Oral Sex ติดหนองในได้ไหม? หนองในคอมีอาการและตรวจอย่างไร

Oral Sex ติดหนองในได้ไหม? หนองในคอมีอาการและตรวจอย่างไร

Oral Sex สามารถติดหนองในที่คอได้ แม้ไม่มีอาการ รู้จักหนองในคอ อาการ เจ็บคอ ต่อมน้ำเหลือง การตรวจด้วย throat swab/NAAT และเหตุผลที่ตรวจปัสสาวะอย่างเดียวอาจไม่พบเชื้อ

หลายคนรู้ว่า หนองใน สามารถติดต่อจากการมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอดหรือทางทวารหนัก แต่เมื่อพูดถึง Oral Sex กลับมีความเข้าใจว่า “ใช้ปากอย่างเดียว ไม่น่าติดหนองใน” หรือ “ถ้าไม่มีแผลในปากก็คงไม่เป็นอะไร”

ความจริงคือ หนองในสามารถติดต่อผ่าน Oral Sex ได้

เชื้อ Neisseria gonorrhoeae สามารถติดบริเวณคอและคอหอย เกิดเป็น pharyngeal gonorrhea หรือหนองในคอ และสิ่งที่ทำให้โรคนี้ถูกมองข้ามได้ง่ายคือ ผู้ติดเชื้อจำนวนมากไม่มีอาการเลย

CDC – About STI Risk and Oral Sex ระบุว่าโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หลายชนิด รวมถึง gonorrhea สามารถแพร่ผ่าน Oral Sex ได้ และผู้ที่สัมผัสเชื้อสามารถมีการติดเชื้อที่ปาก คอ อวัยวะเพศ หรือทวารหนักได้ตามตำแหน่งที่สัมผัสเชื้อ

ดังนั้น การไม่มีอาการเจ็บคอ ไม่ได้หมายความว่าไม่มีหนองในคอ


Oral Sex แบบไหนเสี่ยงหนองในคอ?

สถานการณ์ที่สำคัญที่สุดคือ ผู้ที่ใช้ปากหรือคอกับอวัยวะเพศของผู้ที่มีเชื้อหนองใน เชื้อสามารถเข้าสู่เยื่อบุบริเวณคอและคอหอยได้

ในทางกลับกัน หากผู้ที่มีเชื้ออยู่ในคอทำ Oral Sex ให้ผู้อื่น ก็สามารถถ่ายทอดเชื้อไปยังอวัยวะเพศของคู่ได้เช่นกัน

CDC จึงเน้นว่า STI สามารถแพร่ได้ทั้งจาก

อวัยวะเพศ → คอ

และ

คอ → อวัยวะเพศ

และคนหนึ่งสามารถมีเชื้ออยู่มากกว่าหนึ่งตำแหน่งในเวลาเดียวกัน เช่น มีหนองในทั้งคอและอวัยวะเพศ


ถ้าไม่มีการหลั่งในปาก ยังติดได้ไหม?

ยังมีโอกาสติดได้

การติดเชื้อไม่ได้ขึ้นอยู่กับการหลั่งเพียงอย่างเดียว เพราะเชื้อสามารถอยู่ในสารคัดหลั่งและบริเวณเยื่อบุที่ติดเชื้อได้

ดังนั้น การคิดว่า “ไม่ได้หลั่งในปาก จึงปลอดภัย 100%” ไม่ถูกต้อง

CDC – About STI Risk and Oral Sex ระบุว่าหลาย STI สามารถแพร่ผ่าน Oral Sex ได้ และปัจจัยอย่างการมีแผลในปาก เหงือกมีเลือดออก หรือการสัมผัสน้ำอสุจิอาจเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงของบางโรค แต่ข้อมูลยังไม่เพียงพอที่จะใช้สิ่งเหล่านี้เป็นตัวตัดสินว่าครั้งใดปลอดภัยหรือไม่


หนองในคอมีอาการอย่างไร?

นี่เป็นส่วนที่ทำให้ตรวจพบโรคได้ยาก เพราะ CDC ระบุว่า หนองในที่คอส่วนใหญ่ไม่มีอาการ

ดังนั้น ผู้ติดเชื้ออาจใช้ชีวิตตามปกติ ไม่มีไข้ ไม่เจ็บคอ และไม่รู้ว่ามีเชื้ออยู่

ถ้ามีอาการ อาจพบได้ เช่น

  • เจ็บคอ
  • ระคายคอ
  • คอแดง
  • ต่อมน้ำเหลืองบริเวณคอโตหรือเจ็บ
  • กลืนแล้วไม่สบายคอ

แต่ปัญหาคืออาการเหล่านี้เหมือนโรคทั่วไปมาก เช่น ไข้หวัด คออักเสบจากไวรัส ต่อมทอนซิลอักเสบ หรือคอระคายเคืองจากสาเหตุอื่น

จึงไม่สามารถมองคอแล้วฟันธงว่าเป็นหนองในได้


ไม่มีหนองในคอ แปลว่าไม่ใช่หนองในหรือไม่?

คำว่า “หนองใน” อาจทำให้คนคาดหวังว่าจะต้องมีหนองให้เห็น

แต่ในตำแหน่งคอ ไม่จำเป็นต้องมีหนองสีเหลืองหรือเขียวให้เห็นเหมือนภาพที่หลายคนคุ้นเคยจาก urethral gonorrhea

ผู้ติดเชื้อจำนวนมากไม่มีอาการ หรือมีเพียงคอระคายเล็กน้อย จึงไม่ควรใช้หลักว่า

“ไม่มีหนอง = ไม่มีหนองใน”

ทำไมหนองในคอจึงสำคัญ แม้ไม่มีอาการ?

เพราะผู้ที่ไม่รู้ว่าตัวเองมีเชื้อสามารถแพร่เชื้อให้คู่ต่อไปได้

CDC – Gonococcal Infections Among Adolescents and Adults ระบุว่าหนองในคอเป็นตำแหน่งที่มีความสำคัญต่อการแพร่เชื้อ และการกำจัดเชื้อที่คอทำได้ยากกว่าหนองในบางตำแหน่ง

นอกจากนี้ pharyngeal gonorrhea ยังมีความสำคัญในบริบทของ antimicrobial resistance

ดังนั้น หนองในคอจึงไม่ใช่เรื่องที่ควรมองข้ามเพียงเพราะไม่มีอาการ



ถ้าเสี่ยง Oral Sex ควรตรวจปัสสาวะอย่างเดียวพอไหม?

อาจไม่พอ นี่เป็นจุดสำคัญมาก

การตรวจปัสสาวะเหมาะสำหรับตรวจ gonorrhea ในระบบทางเดินปัสสาวะหรืออวัยวะเพศบางกรณี แต่ถ้าเชื้ออยู่ที่ คอ การตรวจควรเก็บตัวอย่างจากบริเวณคอ

CDC – Getting Tested for STIs ระบุว่าผู้ที่มี Oral Sex ควรพูดคุยกับบุคลากรทางการแพทย์เกี่ยวกับการตรวจที่คอ

ดังนั้น จึงเป็นไปได้ว่า

ตรวจปัสสาวะเป็นลบ แต่ยังมีหนองในคอ

หากไม่ได้เก็บตัวอย่างจากตำแหน่งที่สัมผัสเชื้อ


ตรวจหนองในคออย่างไร?

โดยทั่วไป บุคลากรทางการแพทย์จะใช้ไม้ swab เก็บตัวอย่างจากบริเวณคอหอย จากนั้นส่งตรวจหาเชื้อ N. gonorrhoeae

วิธีที่ใช้ได้ เช่น

NAAT – Nucleic Acid Amplification Test

ซึ่งมีความไวสูงและใช้กันแพร่หลาย

หรือในบางสถานการณ์อาจใช้ Culture

โดยเฉพาะหากสงสัยเชื้อดื้อยา หรือสงสัย treatment failure เพราะ culture สามารถนำเชื้อไปทดสอบความไวต่อยาปฏิชีวนะได้

CDC – Gonococcal Infections Among Adolescents and Adults ระบุว่า NAAT และ culture สามารถใช้ตรวจ pharyngeal gonorrhea ได้ โดยชนิดตัวอย่างที่รองรับขึ้นกับชุดตรวจแต่ละชนิด


ใครควรบอกแพทย์หรือเภสัชกรว่าเคย Oral Sex?

ถ้าต้องการตรวจ STI ควรแจ้ง ตำแหน่งของการสัมผัสทางเพศ ไม่ใช่เพียงตอบว่า “มีเพศสัมพันธ์”

เพราะตำแหน่งสัมผัสเป็นตัวกำหนดตำแหน่งที่ควรตรวจ

ตัวอย่างเช่น

มี Oral Sex → อาจต้องพิจารณาตรวจคอ

มี Anal Sex → อาจต้องพิจารณาตรวจทวารหนัก

มี Vaginal/Urethral exposure → อาจตรวจปัสสาวะหรือ genital swab

CDC แนะนำการตรวจตาม site of exposure และระบุว่าผู้ที่เคยมี Oral Sex ควรพูดคุยกับบุคลากรทางการแพทย์เกี่ยวกับการตรวจที่คอ CDC – Getting Tested for STIs


ถ้าคู่ตรวจเจอหนองใน แต่เราไม่มีอาการ ต้องตรวจไหม?

ควรได้รับการประเมิน

เพราะ gonorrhea สามารถไม่มีอาการได้ทั้งที่อวัยวะเพศ คอ และทวารหนัก การรอจนมีหนองหรือเจ็บคอก่อนจึงไม่ใช่วิธีคัดกรองที่เหมาะสม

นอกจากนี้ คู่ที่ได้รับการวินิจฉัย gonorrhea จำเป็นต้องได้รับการจัดการเรื่องคู่สัมผัส เพื่อลด reinfection และการแพร่เชื้อต่อ


ถ้าตรวจเจอหนองในคอ รักษาเหมือนหนองในทั่วไปหรือไม่?

ตามแนวทาง CDC การรักษาหลักสำหรับ uncomplicated pharyngeal gonorrhea คือ ceftriaxone ฉีดเข้ากล้าม

สำหรับผู้ที่มีน้ำหนักต่ำกว่า 150 กิโลกรัม แนวทาง CDC ระบุ ceftriaxone 500 mg IM ครั้งเดียว ส่วนผู้ที่น้ำหนักตั้งแต่ 150 กิโลกรัมขึ้นไปใช้ 1 g IM CDC – Gonococcal Infections Among Adolescents and Adults

อย่างไรก็ตาม การใช้ยาควรอยู่ภายใต้การวินิจฉัยและคำสั่งของแพทย์

ไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะมารับประทานเอง เพราะหนองในมีปัญหาเรื่องเชื้อดื้อยา และหนองในคอเป็นตำแหน่งที่กำจัดเชื้อได้ยากกว่าบางตำแหน่ง


หนองในคอต้องตรวจซ้ำหลังรักษาหรือไม่?

ต้องให้ความสำคัญมากกว่าหนองในบางตำแหน่ง

CDC แนะนำให้ผู้ที่รักษา pharyngeal gonorrhea กลับมาตรวจ test of cure ประมาณ 7–14 วันหลังรักษา ด้วย culture หรือ NAAT CDC – Gonococcal Infections Among Adolescents and Adults

เหตุผลคือการติดเชื้อบริเวณคอรักษาให้หมดได้ยากกว่า และเป็นตำแหน่งที่มีความสำคัญต่อปัญหาเชื้อดื้อยา

หลังได้รับการรักษา ควรงดกิจกรรมทางเพศเป็นเวลา 7 วันหลังการรักษา และจนกว่าคู่จะได้รับการรักษาเช่นกัน เพื่อลดโอกาสติดกลับไปกลับมา


Oral Sex ป้องกันหนองในได้อย่างไร?

การใช้ barrier ช่วยลดความเสี่ยงได้ เช่น

  • ถุงยางอนามัย สำหรับ Oral Sex ที่อวัยวะเพศชาย
  • dental dam หรือแผ่นกั้น สำหรับการสัมผัสช่องคลอดหรือทวารหนักด้วยปาก

สิ่งสำคัญคือ STI หลายชนิดสามารถแพร่ผ่าน Oral Sex ได้ ไม่ได้มีเพียง gonorrhea แต่รวมถึง chlamydia, syphilis, herpes และ HPV ด้วย CDC – About STI Risk and Oral Sex


สรุป

Oral Sex สามารถติดหนองในได้

ถ้าเชื้อติดบริเวณคอ เรียกว่า pharyngeal gonorrhea หรือหนองในคอ

จุดสำคัญคือผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่สามารถ ไม่มีอาการ จึงไม่ควรรอให้เจ็บคอหรือเห็นหนองก่อนตรวจ

หากมีความเสี่ยงจาก Oral Sex การตรวจปัสสาวะเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ เพราะต้องตรวจให้ตรงกับตำแหน่งที่สัมผัสเชื้อ

วิธีตรวจที่สำคัญคือ

throat/pharyngeal swab → NAAT

และในบางกรณีอาจใช้ culture

ดังนั้น เวลาปรึกษาเรื่อง STI ควรบอกบุคลากรทางการแพทย์อย่างตรงไปตรงมาว่ามี Oral Sex, Anal Sex หรือการสัมผัสบริเวณใด เพื่อเลือกตำแหน่งตรวจให้ถูกต้อง

เพราะ ไม่มีอาการ ไม่ได้หมายความว่าไม่มีเชื้อ และ ตรวจผิดตำแหน่ง ก็อาจพลาดการติดเชื้อได้



หมายเหตุสำคัญ

ข้อมูลนี้ใช้เพื่อการให้ความรู้ทั่วไป ไม่สามารถใช้แทนการตรวจวินิจฉัยหรือการรักษาจากแพทย์ได้ หากมีความเสี่ยง STI ควรตรวจตามตำแหน่งที่สัมผัส และพิจารณาตรวจ STI อื่นร่วมด้วยตามความเสี่ยง

ไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะรับประทานเองเพื่อรักษาหนองใน เพราะการใช้ยาไม่เหมาะสมอาจทำให้รักษาไม่หายและเพิ่มปัญหาเชื้อดื้อยา



เรียบเรียงโดย: www.chulalakpharmacy.com



References

  1. CDC. About STI Risk and Oral Sex.
  2. CDC. Gonococcal Infections Among Adolescents and Adults.
  3. CDC. About Gonorrhea.
  4. CDC. Getting Tested for STIs.
  5. CDC. Clinical Treatment of Gonorrhea.

แชร์ข้อมูลไปยัง

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

No results found.

ยังไม่มีบัญชี