดื่มน้ำให้เพียงพอ เพื่อให้อุจจาระนิ่มและลดการเบ่ง
สรุปบทความ
ริดสีดวงแตกไม่ใช่ภาวะอันตรายเสมอไป และมักเกิดจากหลอดเลือดบริเวณก้อนริดสีดวงฉีกขาดจากการเบ่งหรืออุจจาระแข็ง ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถดูแลตนเองเบื้องต้นได้ด้วยการเพิ่มใยอาหาร ดื่มน้ำให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงการเบ่ง และใช้ยาตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร
อย่างไรก็ตาม หากมีเลือดออกมาก เลือดไม่หยุด ปวดรุนแรง หน้ามืด หรือมีอาการผิดปกติอื่นร่วมด้วย ควรรีบพบแพทย์ทันที เพื่อค้นหาสาเหตุและรับการรักษาที่เหมาะสม เพราะเลือดออกทางทวารหนักอาจเกิดจากโรคอื่นนอกเหนือจากริดสีดวงได้

บทความที่เกี่ยวข้อง (Internal Links)
- ริดสีดวงทวารคืออะไร?
- อาการแบบไหนใช่ริดสีดวง?
- ริดสีดวงรักษาอย่างไร?
- ถ่ายเป็นเลือดเกิดจากริดสีดวงหรือมะเร็ง?
- ริดสีดวงมีกี่ระยะ?
- ยารักษาริดสีดวงมีกี่ประเภท?
- Diosmin คืออะไร?
- Diosmin ช่วยรักษาริดสีดวงได้อย่างไร?
References
- American Society of Colon and Rectal Surgeons (ASCRS). Clinical Practice Guidelines for the Management of Hemorrhoids.
- National Institute for Health and Care Excellence (NICE). Haemorrhoids: Diagnosis and Management.
- กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข. แนวทางการดูแลผู้ป่วยโรคริดสีดวงทวาร
- สมาคมศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนักแห่งประเทศไทย. แนวทางเวชปฏิบัติการรักษาโรคริดสีดวงทวาร
Scientific References
- Rivadeneira DE, et al. The American Society of Colon and Rectal Surgeons Clinical Practice Guidelines for the Management of Hemorrhoids. Diseases of the Colon & Rectum.
- Mott T, Latimer K, Edwards C. Hemorrhoids: Diagnosis and Treatment Options. American Family Physician.
- Jacobs D. Clinical Practice. Hemorrhoids. New England Journal of Medicine.
หมายเหตุสำคัญ
ข้อมูลในบทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ด้านสุขภาพแก่ประชาชนทั่วไป ไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัยหรือการรักษาจากแพทย์ได้ หากมีเลือดออกทางทวารหนักมาก เลือดไม่หยุด ปวดรุนแรง หน้ามืด หรือมีอาการผิดปกติอื่นร่วมด้วย ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการตรวจและรักษาอย่างเหมาะสม
เรียบเรียงโดย (Compiled by) www.chulalakpharmacy.com






