ท้องเสียรุนแรงต้องทำอย่างไร? อาการขาดน้ำแบบไหนควรพบแพทย์
ท้องเสียรุนแรงเสี่ยงสูญเสียน้ำและเกลือแร่ โดยเฉพาะเมื่อถ่ายบ่อย อาเจียน ดื่มไม่ได้ ปัสสาวะน้อย เวียนศีรษะ หรือซึม รู้วิธีจิบ ORS ที่ถูกต้อง สัญญาณขาดน้ำ และอาการที่ควรรีบพบแพทย์
ท้องเสียครั้งหนึ่งอาจดูเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา
แต่ถ้าเริ่ม
- ถ่ายเป็นน้ำหลายครั้ง
- อาเจียนร่วมด้วย
- กินหรือดื่มอะไรแทบไม่ได้
- หรือรู้สึกว่า ปากแห้ง ปัสสาวะน้อย เวียนศีรษะ และไม่มีแรง
สิ่งที่ต้องระวังอาจไม่ใช่เพียงว่า “ถ่ายกี่ครั้งแล้ว?” แต่คือ ร่างกายกำลังสูญเสียน้ำและเกลือแร่มากกว่าที่ได้รับกลับเข้าไปหรือไม่
WHO ระบุว่าอันตรายสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของโรคท้องเสียคือ ภาวะขาดน้ำ (dehydration) เพราะร่างกายสูญเสียน้ำและอิเล็กโทรไลต์ เช่น sodium, chloride, potassium และ bicarbonate ผ่านอุจจาระเหลวและอาเจียน หากทดแทนไม่ทันอาจเกิดภาวะขาดน้ำรุนแรงและช็อกได้ (องค์การอนามัยโลก)
ดังนั้นหากท้องเสียมาก สิ่งสำคัญอันดับแรกไม่ใช่การพยายาม “หยุดถ่ายให้เร็วที่สุด” แต่คือ ป้องกันและแก้ภาวะขาดน้ำให้เร็วที่สุด
ท้องเสียแบบไหนเรียกว่า “ท้องเสีย”?
WHO ให้นิยาม diarrhea ว่าเป็นการถ่ายอุจจาระเหลวหรือเป็นน้ำ ตั้งแต่ 3 ครั้งขึ้นไปต่อวัน หรือถ่ายเหลวกว่าปกติของบุคคลนั้นอย่างชัดเจน (องค์การอนามัยโลก)
ท้องเสียแบ่งได้กว้าง ๆ เป็น
Acute watery diarrhea
ท้องเสียเป็นน้ำ เกิดตั้งแต่หลายชั่วโมงจนถึงหลายวัน รวมถึงอหิวาตกโรค
Acute bloody diarrhea
ท้องเสียที่มีเลือด หรือ dysentery
Persistent diarrhea
ท้องเสียต่อเนื่องตั้งแต่ 14 วันขึ้นไป (องค์การอนามัยโลก)
แต่ในชีวิตจริง
ความรุนแรงไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนวันเพียงอย่างเดียว
คนที่ถ่ายเป็นน้ำจำนวนมากภายในไม่กี่ชั่วโมงและอาเจียนร่วมด้วย อาจสูญเสียน้ำอย่างรวดเร็วได้
ทำไมท้องเสียรุนแรงถึงอันตราย?
ทุกครั้งที่ถ่ายเป็นน้ำ ร่างกายไม่ได้เสียเพียง
“น้ำ”
แต่เสีย
น้ำ + Sodium + Chloride + Potassium + Bicarbonate
พร้อมกัน
หากมีอาเจียนร่วมด้วย การสูญเสียจะยิ่งเพิ่มขึ้น
เมื่อร่างกายชดเชยไม่ทัน ปริมาตรเลือดหมุนเวียนอาจลดลง ทำให้เกิด
กระหายน้ำ
↓
ปัสสาวะน้อย
↓
อ่อนเพลีย เวียนศีรษะ
↓
ความดันลด
↓
เลือดไปเลี้ยงอวัยวะไม่เพียงพอ
↓
ช็อก
ในภาวะขาดน้ำรุนแรง
WHO ระบุว่าผู้ที่มี severe dehydration อาจมีอาการ ซึมหรือหมดสติ ตาลึก ดื่มไม่ได้หรือดื่มได้น้อยมาก และผิวหนังเมื่อหยิกแล้วคืนตัวช้ามาก (องค์การอนามัยโลก)

ท้องเสียรุนแรง สิ่งแรกที่ควรทำคืออะไร?
ถ้ายังรู้สึกตัวดีและสามารถดื่มได้ สิ่งสำคัญที่สุดคือ เริ่มทดแทนน้ำและเกลือแร่ทันที โดยเฉพาะ ORS หรือ Oral Rehydration Salts
WHO ระบุว่า ORS เป็นการรักษาหลักสำหรับภาวะสูญเสียน้ำจากท้องเสีย โดยสารละลายประกอบด้วยน้ำ น้ำตาล และเกลือแร่ในสัดส่วนที่เหมาะสม และสามารถถูกดูดซึมในลำไส้เล็กเพื่อทดแทนน้ำและอิเล็กโทรไลต์ที่สูญเสียไป (องค์การอนามัยโลก)
จุดสำคัญคือ
ORS ไม่ได้มีหน้าที่หยุดถ่ายโดยตรง แต่มีหน้าที่ป้องกันและรักษาภาวะขาดน้ำ
ซึ่งเป็นหนึ่งในภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายที่สุดของท้องเสีย
ORS ต่างจากเครื่องดื่มเกลือแร่สำหรับออกกำลังกายอย่างไร?
ไม่ควรเหมารวมว่าเครื่องดื่มที่เขียนว่า
“Electrolyte”
ทุกชนิดใช้แทน ORS ได้เหมือนกัน
ORS ถูกออกแบบให้มีสัดส่วนของ
glucose + sodium + electrolytes
ที่เหมาะกับกลไกการดูดซึมน้ำในลำไส้ระหว่างภาวะท้องเสีย
ส่วนเครื่องดื่มสำหรับการออกกำลังกายถูกออกแบบมาเพื่อทดแทนน้ำและเกลือแร่จากเหงื่อ ไม่ได้มีองค์ประกอบเหมือน ORS
ดังนั้นถ้าท้องเสียมากและต้องการทดแทนสารน้ำ
ควรเลือกผลิตภัณฑ์ ORS สำหรับภาวะท้องเสีย
และผสมตามปริมาณน้ำที่ระบุบนฉลากอย่างถูกต้อง
ผง ORS ควรผสมอย่างไร?
หลักสำคัญที่สุดคือ
ผสมตามปริมาณน้ำที่ระบุบนซองของผลิตภัณฑ์นั้น
ไม่ควรเดาปริมาณน้ำเอง
และไม่ควร
ใส่ผงมากขึ้นเพื่อให้เข้มข้น
หรือ
ใส่น้ำน้อยลงเพื่อให้ได้เกลือแร่มากขึ้น
เพราะจะทำให้ความเข้มข้นของสารละลายผิดจากที่ออกแบบไว้
นอกจากนี้ไม่ควรเติม
น้ำตาล
น้ำหวาน
หรือส่วนผสมอื่นเพิ่มเติม
ลงใน ORS ที่เตรียมแล้ว
ถ้าดื่มแล้วอาเจียน ควรทำอย่างไร?
หากยังสามารถดื่มได้
ไม่จำเป็นต้องพยายามดื่มครั้งละมาก ๆ
ให้ใช้วิธี จิบทีละน้อย แต่จิบบ่อย
NHS แนะนำว่าหากมีคลื่นไส้หรืออาเจียน ให้ดื่มของเหลวทีละน้อยเป็นจิบเล็ก ๆ เพื่อช่วยให้ร่างกายรับสารน้ำได้ง่ายขึ้น (nhs.uk)
ในเด็กอาจใช้ช้อนหรืออุปกรณ์ป้อนทีละน้อยและให้บ่อยขึ้น
แต่ถ้า
อาเจียนทุกครั้งที่ดื่ม จนไม่สามารถเก็บน้ำหรือ ORS ไว้ได้
ไม่ควรพยายามรักษาเองต่อเป็นเวลานาน เพราะความเสี่ยงขาดน้ำจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
NIDDK แนะนำให้พบแพทย์หากไม่สามารถดื่มของเหลวหรือ ORS ได้เพียงพอเพื่อป้องกัน dehydration (NIDDK)
อาการขาดน้ำระยะแรกเป็นอย่างไร?
อาการที่ควรเริ่มสังเกต ได้แก่
กระหายน้ำมากกว่าปกติ
ปากแห้ง
ปัสสาวะน้อยลง
ปัสสาวะสีเข้ม
อ่อนเพลีย
เวียนศีรษะ
โดยเฉพาะเวลาเปลี่ยนท่าจากนั่งหรือนอนเป็นยืน
NIDDK ระบุว่า dehydration ในผู้ใหญ่สามารถทำให้เกิด กระหายน้ำมาก ปากแห้ง ปัสสาวะน้อย ปัสสาวะสีเข้ม อ่อนเพลีย ตาลึก ผิวคืนตัวช้า เวียนศีรษะหรือเป็นลม (NIDDK)
หากเริ่มมีอาการเหล่านี้
ไม่ควรรอให้
“ถ่ายหยุดเองก่อน”
แต่ควรเริ่มทดแทนสารน้ำทันที
ปัสสาวะน้อยเป็นสัญญาณสำคัญหรือไม่?
สำคัญมาก
เมื่อร่างกายเริ่มขาดน้ำ ไตจะพยายามรักษาน้ำไว้
จึงทำให้
ปัสสาวะออกน้อยลง
และมัก
มีสีเข้มขึ้น
ดังนั้นในคนที่ท้องเสียมาก
อย่าดูเฉพาะจำนวนครั้งที่ถ่าย
ควรถามตัวเองด้วยว่า
“วันนี้ปัสสาวะน้อยลงจากปกติหรือไม่?”
ถ้าถ่ายเป็นน้ำจำนวนมากร่วมกับ
ปัสสาวะน้อยมาก
ปากแห้งมาก
อ่อนแรง
หรือ
เวียนศีรษะ
ควรระวังภาวะขาดน้ำอย่างจริงจัง (NIDDK)
อาการแบบไหนเริ่มเสี่ยง “ขาดน้ำรุนแรง”?
สัญญาณที่น่ากังวลมากขึ้น ได้แก่
ซึม
อ่อนแรงมาก
สับสน
ดื่มไม่ได้
ดื่มได้น้อยมาก
ตาลึก
ปัสสาวะน้อยมาก
เวียนศีรษะมากหรือเป็นลม
และมีลักษณะการไหลเวียนเลือดไม่เพียงพอ
WHO จัด severe dehydration ในเด็กจากการมีอย่างน้อย 2 อาการสำคัญ เช่น ซึมหรือหมดสติ ตาลึก ดื่มไม่ได้/ดื่มได้น้อย และ skin pinch คืนตัวช้ามาก และระบุว่าภาวะ severe dehydration หรือ shock อาจจำเป็นต้องได้รับสารน้ำทางหลอดเลือดดำ (องค์การอนามัยโลก)
ดังนั้น
ถ้าคนท้องเสียเริ่มซึม ดื่มไม่ได้ หรือมีอาการคล้ายจะเป็นลม ไม่ควรรักษาด้วย ORS ที่บ้านเพียงอย่างเดียว

ถ่ายวันละกี่ครั้งถึงเรียกว่ารุนแรง?
ไม่มีตัวเลขเดียวที่ใช้ตัดสินทุกคน
เพราะการขาดน้ำขึ้นกับทั้ง
ปริมาณอุจจาระแต่ละครั้ง
จำนวนครั้ง
มีอาเจียนหรือไม่
ดื่มชดเชยได้มากแค่ไหน
อายุ
และโรคประจำตัว
อย่างไรก็ตาม NIDDK ระบุว่าในผู้ใหญ่ การถ่ายเหลว ตั้งแต่ 6 ครั้งขึ้นไปในหนึ่งวัน เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ควรพบแพทย์ทันที โดยเฉพาะเมื่อมีอาการอื่นร่วมด้วย (NIDDK)
จึงไม่ควรคิดว่า
“ถ้ายังไม่ถึง 10 ครั้ง ยังไม่รุนแรง”
คนที่ถ่าย 5–6 ครั้งแต่มีอาเจียนตลอดและดื่มไม่ได้ อาจเสี่ยงขาดน้ำมากกว่าคนที่ถ่ายมากกว่าแต่ยังดื่มชดเชยได้ดี
ท้องเสียมีเลือด ต้องระวังอะไร?
หากอุจจาระมี
เลือดสด
เลือดปนมูก
หนอง
หรือ
ดำเหมือนยางมะตอย
ไม่ควรมองว่าเป็นท้องเสียธรรมดา
WHO แยก acute bloody diarrhea เป็นอีกกลุ่มหนึ่ง และแนะนำให้ปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์เมื่อมีเลือดในอุจจาระ (องค์การอนามัยโลก)
NIDDK ก็แนะนำให้พบแพทย์ทันทีเมื่ออุจจาระมี เลือด หนอง หรือดำคล้ายยางมะตอย (NIDDK)
เพราะอาจเกี่ยวข้องกับ
การติดเชื้อแบคทีเรียบางชนิด
ลำไส้อักเสบ
เลือดออกในระบบทางเดินอาหาร
หรือสาเหตุอื่นที่ต้องประเมินเพิ่มเติม
ถ่ายเป็นน้ำปริมาณมากเหมือนน้ำ ต้องระวังอหิวาตกโรคไหม?
ท้องเสียเป็นน้ำอย่างมากและรวดเร็วเป็นลักษณะที่ต้องให้ความสำคัญกับ dehydration เป็นพิเศษ
WHO จัด cholera อยู่ในกลุ่ม acute watery diarrhea และในรายรุนแรงสามารถทำให้สูญเสียน้ำและอิเล็กโทรไลต์จำนวนมากอย่างรวดเร็ว (องค์การอนามัยโลก)
แต่ไม่ควรวินิจฉัยอหิวาตกโรคจากลักษณะอุจจาระด้วยตัวเองเพียงอย่างเดียว
หากมี
ถ่ายเป็นน้ำปริมาณมากมาก
ถ่ายต่อเนื่อง
อาเจียน
และเริ่มมี
กระหายน้ำมาก อ่อนแรง ปัสสาวะน้อย หรือดื่มชดเชยไม่ทัน
ควรได้รับการประเมินโดยเร็ว
เพราะไม่ว่าจะเกิดจากเชื้อชนิดใด
การสูญเสียน้ำอย่างรวดเร็วเป็นปัญหาที่ต้องแก้ก่อน
ท้องเสียกินแต่น้ำเปล่าได้ไหม?
ถ้าท้องเสียเพียงเล็กน้อย น้ำเปล่ามีส่วนช่วยทดแทนน้ำได้
แต่เมื่อท้องเสียมาก ร่างกายไม่ได้สูญเสียเพียงน้ำ
แต่เสีย electrolytes ไปด้วย
WHO จึงแนะนำ ORS สำหรับการรักษาภาวะสูญเสียน้ำจาก diarrhea เพราะช่วยทดแทนทั้งน้ำและเกลือแร่ (องค์การอนามัยโลก)
ดังนั้นในภาวะที่ถ่ายเหลวหลายครั้ง
ORS มีบทบาทมากกว่าการดื่มน้ำเปล่าเพียงอย่างเดียว
โดยเฉพาะเมื่อเริ่มมีสัญญาณ dehydration
น้ำอัดลม น้ำหวาน หรือน้ำผลไม้ใช้แทน ORS ได้ไหม?
ไม่ควรใช้แทน ORS
NHS แนะนำให้หลีกเลี่ยง fruit juice และ fizzy drinks ในช่วงท้องเสีย เพราะสามารถทำให้อาการท้องเสียแย่ลงได้ (nhs.uk)
เครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูงมากอาจเพิ่ม osmotic load ภายในลำไส้และไม่ได้ให้สัดส่วน sodium/glucose แบบเดียวกับ ORS
หากต้องการป้องกัน dehydration จากท้องเสีย
ให้เลือก
ORS ที่ผลิตสำหรับการทดแทนน้ำและเกลือแร่จาก diarrhea
มากกว่าการใช้น้ำหวานแทน
ท้องเสียควรงดอาหารหรือไม่?
โดยทั่วไป ไม่จำเป็นต้องอดอาหาร
WHO แนะนำให้ยังคงให้อาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการระหว่าง episode ของ diarrhea และในเด็กควรให้นมแม่ต่อเนื่อง (องค์การอนามัยโลก)
สำหรับผู้ใหญ่
หากยังรับประทานได้
สามารถรับประทานอาหารตามที่ร่างกายรับไหว
โดยอาจเลือกอาหารที่ย่อยง่ายและไม่หนักมาก
NHS แนะนำให้กินเมื่อรู้สึกว่าสามารถกินได้ และอาจหลีกเลี่ยงอาหาร มันหรือเผ็ด ในช่วงที่ยังมีอาการ (nhs.uk)
สิ่งสำคัญกว่าการพยายามกินอาหารปริมาณมากคือ
ต้องรักษาปริมาณสารน้ำให้เพียงพอ
เด็กท้องเสียควรงดนมหรือไม่?
ไม่ควรงดนมแม่
WHO แนะนำให้ ให้นมแม่ต่อเนื่อง ระหว่างเด็กมี diarrhea เพื่อช่วยทั้งด้านสารน้ำและโภชนาการ (องค์การอนามัยโลก)
NHS ก็แนะนำให้เด็กกินนมแม่หรือนมขวดต่อ โดยหากอาเจียนอาจใช้วิธีให้ปริมาณน้อยลงแต่บ่อยขึ้น (nhs.uk)
เด็กเล็กมีความเสี่ยง dehydration เร็วกว่าผู้ใหญ่ จึงต้องติดตาม
จำนวนปัสสาวะ
ความตื่นตัว
การกินนม
และ
ความสามารถในการดื่ม
อย่างใกล้ชิด
เด็กขาดน้ำดูอย่างไร?
อาการสำคัญ ได้แก่
ปากแห้ง
ร้องไห้ไม่มีน้ำตา
ปัสสาวะน้อย
ผ้าอ้อมเปียกน้อยลง
ตาหรือแก้มดูลึก
ไม่มีแรง
หรือ
ซึม
NIDDK ระบุว่าเด็กที่ขาดน้ำอาจมี thirst, urination ลดลงหรือไม่มีผ้าอ้อมเปียกตั้งแต่ 3 ชั่วโมงขึ้นไป, ไม่มีแรง, ปากแห้ง, ร้องไห้ไม่มีน้ำตา และตาหรือแก้มลึก (NIDDK)
เด็กทารกและเด็กเล็กสามารถขาดน้ำรุนแรงได้เร็ว
ดังนั้นหากเด็ก
ดื่มไม่ได้
กินนมน้อยลงชัดเจน
อาเจียนตลอด
ซึม
หรือ
ปัสสาวะลดลง
ควรพบแพทย์เร็วกว่าในผู้ใหญ่
เด็กท้องเสียควรได้รับ Zinc หรือไม่?
WHO แนะนำ zinc supplementation สำหรับเด็กที่มี diarrhea โดย
อายุต่ำกว่า 6 เดือน: 10 mg/วัน
อายุ 6 เดือนขึ้นไป: 20 mg/วัน
เป็นเวลา 10–14 วัน โดย zinc สามารถช่วยลดระยะเวลาและความรุนแรงของ diarrhea ได้ (องค์การอนามัยโลก)
อย่างไรก็ตาม
Zinc ไม่ใช่สิ่งทดแทน ORS
การรักษาหลักของ dehydration ยังคงเป็นการทดแทนน้ำและอิเล็กโทรไลต์
และขนาด zinc สำหรับเด็กควรเลือกผลิตภัณฑ์และใช้ให้เหมาะสมกับอายุภายใต้คำแนะนำของบุคลากรทางการแพทย์
ท้องเสียควรกินยาหยุดถ่ายทันทีไหม?
ไม่ใช่ทุกกรณี
ยาลดการเคลื่อนไหวของลำไส้ เช่น loperamide สามารถมีบทบาทในผู้ใหญ่บางรายที่มี acute watery diarrhea และไม่มีข้อห้าม
แต่ไม่ควรใช้เพียงเพราะต้องการ
“หยุดถ่ายให้เร็วที่สุด”
โดยไม่ประเมินลักษณะอาการ
โดยเฉพาะหากมี
ไข้สูง
เลือดในอุจจาระ
อาการรุนแรง
หรือสงสัย invasive infection
ควรประเมินสาเหตุก่อน
NHS ระบุว่าเภสัชกรอาจแนะนำ loperamide สำหรับหยุดท้องเสียชั่วคราวในผู้ที่เหมาะสม แต่ไม่เหมาะสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปีตามคำแนะนำของ NHS (nhs.uk)
และไม่ว่ายาหยุดถ่ายจะถูกใช้หรือไม่
สิ่งที่ไม่ควรละเลยคือ ORS และการประเมินภาวะขาดน้ำ
ท้องเสียต้องกินยาปฏิชีวนะหรือไม่?
ไม่ใช่ทุกคนต้องใช้
ท้องเสียเฉียบพลันสามารถเกิดจาก
ไวรัส
แบคทีเรีย
ปรสิต
หรือสาเหตุที่ไม่ใช่การติดเชื้อ
การซื้อ antibiotic กินเองจึงอาจ
ไม่ช่วย
เกิดผลข้างเคียง
และเพิ่มปัญหา
เชื้อดื้อยา
WHO เน้นการรักษาหลักด้วย rehydration และการประเมินเพิ่มเติมเมื่อมีเลือดในอุจจาระ persistent diarrhea หรือ dehydration มากกว่าการใช้ antibiotic กับ diarrhea ทุกกรณี (องค์การอนามัยโลก)
หากมีไข้สูง ถ่ายเป็นมูกเลือด อาการรุนแรง หรือมีประวัติการเดินทาง/อาหารเสี่ยง ควรให้แพทย์ประเมินว่าจำเป็นต้องตรวจอุจจาระหรือใช้ antimicrobial หรือไม่
ถ้าท้องเสียหลังใช้ยาปฏิชีวนะ ต้องระวังอะไร?
ถ้าท้องเสียเกิดระหว่างหรือหลังใช้ antibiotic
โดยเฉพาะถ้า
ถ่ายมาก
ปวดท้อง
มีไข้
หรืออาการรุนแรงขึ้น
ควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรว่าเพิ่งใช้ยาปฏิชีวนะ
เพราะ antibiotic-associated diarrhea มีตั้งแต่อาการไม่รุนแรงจนถึงการติดเชื้อ Clostridioides difficile (C. difficile) ซึ่งต้องใช้การประเมินและการรักษาเฉพาะ
ไม่ควรแก้ปัญหาด้วยการซื้อยาปฏิชีวนะอีกตัวเพิ่มเอง

ผู้สูงอายุท้องเสีย ทำไมต้องระวังมากเป็นพิเศษ?
ผู้สูงอายุมีโอกาสเกิด dehydration และภาวะแทรกซ้อนได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่
- ดื่มน้ำได้น้อย
- มีโรคไต
- โรคหัวใจ
- เบาหวาน
หรือใช้ยาบางชนิด
NIDDK จัด older adults รวมถึงหญิงตั้งครรภ์ ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง และผู้ที่มีโรคประจำตัว เป็นกลุ่มที่ควรได้รับการประเมินเร็วขึ้นเมื่อมีอาการ gastroenteritis หรือ food poisoning (NIDDK)
ในผู้ที่มีโรคหัวใจหรือไต
การทดแทนสารน้ำอาจต้องคำนึงถึงข้อจำกัดของโรคเดิมด้วย จึงไม่ควรดื่มสารน้ำปริมาณมากผิดปกติโดยไม่ประเมินความเหมาะสม
อาการแบบไหนควรพบแพทย์?
สำหรับผู้ใหญ่ ควรพบแพทย์เร็วขึ้นหากมีอาการต่อไปนี้
- มีสัญญาณขาดน้ำ เช่น ปากแห้งมาก ปัสสาวะน้อย ปัสสาวะเข้ม เวียนศีรษะ หรือเป็นลม
- ดื่มน้ำหรือ ORS ไม่ได้เพียงพอ
- อาเจียนบ่อยจนเก็บน้ำไว้ไม่ได้
- ถ่ายเหลวประมาณ 6 ครั้งขึ้นไปในหนึ่งวัน
- มีไข้สูง
- ปวดท้องหรือปวดบริเวณทวารรุนแรง
- อุจจาระมีเลือด หนอง หรือดำเหมือนยางมะตอย
- อ่อนเพลียมาก ซึม หรือสับสน
- ท้องเสียไม่ดีขึ้นหรือเป็นต่อเนื่องหลายวัน
- เป็นผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือมีโรคประจำตัวสำคัญ
NIDDK แนะนำให้ผู้ใหญ่ที่มีอาการเหล่านี้เข้ารับการประเมิน โดยเฉพาะ dehydration, frequent vomiting, ≥6 loose stools/day, high fever, severe abdominal/rectal pain หรือ bloody/black stools (NIDDK)
อาการแบบไหนควรไปโรงพยาบาลทันที?
หากมีลักษณะของ severe dehydration หรือภาวะฉุกเฉิน ไม่ควรรอรักษาเองที่บ้าน
โดยเฉพาะ
ซึม สับสน หรือไม่ตอบสนองตามปกติ
หมดสติหรือเป็นลม
ดื่มไม่ได้
อาเจียนต่อเนื่องจนไม่สามารถเก็บสารน้ำได้
ปัสสาวะน้อยมากร่วมกับอ่อนแรงหรือเวียนศีรษะมาก
ปวดท้องรุนแรงอย่างฉับพลัน
เลือดออกมาก
ผู้ที่มี severe dehydration หรือ shock อาจต้องได้รับ intravenous fluids หรือสารน้ำทางหลอดเลือดดำ แทนการดื่ม ORS เพียงอย่างเดียว (องค์การอนามัยโลก)
NHS ยังแนะนำให้เข้ารับการรักษาฉุกเฉินหากมี confusion ไม่ตอบสนองตามปกติ หายใจลำบากรุนแรง หรือปวดท้องอย่างรุนแรงเฉียบพลัน (nhs.uk)
ถ้าท้องเสียแต่ยังดื่ม ORS ได้ ควรสังเกตอะไรต่อ?
อย่าดูเพียงว่า
“วันนี้ถ่ายน้อยลงหรือยัง”
ให้ติดตามพร้อมกันว่า
ดื่มได้มากขึ้นหรือไม่
ปัสสาวะกลับมาใกล้เคียงปกติหรือไม่
ปัสสาวะสีอ่อนลงหรือไม่
เวียนศีรษะลดลงหรือไม่
อ่อนเพลียน้อยลงหรือไม่
ยังมีไข้หรือไม่
มีเลือดในอุจจาระหรือไม่
เพราะเป้าหมายของการดูแลไม่ได้มีเพียงลดจำนวนครั้งของ diarrhea
แต่ต้องทำให้
fluid balance กลับมาเพียงพอ
หากดื่ม ORS แล้วอาการ dehydration ยังไม่ดีขึ้น ควรได้รับการประเมินเพิ่มเติม (NIDDK)
ป้องกันท้องเสียจากการติดเชื้อได้อย่างไร?
โรคท้องเสียจำนวนมากแพร่ผ่าน
อาหาร
น้ำ
และการปนเปื้อนจากอุจจาระ
WHO แนะนำมาตรการสำคัญ เช่น
ใช้น้ำดื่มที่ปลอดภัย
ล้างมือด้วยสบู่
รักษาสุขอนามัยอาหาร
ใช้ระบบสุขาภิบาลที่เหมาะสม
และในเด็ก การได้รับ rotavirus vaccine เป็นหนึ่งในมาตรการป้องกันโรคท้องเสียบางชนิด (องค์การอนามัยโลก)
โดยเฉพาะช่วงที่มีสมาชิกในบ้านท้องเสีย
ควรให้ความสำคัญกับ
การล้างมือหลังเข้าห้องน้ำ
และ
ก่อนเตรียมหรือรับประทานอาหาร
เพื่อลดการแพร่เชื้อภายในครอบครัว
FAQ
ท้องเสียรุนแรงควรทำอะไรเป็นอันดับแรก?
หากยังรู้สึกตัวดีและดื่มได้ ให้เริ่ม ORS เพื่อทดแทนน้ำและเกลือแร่ โดยเร็ว และประเมินสัญญาณ dehydration ไปพร้อมกัน WHO ระบุว่า ORS เป็นหัวใจสำคัญของการรักษาภาวะสูญเสียน้ำจาก diarrhea (องค์การอนามัยโลก)
ท้องเสียกี่ครั้งควรไปหาหมอ?
จำนวนครั้งอย่างเดียวไม่สามารถบอกความรุนแรงทั้งหมดได้ แต่ NIDDK ระบุว่าในผู้ใหญ่ ถ่ายเหลวตั้งแต่ 6 ครั้งขึ้นไปในหนึ่งวัน เป็นหนึ่งในสัญญาณที่ควรพบแพทย์ โดยเฉพาะหากมีอาเจียน ไข้สูง เลือดในอุจจาระ หรือ dehydration ร่วมด้วย (NIDDK)
อาการขาดน้ำดูอย่างไร?
อาการเริ่มต้น ได้แก่ กระหายน้ำ ปากแห้ง ปัสสาวะน้อย ปัสสาวะสีเข้ม อ่อนเพลียและเวียนศีรษะ หากรุนแรงขึ้นอาจมีตาลึก ซึม ดื่มไม่ได้ เป็นลม หรือเกิด shock (องค์การอนามัยโลก)
ท้องเสียควรดื่มน้ำเปล่าหรือเกลือแร่?
ควรดื่มสารน้ำให้เพียงพอ แต่หากถ่ายมาก ORS เหมาะสำหรับทดแทนน้ำและอิเล็กโทรไลต์ที่สูญเสียจาก diarrhea มากกว่าน้ำเปล่าเพียงอย่างเดียว (องค์การอนามัยโลก)
ท้องเสียกินยาหยุดถ่ายได้ไหม?
ผู้ใหญ่บางรายสามารถใช้ยาลดอาการได้ แต่ไม่เหมาะกับทุกสถานการณ์ โดยเฉพาะเมื่อมีไข้สูง เลือดในอุจจาระ หรือสงสัยการติดเชื้อรุนแรง ควรประเมินสาเหตุก่อน และไม่ควรใช้ยาหยุดถ่ายแทน ORS
Summary
เวลาท้องเสียรุนแรง สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญอันดับแรกคือ
“ร่างกายกำลังขาดน้ำหรือไม่?”
เพราะทุกครั้งที่ถ่ายเป็นน้ำ ร่างกายสูญเสียทั้ง
น้ำ + Sodium + Chloride + Potassium + Bicarbonate
และถ้ามีอาเจียนร่วมด้วย การสูญเสียจะยิ่งเร็วขึ้น (องค์การอนามัยโลก)
หากยังรู้สึกตัวดีและดื่มได้
ควรเริ่ม
ORS หรือ Oral Rehydration Salts
โดยผสมตามปริมาณน้ำที่ระบุบนผลิตภัณฑ์ และถ้าคลื่นไส้ให้ใช้วิธี จิบทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง
แต่ถ้าเริ่มมี
ปากแห้งมาก
ปัสสาวะน้อยหรือสีเข้ม
อ่อนเพลีย
เวียนศีรษะ
แสดงว่าควรเฝ้าระวัง dehydration มากขึ้น (NIDDK)
และถ้ามี
ซึม / สับสน / ดื่มไม่ได้ / อาเจียนจนเก็บน้ำไม่ได้ / เป็นลม / ปัสสาวะน้อยมาก
ไม่ควรรอให้ท้องเสียหยุดเอง เพราะอาจเข้าสู่ severe dehydration และอาจต้องได้รับสารน้ำทางหลอดเลือดดำ (องค์การอนามัยโลก)
นอกจากนี้ควรพบแพทย์เร็วขึ้นหาก
- ถ่ายเหลวบ่อยมาก
- มีไข้สูง
- ปวดท้องรุนแรง
- มีเลือดหรือหนองในอุจจาระ
หรือเป็นกลุ่มเสี่ยง เช่น
เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ ผู้มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือมีโรคประจำตัวสำคัญ (NIDDK)
ดังนั้นเมื่อท้องเสียมาก
อย่าถามเพียงว่า “มียาอะไรหยุดถ่าย?” แต่ควรถามก่อนว่า “ยังดื่มได้ไหม? ปัสสาวะยังออกดีไหม? เริ่มมีสัญญาณขาดน้ำหรือยัง?”
เพราะการรักษาภาวะขาดน้ำให้ทันเวลาอาจสำคัญกว่าการหยุดจำนวนครั้งของการถ่ายเสียอีก

หมายเหตุสำคัญ
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับอาการท้องเสียและภาวะขาดน้ำ ไม่สามารถใช้แทนการตรวจวินิจฉัยโดยแพทย์ได้
ท้องเสียมีหลายสาเหตุ ตั้งแต่การติดเชื้อไวรัส แบคทีเรีย ปรสิต อาหาร ยา ไปจนถึงโรคของระบบทางเดินอาหาร การใช้ยาหยุดถ่ายหรือยาปฏิชีวนะจึงต้องพิจารณาตามสาเหตุและความเหมาะสม ไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะรับประทานเองทุกครั้งที่ท้องเสีย
หากมี ซึม สับสน หมดสติ ดื่มไม่ได้ อาเจียนต่อเนื่อง ปัสสาวะน้อยมาก อ่อนแรงหรือเวียนศีรษะมาก ปวดท้องรุนแรง หรือสงสัยภาวะขาดน้ำรุนแรง ควรเข้ารับการประเมินทางการแพทย์โดยเร็ว
เรียบเรียงโดย: www.chulalakpharmacy.com
References
- World Health Organization (WHO). Diarrhoeal disease. ข้อมูลการสูญเสียน้ำและอิเล็กโทรไลต์ การแบ่งระดับ dehydration การรักษาด้วย ORS และข้อบ่งชี้ในการใช้ intravenous fluids ใน severe dehydration. (องค์การอนามัยโลก)
- World Health Organization (WHO). Diarrhoea – Health Topics. ข้อมูล acute watery diarrhea, bloody diarrhea, persistent diarrhea และบทบาทของ ORS ในการป้องกันภาวะแทรกซ้อนจาก dehydration. (องค์การอนามัยโลก)
- World Health Organization (WHO). Zinc supplementation in the management of diarrhoea. คำแนะนำ zinc 10 mg/day ในทารกอายุต่ำกว่า 6 เดือน และ 20 mg/day ในเด็กอายุ 6 เดือนขึ้นไป เป็นเวลา 10–14 วัน. (องค์การอนามัยโลก)
- National Institute of Diabetes and Digestive and Kidney Diseases (NIDDK). Symptoms & Causes of Viral Gastroenteritis. ข้อมูลอาการ dehydration ในผู้ใหญ่และเด็ก รวมถึงสัญญาณที่ควรพบแพทย์. (NIDDK)
- NIDDK. Symptoms & Causes of Food Poisoning. ข้อมูล warning signs ได้แก่ frequent vomiting, ≥6 loose stools/day, bloody/black stools, severe pain และ dehydration. (NIDDK)
- NHS. Diarrhoea and vomiting. แนวทางดื่มสารน้ำทีละน้อยเมื่อคลื่นไส้ การใช้ oral rehydration powder การรับประทานอาหาร และสัญญาณที่ควรได้รับการประเมินเร่งด่วน. (nhs.uk)






