เริมที่ปากกับเริมอวัยวะเพศต่างกันอย่างไร? Oral Sex ติดข้ามตำแหน่งได้ไหม
เริมที่ปากและเริมอวัยวะเพศเกิดจาก HSV-1 หรือ HSV-2 ได้อย่างไร? Oral Sex ทำให้ HSV-1 จากปากติดอวัยวะเพศได้ไหม อาการต่างกันอย่างไร ตรวจแบบไหน และป้องกันการแพร่เชื้ออย่างไร
มีตุ่มน้ำหรือแผลบริเวณริมฝีปาก หลายคนมักเรียกว่า “เริมที่ปาก” แต่ถ้าตุ่มลักษณะคล้ายกันเกิดบริเวณอวัยวะเพศ ก็จะถูกเรียกว่า “เริมอวัยวะเพศ” จนทำให้เกิดความเข้าใจง่าย ๆ ว่า HSV-1 = เริมที่ปาก และ HSV-2 = เริมอวัยวะเพศ
ความจริงไม่ตายตัวแบบนั้น
ทั้ง HSV-1 และ HSV-2 สามารถทำให้เกิดเริมบริเวณอวัยวะเพศได้ และในบางกรณี HSV-2 ก็สามารถเกิดบริเวณปากได้ โดยเฉพาะ HSV-1 จากบริเวณปากสามารถแพร่ไปยังอวัยวะเพศผ่าน Oral Sex ได้
CDC – About Genital Herpes ระบุว่า ผู้ที่ได้รับ Oral Sex จากคู่ที่มี oral herpes สามารถติด genital herpes ได้ และนี่เป็นเหตุผลสำคัญว่าทำไมผู้ป่วย genital herpes บางรายจึงเกิดจาก HSV-1 ไม่ใช่ HSV-2
ดังนั้น สิ่งสำคัญกว่าแนวคิดว่า “เชื้อชนิดไหนควรอยู่ตำแหน่งไหน” คือ HSV อยู่ตำแหน่งใด และเป็น HSV-1 หรือ HSV-2 เพราะข้อมูลเหล่านี้มีผลต่อการพยากรณ์โรคและโอกาสเป็นซ้ำ
เริมที่ปากส่วนใหญ่เกิดจากอะไร?
เริมบริเวณปาก หรือ oral herpes / herpes labialis ส่วนใหญ่มักเกี่ยวข้องกับ HSV-1
ลักษณะคลาสสิกคือก่อนเกิดตุ่มอาจรู้สึกยิบ ๆ คัน แสบ ร้อน หรือเจ็บบริเวณริมฝีปาก จากนั้นอาจเกิดตุ่มน้ำเล็ก ๆ รวมกัน ก่อนแตกเป็นแผลและตกสะเก็ด
ข้อมูล CDC ระบุว่า oral HSV-1 มักแสดงเป็น cold sore หรือ fever blister รอบปาก และผู้ติดเชื้อจำนวนมากอาจไม่มีอาการเลย
หลังติดเชื้อแล้ว HSV จะไม่ได้ถูกกำจัดออกจากร่างกายทั้งหมด แต่จะอยู่ในระบบประสาทและสามารถกลับมากำเริบได้ ตัวกระตุ้นในบางคน เช่น ความเครียด อดนอน เจ็บป่วย แสงแดด หรือภาวะที่ร่างกายอ่อนแอ
แล้วเริมอวัยวะเพศเกิดจาก HSV-2 เท่านั้นหรือไม่?
ไม่ใช่
Genital herpes เกิดได้จากทั้ง HSV-1 และ HSV-2
CDC ระบุว่า genital herpes เป็น STI ที่เกิดได้จากไวรัสทั้งสองชนิด HSV-2 ยังคงเป็นสาเหตุสำคัญของ genital herpes โดยเฉพาะการติดเชื้อที่มีการกลับเป็นซ้ำหลายครั้ง แต่ HSV-1 ก็เป็นสาเหตุของ genital herpes ได้ โดยเฉพาะจากการสัมผัสแบบ oral-genital sex
Oral Sex ทำให้เริมจากปากไปติดอวัยวะเพศได้อย่างไร?
สมมติว่าคนหนึ่งมี HSV-1 บริเวณปาก หากทำ Oral Sex ให้คู่ เชื้อสามารถสัมผัสเยื่อบุหรือผิวหนังบริเวณอวัยวะเพศและทำให้เกิด Genital HSV-1 ได้
CDC ระบุโดยตรงว่า oral HSV-1 สามารถแพร่จากปากไปอวัยวะเพศผ่าน Oral Sex
ดังนั้น การคิดว่า “ไม่มีการสอดใส่จึงไม่ติดเริม” ไม่ถูกต้อง เพราะ HSV แพร่ผ่านการสัมผัสผิวหนัง เยื่อบุ น้ำลาย หรือสารคัดหลั่งที่มีไวรัสได้

ถ้าไม่มีแผลที่ปาก ยังแพร่เชื้อได้ไหม?
ได้
นี่เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะคนจำนวนมากคิดว่า HSV แพร่ได้เฉพาะตอนมีตุ่มน้ำหรือแผล แต่เชื้อสามารถถูกปล่อยออกจากผิวหรือเยื่อบุในช่วงที่ไม่มีอาการได้ เรียกว่า asymptomatic viral shedding
CDC ระบุว่าผู้ติดเชื้อสามารถแพร่ genital herpes ได้แม้ไม่มีแผลให้เห็น หรือไม่รู้ว่าตัวเองติดเชื้อ
ความเสี่ยงโดยทั่วไปจะสูงขึ้นเมื่อมีตุ่ม แผล หรือมีอาการยิบ คัน หรือแสบก่อนผื่นขึ้น แต่คำว่า “ไม่มีแผล” ไม่ได้หมายถึงความเสี่ยงเป็นศูนย์
เริมที่อวัยวะเพศจาก HSV-1 กับ HSV-2 อาการต่างกันไหม?
ในช่วงการติดเชื้อครั้งแรก ลักษณะแผลอาจเหมือนกันจนแยกด้วยตาไม่ได้ ทั้งสองชนิดอาจทำให้เกิด
- ตุ่มน้ำ
- แผลตื้นที่เจ็บ
- แสบหรือคัน
- ปัสสาวะแสบ หากแผลอยู่ใกล้ทางออกปัสสาวะ
- ต่อมน้ำเหลืองโต
- ไข้หรืออาการคล้ายไข้หวัดใน first episode บางราย
CDC ระบุว่า genital HSV-1 และ HSV-2 ไม่สามารถแยกกันจากลักษณะทางคลินิกได้อย่างน่าเชื่อถือ และควรใช้ type-specific testing เมื่อต้องการยืนยัน
แต่สิ่งที่ต่างกันชัดขึ้นคือ การกลับเป็นซ้ำ
ชนิดไหนกลับเป็นซ้ำบ่อยกว่า?
โดยทั่วไป Genital HSV-2 กลับเป็นซ้ำและมี asymptomatic shedding บ่อยกว่า Genital HSV-1
CDC ระบุว่าการกลับเป็นซ้ำและการปล่อยเชื้อโดยไม่มีอาการเกิดบ่อยกว่ามากใน genital HSV-2 เมื่อเทียบกับ genital HSV-1
ดังนั้น ถ้าตรวจพบว่า genital herpes เป็น HSV-1 ในระยะยาวหลายคนจะมี recurrence น้อยกว่า HSV-2
นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมการรู้ว่าเป็น HSV-1 หรือ HSV-2 จึงมีประโยชน์ ไม่ใช่เพียงต้องการรู้ชื่อเชื้อ แต่ช่วยประเมินแนวโน้มการกลับเป็นซ้ำด้วย
HSV-2 สามารถขึ้นที่ปากได้ไหม?
ได้ แต่พบไม่บ่อยเท่า HSV-1
ดังนั้น อย่าใช้ตำแหน่งเพียงอย่างเดียวเพื่อฟันธงชนิดเชื้อ หลักที่แม่นยำกว่าคือ ตำแหน่งของรอยโรค + การตรวจหา HSV type
ถ้ามีตุ่มน้ำ ควรตรวจอย่างไร?
หากมีแผลหรือตุ่มที่สงสัยเริม การตรวจที่มีประโยชน์มากคือเก็บตัวอย่างจากรอยโรคเพื่อตรวจ HSV NAAT/PCR
CDC – Genital Herpes, STI Treatment Guidelines ระบุว่า NAAT จากแผลเป็นวิธีตรวจที่มีความไวสูงสำหรับ genital herpes และหากตรวจพบควรระบุชนิดเป็น HSV-1 หรือ HSV-2
การตรวจควรทำตอนรอยโรคยังใหม่ เพราะเมื่อแผลเริ่มแห้งหรือหาย การตรวจ culture จะมีความไวลดลงมาก
แล้วตรวจเลือดได้ไหม?
มี type-specific HSV serology แต่ต้องใช้ให้ถูกบริบท
HSV-2 antibody มีประโยชน์ในบางสถานการณ์ เช่น ไม่มีแผลแต่มีประวัติหรือความเสี่ยงที่เข้าได้
อย่างไรก็ตาม HSV-1 antibody แปลผลยากกว่า เพราะคนจำนวนมากติด HSV-1 ตั้งแต่วัยเด็ก และผลเลือดไม่สามารถบอกได้ว่าเชื้ออยู่ที่ปากหรือที่อวัยวะเพศ
CDC จึงระบุว่า HSV-1 serology ไม่สามารถใช้ระบุตำแหน่งการติดเชื้อได้อย่างชัดเจน และ ไม่ควรใช้ HSV IgM สำหรับวินิจฉัย HSV เพราะไม่จำเพาะต่อชนิด และอาจเป็นบวกทั้งในการติดเชื้อใหม่และการกำเริบ
ถ้าเป็นเริมรักษาหายขาดไหม?
ปัจจุบันยังไม่มียาที่กำจัด HSV ออกจากร่างกายได้ทั้งหมด
หลังติดเชื้อ ไวรัสจะเข้าสู่ระยะ latency ในระบบประสาท ยาต้านไวรัส เช่น acyclovir หรือ valacyclovir มีบทบาทในการลดระยะเวลาของอาการ ลดความรุนแรง ช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น และในบางรายใช้ suppressive therapy เพื่อลด recurrence และลดการแพร่เชื้อ
CDC ระบุว่า genital herpes สามารถรักษาเพื่อควบคุมอาการได้ แต่ยังไม่มี cure ที่กำจัดการติดเชื้อออกจากร่างกายทั้งหมด
ถ้ามีอาการยิบ ๆ แต่ยังไม่ขึ้นตุ่ม ควรทำอย่างไร?
อาการยิบ คัน แสบ หรือรู้สึกผิดปกติบริเวณเดิม อาจเป็น prodrome ก่อนเริมกำเริบ
ในผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยแน่นอนและมีแผน episodic antiviral therapy อยู่แล้ว การเริ่มยาตั้งแต่ prodrome หรือช่วงที่รอยโรคเพิ่งเริ่มอาจให้ผลดีกว่ารอจนแผลพัฒนาเต็มที่
และควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสทางเพศตั้งแต่ช่วง prodrome เพราะอาจมี viral shedding แล้ว
ถ้ามีเริมที่ปาก ควรงด Oral Sex ช่วงไหน?
โดยเฉพาะช่วงที่มีอาการยิบหรือแสบก่อนแผล ตุ่มน้ำ แผลเปิด หรือสะเก็ดที่ยังไม่หายสนิท ควรหลีกเลี่ยง Oral Sex เพราะเป็นช่วงที่ความเสี่ยงแพร่เชื้อสูง
แม้หลังแผลหายแล้วความเสี่ยงจะลดลง แต่ไม่เป็นศูนย์เนื่องจาก asymptomatic shedding
การใช้ถุงยางหรือ barrier สามารถช่วยลดความเสี่ยงได้ แต่ไม่ได้ป้องกันได้ 100% เพราะผิวบริเวณที่มีไวรัสอาจอยู่นอกพื้นที่ที่ barrier ครอบคลุม

สรุป
เริมที่ปากและเริมอวัยวะเพศไม่ได้แยกจากกันง่าย ๆ ว่า HSV-1 = ปาก และ HSV-2 = อวัยวะเพศ เพราะทั้งสองชนิดสามารถเกิดได้ต่างตำแหน่ง
โดยเฉพาะ HSV-1 ที่ปากสามารถแพร่ไปยังอวัยวะเพศผ่าน Oral Sex และทำให้เกิด genital HSV-1 ได้
สิ่งที่ต่างอย่างมีความหมายคือ Genital HSV-2 มักกลับเป็นซ้ำและมี viral shedding บ่อยกว่า genital HSV-1 และแม้ไม่มีตุ่มหรือแผลก็ยังสามารถแพร่เชื้อได้
หากมีรอยโรคใหม่ที่สงสัยเริม วิธีตรวจที่มีประโยชน์มากคือ เก็บ swab จากรอยโรค → HSV NAAT/PCR → ระบุ HSV-1 หรือ HSV-2 เพราะตำแหน่งและชนิดเชื้อมีผลต่อการให้คำแนะนำเรื่องการกลับเป็นซ้ำและการแพร่เชื้อ

หมายเหตุสำคัญ
ตุ่มหรือแผลบริเวณอวัยวะเพศไม่ได้เกิดจาก HSV ทุกกรณี อาจเกิดจากซิฟิลิส แผลจากการเสียดสี หรือโรคผิวหนังอื่น หากเป็นแผลครั้งแรก ไม่แน่ใจสาเหตุ มีไข้ ปวดมาก ปัสสาวะลำบาก ตั้งครรภ์ หรือมีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ควรได้รับการตรวจโดยบุคลากรทางการแพทย์
เรียบเรียงโดย: www.chulalakpharmacy.com
References
- Centers for Disease Control and Prevention. About Genital Herpes.
- CDC. Sexually Transmitted Infections Treatment Guidelines: Genital Herpes.
- CDC/NIH. Herpes Simplex Virus Disease – Clinical Manifestations.






