ริดสีดวงหายเองได้ไหม? ใช้ยากี่วันไม่ดีขึ้นควรไปพบแพทย์

ริดสีดวงหายเองได้ไหม? ใช้ยากี่วันไม่ดีขึ้นควรพบแพทย์

ริดสีดวงหายเองได้ไหม? อาการแบบไหนดูแลตัวเองได้ ยาทา ยาเหน็บช่วยอะไร ใช้กี่วันควรดีขึ้น และเมื่อไรเลือดออก ปวดมาก หรือมีก้อนควรไปพบแพทย์

มีก้อนยื่นออกมาตอนถ่าย มีเลือดสดติดกระดาษชำระ หรือรู้สึกคันและระคายเคืองบริเวณทวารหนัก หลายคนเมื่อเริ่มมีอาการริดสีดวงมักคิดว่า “เดี๋ยวก็คงหายเอง” บางคนเลือกซื้อยาทา ยาเหน็บ หรือยารับประทานมาใช้ก่อน แล้วรอดูว่าอาการจะดีขึ้นหรือไม่

คำถามที่สำคัญคือ ริดสีดวงสามารถหายเองได้จริงหรือไม่? และถ้าใช้ยาแล้ว “ต้องรอกี่วัน ถ้ายังไม่ดีขึ้นถึงควรไปพบแพทย์?”

คำตอบคือ ริดสีดวงที่อาการไม่รุนแรงจำนวนมากสามารถดีขึ้นได้จากการปรับพฤติกรรมและการรักษาเบื้องต้น โดยเฉพาะเมื่อแก้ปัจจัยที่ทำให้เกิดแรงดันบริเวณทวารหนัก เช่น ท้องผูก เบ่งถ่าย นั่งห้องน้ำนาน หรืออุจจาระแข็ง

แต่ถ้าดูแลตัวเองหรือใช้ยาประมาณ 1 สัปดาห์แล้วอาการไม่ดีขึ้น ควรเข้ารับการประเมิน เพราะอาจไม่ใช่ริดสีดวงธรรมดา หรืออาจเป็นริดสีดวงที่ต้องรักษาด้วยวิธีอื่นมากกว่าการใช้ยาเพียงอย่างเดียว NIDDK – Treatment of Hemorrhoids


ก่อนอื่น ริดสีดวงคืออะไร?

ริดสีดวงทวารเกิดจากหลอดเลือดและเนื้อเยื่อบริเวณทวารหนักและไส้ตรงส่วนล่างมีการโป่งพองหรือเคลื่อนตัวผิดปกติ โดยแบ่งหลัก ๆ เป็น 2 กลุ่ม คือ

ริดสีดวงภายใน (Internal hemorrhoids) เกิดภายในช่องทวาร มักไม่เจ็บ แต่สามารถมีเลือดสดออกหลังถ่าย และถ้าเป็นมากขึ้นอาจมีก้อนยื่นออกมาจากทวาร

ริดสีดวงภายนอก (External hemorrhoids) เกิดบริเวณใต้ผิวหนังรอบปากทวาร มักทำให้คัน บวม เจ็บ หรือรู้สึกเป็นก้อนบริเวณปากทวาร

หากมีลิ่มเลือดเกิดขึ้นภายในริดสีดวงภายนอก จะเรียกว่า thrombosed hemorrhoid ซึ่งมักมีลักษณะเป็นก้อนบวมแข็ง สีคล้ำ และปวดมากอย่างชัดเจน Mayo Clinic – Hemorrhoids: Symptoms and Causes


แล้วริดสีดวงหายเองได้ไหม?

ต้องแยกคำว่า “อาการหาย” ออกจากคำว่า “ริดสีดวงหายไปทั้งหมด”

ในริดสีดวงที่อาการไม่มาก เช่น

  • มีเลือดสดเล็กน้อยหลังถ่าย
  • คันหรือระคายเคืองเล็กน้อย
  • มีก้อนยื่นออกมาเฉพาะตอนถ่ายแล้วกลับเข้าเอง
  • ไม่มีอาการปวดรุนแรง
  • ไม่มีเลือดออกมาก

อาการสามารถดีขึ้นได้ด้วยการลดแรงกดและแรงเบ่งบริเวณทวารหนัก

NIDDK ระบุว่าริดสีดวงจำนวนมากสามารถดูแลเบื้องต้นได้ที่บ้าน ด้วยการเพิ่มใยอาหาร ดื่มน้ำให้เพียงพอ ทำให้อุจจาระนุ่ม หลีกเลี่ยงการเบ่งและการนั่งห้องน้ำนาน รวมถึงใช้ยาเพื่อบรรเทาอาการในกรณีที่จำเป็น NIDDK – Hemorrhoids

ดังนั้น ในภาษาที่เข้าใจง่ายคือ ริดสีดวงบางราย “อาการสงบลงเองได้” หากแก้สาเหตุที่กระตุ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าหลอดเลือดและเนื้อเยื่อที่เคยโป่งจะกลับมาเหมือนเดิมทุกกรณี

โดยเฉพาะริดสีดวงที่มีก้อนยื่นมากหรือมีอาการเป็นซ้ำบ่อย อาจยังคงมีเนื้อเยื่อริดสีดวงอยู่ แม้อาการปวด เลือดออก หรือบวมจะลดลงแล้วก็ตาม


ระยะไหนมีโอกาสดูแลด้วยยาและพฤติกรรมได้?

สำหรับ ริดสีดวงภายใน มักแบ่งเป็น 4 ระยะตามลักษณะของก้อนที่ยื่นออกมา

ระยะ 1
ริดสีดวงยังอยู่ภายใน ไม่มีก้อนยื่นออกมา อาการที่พบบ่อยคือเลือดสดหลังถ่ายโดยไม่ค่อยเจ็บ ระยะนี้มักตอบสนองต่อการปรับพฤติกรรมได้ดี โดยเฉพาะถ้าปัญหาหลักคือท้องผูกและการเบ่งถ่าย

ระยะ 2
ก้อนยื่นออกมาตอนถ่าย แต่สามารถหดกลับเข้าไปเองได้ ยังสามารถเริ่มจากการปรับพฤติกรรมและการรักษาอาการก่อนได้ในหลายกรณี

ระยะ 3
ก้อนยื่นออกมาและไม่กลับเข้าเอง ต้องใช้นิ้วดันกลับ ระยะนี้เริ่มมีโอกาสต้องพิจารณาการรักษาเพิ่มเติม เช่น การทำหัตถการ หากอาการเป็นซ้ำหรือรบกวนชีวิตประจำวัน

ระยะ 4
ก้อนยื่นออกมาตลอดและไม่สามารถดันกลับได้ มักต้องได้รับการประเมินจากแพทย์ เพราะยาเพียงอย่างเดียวไม่สามารถทำให้โครงสร้างของริดสีดวงที่ยื่นออกมารุนแรงกลับเข้าที่ได้

ดังนั้น คำว่า “ริดสีดวงใช้ยาแล้วหายไหม?” จึงไม่ได้ขึ้นกับชนิดยาเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นกับว่าริดสีดวงอยู่ในระดับไหนและมีอาการแบบใด



ใช้ยาริดสีดวงกี่วันควรเริ่มดีขึ้น?

ถ้าเป็นริดสีดวงที่อาการไม่รุนแรง หลายคนควรเริ่มรู้สึกว่า ปวดน้อยลง คันลดลง บวมลดลง หรือเลือดออกลดลง ภายในช่วงไม่กี่วันถึงประมาณ 1 สัปดาห์

Mayo Clinic ระบุว่า เมื่อใช้การดูแลเบื้องต้น เช่น เพิ่มใยอาหาร แช่น้ำอุ่น ใช้ยาทาหรือยาเหน็บ และบรรเทาอาการอย่างเหมาะสม อาการริดสีดวงมักดีขึ้นภายในประมาณ 1 สัปดาห์ หากผ่านประมาณ 1 สัปดาห์แล้วยังไม่ดีขึ้น ควรพบแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์เพื่อประเมินเพิ่มเติม Mayo Clinic – Hemorrhoids: Diagnosis and Treatment

NIDDK ก็ให้คำแนะนำคล้ายกันว่า ยาทา ยาขี้ผึ้ง หรือยาเหน็บที่จำหน่ายโดยไม่ต้องมีใบสั่งแพทย์มักแนะนำให้ใช้ประมาณ 1 สัปดาห์ และควรพบแพทย์หากอาการไม่ดีขึ้นหลังจากนั้น NIDDK – Treatment of Hemorrhoids

ดังนั้นสามารถจำง่าย ๆ ว่า

อาการไม่มาก → ดูแลและใช้ยาตามเหมาะสม → ประเมินอีกครั้งที่ประมาณ 7 วัน

หากไม่ดีขึ้น ไม่ควรใช้ยาต่อเองไปเรื่อย ๆ โดยไม่ประเมินสาเหตุ


ยาริดสีดวงช่วยให้ “หาย” หรือแค่บรรเทาอาการ?

ยาที่ใช้กับริดสีดวงมีหลายรูปแบบและมีบทบาทต่างกัน

ยาทาหรือยาเหน็บ มักช่วยลดอาการเฉพาะที่ เช่น คัน ระคายเคือง ปวด หรือบวม บางผลิตภัณฑ์มีตัวยาชาเฉพาะที่ บางชนิดมี corticosteroid หรือส่วนประกอบที่ช่วยลดการอักเสบ

แต่ยากลุ่มนี้โดยทั่วไปมีบทบาทหลักเป็น การบรรเทาอาการ ไม่ได้แก้สาเหตุสำคัญ เช่น

อุจจาระแข็ง → เบ่งมาก → ความดันบริเวณหลอดเลือดสูง → ริดสีดวงกำเริบ

ดังนั้น ถ้าใช้ยาแต่ยังถ่ายแข็งและเบ่งทุกวัน อาการสามารถกลับมาได้ง่าย


การทำให้อุจจาระนุ่มสำคัญกว่ายาทาหรือไม่?

ในหลายกรณีสำคัญมาก ริดสีดวงเกิดและกำเริบจากแรงดันที่เพิ่มขึ้นบริเวณหลอดเลือดรอบทวารหนัก การรักษาจึงไม่ได้อยู่ที่การทายาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องลดแรงเบ่งด้วย

แนวทางพื้นฐานคือ

  • เพิ่มอาหารที่มีกากใย
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ
  • หลีกเลี่ยงการเบ่ง
  • ไม่กลั้นอุจจาระ
  • ไม่ใช้เวลานั่งห้องน้ำนานเกินความจำเป็น
  • ออกกำลังกายและเคลื่อนไหวร่างกายสม่ำเสมอ

ทั้ง NIDDK และ Mayo Clinic ให้ความสำคัญกับการเพิ่มใยอาหารและทำให้อุจจาระนุ่มเป็นส่วนหลักของการรักษาริดสีดวง NIDDK – Treatment of Hemorrhoids

เพราะถ้าแก้เพียงอาการคันหรือบวม แต่ยังต้องออกแรงเบ่งทุกวัน ก็เหมือนรักษาปลายเหตุโดยไม่ลดแรงที่ทำให้ริดสีดวงเกิดซ้ำ


มีเลือดสดนิดเดียว รอดู 7 วันได้ไหม?

นี่เป็นเรื่องที่ต้องใช้ความระมัดระวัง

เลือดจากริดสีดวงภายในมักมีลักษณะเป็น เลือดสีแดงสด อาจติดกระดาษชำระ หยดลงโถ หรือเคลือบบริเวณผิวของอุจจาระ

แต่คำว่า “เลือดสด” ไม่ได้หมายความว่าเป็นริดสีดวงเสมอไป

เลือดออกทางทวารหนักสามารถเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น

  • แผลปริที่ปากทวาร
  • ลำไส้อักเสบ
  • ติ่งเนื้อในลำไส้
  • โรคของลำไส้ใหญ่
  • มะเร็งลำไส้ใหญ่หรือมะเร็งบริเวณทวาร

Mayo Clinic จึงแนะนำว่า ไม่ควรสรุปเองว่าเลือดออกทางทวารเกิดจากริดสีดวง โดยเฉพาะหากมีการเปลี่ยนแปลงของการขับถ่าย หรือสีและลักษณะของอุจจาระเปลี่ยนไป Mayo Clinic – Hemorrhoids: Symptoms and Causes

ดังนั้น ถ้าเป็น เลือดออกครั้งแรก หรือไม่เคยได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นริดสีดวงมาก่อน การประเมินจากแพทย์มีความสำคัญมากกว่าการซื้อยาใช้เองต่อเนื่อง



อาการแบบไหนควรพบแพทย์ก่อนครบ 7 วัน?

คำว่า “รอดู 7 วัน” ใช้กับกรณีที่อาการไม่รุนแรงและเข้าได้กับริดสีดวงที่เคยได้รับการประเมินแล้ว

ไม่ควรรอครบ 7 วัน หากมีอาการดังต่อไปนี้


ปวดมากผิดปกติ

ริดสีดวงภายในทั่วไปมักไม่ทำให้ปวดรุนแรง หากปวดมาก โดยเฉพาะปวดขึ้นอย่างรวดเร็วและคลำได้ก้อนแข็งบริเวณปากทวาร อาจเป็น thrombosed external hemorrhoid หรือริดสีดวงภายนอกที่มีลิ่มเลือด

Mayo Clinic ระบุว่าการนำลิ่มเลือดออกอาจให้ผลดีที่สุดเมื่อทำในช่วงต้นหลังเกิดลิ่มเลือด ดังนั้นอาการปวดมากและก้อนเกิดขึ้นเร็วไม่ควรรอใช้ยาเองเป็นสัปดาห์ Mayo Clinic – Anal Pain


เลือดออกมากหรือออกไม่หยุด

หากมีเลือดออกจำนวนมาก ต่อเนื่อง หรือมีอาการ หน้ามืด เวียนศีรษะ ใจสั่น อ่อนแรง หรือเป็นลม ควรเข้ารับการรักษาอย่างเร่งด่วน

Mayo Clinic แนะนำให้เข้ารับการดูแลฉุกเฉินหากมีเลือดออกทางทวารจำนวนมากร่วมกับอาการหน้ามืด เวียนศีรษะ หรือเป็นลม Mayo Clinic – Rectal Bleeding


ปวดร่วมกับไข้หรือหนอง

ถ้ามี ปวดบริเวณทวารมาก + ไข้ + หนาวสั่น หรือมีหนอง ไม่ใช่ลักษณะปกติที่ควรรักษาเหมือนริดสีดวงธรรมดา เพราะอาจมีการติดเชื้อหรือฝีบริเวณทวาร

Mayo Clinic แนะนำให้พบแพทย์ทันทีหากอาการปวดบริเวณทวารแย่ลง หรือมีไข้ หนาวสั่น หรือมีสารคัดหลั่งร่วมด้วย Mayo Clinic – Anal Pain


ก้อนยื่นออกมาแล้วดันกลับไม่ได้

หากก้อนริดสีดวงยื่นออกมาตลอด ไม่หดกลับ หรือไม่สามารถดันกลับได้ อาจเป็นริดสีดวงที่มี prolapse มาก

กรณีนี้การใช้ยาอาจช่วยลดอาการบวมและระคายเคือง แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาโครงสร้างทั้งหมดได้ จึงควรได้รับการประเมินว่าจำเป็นต้องทำหัตถการหรือผ่าตัดหรือไม่


ถ้าใช้ยาครบ 7 วันแล้วยังมีเลือด แต่ไม่ปวด ควรทำอย่างไร?

ควรพบแพทย์ แม้เลือดจะออกเพียงเล็กน้อย

เหตุผลไม่ใช่เพราะริดสีดวงต้องอันตรายเสมอไป แต่เพราะเลือดออกทางทวารควรได้รับการวินิจฉัยให้แน่ชัด

Mayo Clinic แนะนำให้พบแพทย์หากมีเลือดระหว่างถ่าย หรืออาการที่คิดว่าเป็นริดสีดวงไม่ดีขึ้นหลังดูแลที่บ้านประมาณ 1 สัปดาห์ Mayo Clinic – Hemorrhoids: Symptoms and Causes

NIDDK ก็แนะนำให้ติดตามกับแพทย์หากใช้ยาที่ซื้อใช้เองแล้วอาการไม่ดีขึ้นภายในประมาณ 1 สัปดาห์ NIDDK – Symptoms & Causes of Hemorrhoids

ดังนั้น ไม่ควรใช้แนวคิดว่า “ไม่เจ็บ แสดงว่าไม่เป็นอะไร” เพราะริดสีดวงภายในเองก็มักมีเลือดออกโดยไม่เจ็บ และโรคอื่นบางชนิดก็สามารถมีเลือดออกโดยไม่เจ็บได้เช่นเดียวกัน


ถ้าใช้ยาแล้วดีขึ้นภายใน 3–7 วัน ถือว่าหายหรือยัง?

ควรคิดว่า “อาการสงบลง” มากกว่า “หายขาด”

ตัวอย่างเช่น

  • เดิมมีเลือดออก → ตอนนี้ไม่มีแล้ว
  • เดิมคัน → คันลดลง
  • เดิมบวม → ก้อนยุบลง
  • เดิมเจ็บ → เจ็บลดลง

ถือว่าเป็นสัญญาณตอบสนองที่ดี

แต่ถ้ายังคงกลับไปท้องผูก เบ่งแรง นั่งห้องน้ำนาน หรือถ่ายแข็งเป็นประจำ ริดสีดวงสามารถกำเริบกลับมาได้

ดังนั้น หลังอาการดีขึ้น สิ่งที่ควรทำต่อเนื่องคือการป้องกันไม่ให้ท้องผูกและลดแรงกดบริเวณทวาร


ทำไมบางคนใช้ยาแล้วไม่ดีขึ้น?

มีได้หลายสาเหตุ

อาจไม่ใช่ริดสีดวง

อาการปวด เลือดออก คัน หรือมีก้อนบริเวณทวารสามารถเกิดจากโรคอื่นได้ ถ้ารักษาผิดโรค ต่อให้เปลี่ยนยาหลายชนิดก็อาจไม่ดีขึ้น

ริดสีดวงอาจอยู่ในระยะที่ยาไม่พอ

ถ้ามีก้อน prolapse มาก หรือมีเลือดออกซ้ำบ่อย อาจต้องพิจารณาหัตถการ เช่น rubber band ligation, sclerotherapy หรือ coagulation

ในรายที่ก้อนใหญ่มาก ยื่นออกมาก หรือไม่ตอบสนองต่อการรักษาอื่น อาจต้องพิจารณาการผ่าตัด NIDDK – Treatment of Hemorrhoids

ยังมีปัจจัยกระตุ้นอยู่

ถ่ายแข็งและเบ่งทุกวัน ต่อให้ใช้ยาถูกต้อง ริดสีดวงก็อาจไม่ยุบง่าย

ดังนั้น บางครั้งสิ่งที่ต้องแก้ก่อนเพิ่มยาคือ

“อุจจาระยังแข็งหรือไม่?”


ต้องผ่าตัดทุกคนไหม?

ไม่จำเป็น

Mayo Clinic ระบุว่าผู้ป่วยจำนวนมากสามารถบรรเทาอาการได้ด้วยการรักษาที่บ้านและการปรับพฤติกรรม และยังมีหัตถการอื่นก่อนถึงการผ่าตัดใหญ่ Mayo Clinic – Hemorrhoids: Diagnosis and Treatment

ผู้ป่วยจำนวนมากสามารถควบคุมอาการได้ด้วย

การปรับอาหาร + แก้ท้องผูก + ลดการเบ่ง + ยาบรรเทาอาการ

หากยังมีปัญหา แพทย์สามารถพิจารณาหัตถการที่ไม่ใช่การผ่าตัดใหญ่ เช่น

  • การรัดยาง
  • การฉีดยาเพื่อทำให้ริดสีดวงฝ่อ
  • การใช้ความร้อนหรือพลังงานทำให้เนื้อเยื่อหดตัว

จึงไม่ควรกลัวว่าการไปพบแพทย์เพื่อตรวจริดสีดวงจะหมายถึงต้องผ่าตัดทันที


หลักง่าย ๆ สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มเป็น

หากอาการไม่มาก สามารถจำแนวทางง่าย ๆ ได้ว่า

วันแรก ๆ
เริ่มแก้ท้องผูก เพิ่มใยอาหาร ดื่มน้ำให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงการเบ่งและนั่งห้องน้ำนาน ใช้ยาบรรเทาอาการตามความเหมาะสม

ภายใน 3–7 วัน
ควรเห็นแนวโน้มว่าอาการปวด คัน บวม หรือเลือดออกลดลง

ประมาณวันที่ 7
หากยังไม่ดีขึ้น หรือยังมีเลือดออกซ้ำ ควรเข้ารับการประเมิน

ไม่ต้องรอ 7 วัน
ถ้ามีเลือดออกมาก ปวดมาก ก้อนแข็งเกิดขึ้นทันที ไข้ หนอง หน้ามืด หรือก้อนยื่นออกมาแล้วดันกลับไม่ได้


สรุป

ริดสีดวงบางกรณีสามารถดีขึ้นได้เองหรือดีขึ้นจากการดูแลเบื้องต้น โดยเฉพาะริดสีดวงระยะต้นที่อาการไม่รุนแรงและมีสาเหตุร่วมจากท้องผูกหรือการเบ่งถ่าย

หัวใจของการรักษาไม่ได้มีเพียงยาทาหรือยาเหน็บ แต่คือการ ทำให้อุจจาระนุ่ม ลดการเบ่ง เพิ่มใยอาหาร ดื่มน้ำ และไม่ใช้เวลานั่งห้องน้ำนาน

หากใช้ยาและดูแลตัวเองแล้ว อาการควรเริ่มมีแนวโน้มดีขึ้นภายในไม่กี่วัน และโดยทั่วไปหาก ผ่านประมาณ 7 วันแล้วยังไม่ดีขึ้น ควรพบแพทย์

โดยเฉพาะหากยังมีเลือดออก ไม่ควรซื้อยาใช้ต่อเองเป็นเวลานานโดยไม่ตรวจหาสาเหตุ เพราะเลือดออกทางทวารไม่ได้เกิดจากริดสีดวงเพียงอย่างเดียว NIDDK – Symptoms & Causes of Hemorrhoids

และหากมี เลือดออกมาก ปวดรุนแรง หน้ามืด เป็นลม มีไข้ มีหนอง หรือก้อนบวมแข็งเกิดอย่างรวดเร็ว ควรได้รับการประเมินเร็วกว่านั้น ไม่จำเป็นต้องรอให้ครบ 7 วัน



หมายเหตุสำคัญ

ข้อมูลนี้จัดทำเพื่อให้ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับโรคริดสีดวงทวาร ไม่สามารถใช้แทนการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์ได้

เลือดออกทางทวารหนักไม่ควรสรุปเองว่าเป็นริดสีดวงทุกกรณี โดยเฉพาะผู้ที่มีเลือดออกครั้งแรก เลือดออกซ้ำ มีการขับถ่ายเปลี่ยนไป น้ำหนักลดโดยไม่ตั้งใจ มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ หรืออยู่ในช่วงอายุที่ควรได้รับการคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ ควรเข้ารับการประเมินอย่างเหมาะสม

หากมีเลือดออกมากหรือไม่หยุด ร่วมกับหน้ามืด เวียนศีรษะ เป็นลม ปวดท้องรุนแรง หรือมีอาการทรุดลง ควรเข้ารับการรักษาอย่างเร่งด่วน Mayo Clinic – Rectal Bleeding



เรียบเรียงโดย: www.chulalakpharmacy.com



References

  1. National Institute of Diabetes and Digestive and Kidney Diseases (NIDDK) – Treatment of Hemorrhoids
  2. National Institute of Diabetes and Digestive and Kidney Diseases (NIDDK) – Hemorrhoids
  3. Mayo Clinic – Hemorrhoids: Symptoms and Causes
  4. Mayo Clinic – Hemorrhoids: Diagnosis and Treatment
  5. Mayo Clinic – Anal Pain
  6. Mayo Clinic – Rectal Bleeding
  7. NHS – Piles (haemorrhoids)

แชร์ข้อมูลไปยัง

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

No results found.

ยังไม่มีบัญชี