Mycoplasma genitalium คืออะไร? ทำไมปัสสาวะแสบขัดแต่ตรวจหนองในไม่พบเชื้อ

Mycoplasma genitalium คืออะไร? ปัสสาวะแสบขัดแต่ตรวจหนองในไม่พบเชื้อเกิดจากอะไร

ปัสสาวะแสบขัดแต่ตรวจหนองในและ Chlamydia ไม่พบเชื้อ อาจเกี่ยวกับ Mycoplasma genitalium ได้หรือไม่ ควรตรวจเมื่อไร ตรวจด้วยวิธีไหน และทำไมไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะกินเอง

Mycoplasma genitalium หรือ Mgen เป็นเชื้อ STI ที่ทำให้ท่อปัสสาวะอักเสบและปากมดลูกอักเสบได้ แม้ตรวจหนองในไม่พบเชื้อ โดยเฉพาะในผู้ที่มีอาการปัสสาวะแสบขัดหรือท่อปัสสาวะอักเสบต่อเนื่องหลังตรวจและรักษา Gonorrhea/Chlamydia แล้ว แนวทาง CDC แนะนำให้พิจารณาตรวจ Mgen ด้วย NAAT ใน persistent หรือ recurrent urethritis/cervicitis เพราะเชื้อนี้เป็นสาเหตุสำคัญของ nongonococcal urethritis และมีปัญหาดื้อยาสูง จึงไม่ควรสุ่มใช้ Azithromycin หรือยาปฏิชีวนะเอง (CDC)



Mycoplasma genitalium คืออะไร?

Mycoplasma genitalium เป็นแบคทีเรียที่ติดต่อทางเพศสัมพันธ์และสามารถติดที่ท่อปัสสาวะ ปากมดลูก หรือทวารหนักได้ หลายคนไม่มีอาการ แต่ถ้ามีอาการอาจพบปัสสาวะแสบขัด มีมูกจากท่อปัสสาวะ หรือตกขาวผิดปกติได้ (CDC)

CDC ระบุว่า Mgen เป็นสาเหตุประมาณ 15–20% ของ nongonococcal urethritis (NGU) และอาจพบได้ถึง 40% ของท่อปัสสาวะอักเสบที่เป็นซ้ำหรือไม่หาย หลังการรักษาเดิม จึงเป็นเชื้อที่ควรนึกถึงเมื่ออาการเรื้อรังแต่ตรวจเชื้อที่พบบ่อยไม่เจอ (CDC)


ทำไมปัสสาวะแสบขัด แต่ตรวจหนองในไม่พบเชื้อ?

เพราะท่อปัสสาวะอักเสบไม่ได้เกิดจากหนองในเพียงชนิดเดียว

แนวทางกรมควบคุมโรค พ.ศ. 2567 ระบุว่าเชื้อที่ทำให้เกิดอาการทางท่อปัสสาวะได้ ได้แก่ Neisseria gonorrhoeae, Chlamydia trachomatis, Mycoplasma genitalium และ Trichomonas vaginalis ดังนั้นการตรวจหนองในเป็นลบไม่ได้แปลว่าไม่มี STI อื่นเป็นสาเหตุ

ในผู้ที่ยังมีปัสสาวะขัดเรื้อรังหรือตกขาวผิดปกติหลังตรวจและรักษา Chlamydia แล้ว แนวทางไทยแนะนำให้พิจารณา NAAT เพื่อหา Mycoplasma genitalium และ Trichomonas vaginalis ต่อไป


อาการของ Mycoplasma genitalium มีอะไรบ้าง?

หลายคนไม่มีอาการ

ถ้ามีอาการ ผู้ชายอาจพบ:

  • ปัสสาวะแสบขัด
  • ระคายหรือคันในท่อปัสสาวะ
  • มีมูกหรือสารคัดหลั่งจากปลายอวัยวะเพศ

ผู้หญิงอาจมี:

  • ตกขาวผิดปกติ
  • ปัสสาวะแสบ
  • เลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์
  • ปวดท้องน้อยในบางราย

Mgen ยังสัมพันธ์กับ cervicitis และ pelvic inflammatory disease ในผู้หญิง แม้ว่าความเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อนจะแตกต่างกันในแต่ละคน (CDC)


ควรตรวจ Mgen เมื่อไร?

ไม่จำเป็นต้องตรวจคัดกรอง Mgen ในคนไม่มีอาการทุกคน

CDC แนะนำให้ตรวจในผู้ชายที่มี persistent หรือ recurrent NGU และในผู้หญิงที่มี recurrent cervicitis รวมถึงพิจารณาในผู้หญิงที่มี PID ตามบริบท (CDC)

ดังนั้นกลุ่มที่ควรคิดถึง Mgen มากขึ้น ได้แก่:

  • ปัสสาวะแสบขัดต่อเนื่อง
  • ตรวจ Gonorrhea ไม่พบ
  • ตรวจหรือรักษา Chlamydia แล้วอาการยังไม่หาย
  • ท่อปัสสาวะอักเสบกลับเป็นซ้ำ
  • ปากมดลูกอักเสบซ้ำโดยหาสาเหตุไม่พบ



ตรวจ Mycoplasma genitalium ด้วยวิธีไหน?

วิธีหลักคือ NAAT หรือ molecular assay ไม่ใช่การเพาะเชื้อทั่วไป

CDC ระบุว่า Mgen โตช้ามาก การเพาะเชื้ออาจใช้เวลาหลายเดือน จึงนิยมใช้ NAAT จากปัสสาวะหรือ swab จากท่อปัสสาวะ ช่องคลอด หรือปากมดลูกตามชนิดการตรวจ (CDC)

แนวทางไทยก็ระบุว่าสามารถใช้ molecular assays จากปัสสาวะส่วนต้น ท่อปัสสาวะ ปากมดลูก คอ หรือทวารหนักตามบริบทของการสัมผัสและชนิดของชุดตรวจ


ทำไมไม่ควรซื้อ Azithromycin มากินเอง?

เพราะ Mgen มีปัญหาดื้อยากลุ่ม macrolide สูงมาก และ Azithromycin 1 g ครั้งเดียวไม่ใช่สูตรที่ควรสุ่มใช้กับ Mgen

CDC ระบุว่าความชุกของ macrolide-resistance markers ในหลายประเทศอยู่ในระดับสูง และการใช้ Azithromycin 1 g เพียงครั้งเดียวสามารถคัดเลือกเชื้อดื้อยาเพิ่มได้ จึงไม่แนะนำสูตรนี้สำหรับ Mgen (CDC)

WHO 2024 ก็เน้นว่าการรักษาควรอิง ผลดื้อยา ข้อมูลการดื้อยาในพื้นที่ หรือรูปแบบการใช้ยาปฏิชีวนะในชุมชน มากกว่าการใช้สูตรเดียวกับทุกคน (WHO)


Penicillin หรือ Ceftriaxone รักษา Mgen ได้ไหม?

ไม่ได้

Mgen ไม่มีผนังเซลล์ จึงไม่ตอบสนองต่อยากลุ่มที่ออกฤทธิ์ต่อ cell wall เช่น penicillins และ cephalosporins รวมถึง Ceftriaxone ซึ่งเป็นยาหลักในการรักษาหนองใน (CDC)

นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ผู้ป่วยบางคนอาจได้รับการรักษาหนองในแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น หากสาเหตุจริงคือ Mgen หรือ STI อื่น


ถ้าตรวจพบ Mgen รักษาอย่างไร?

การรักษาควรใช้แบบ sequential therapy และถ้าเป็นไปได้ควรอิงผลการดื้อยา

CDC แนะนำหลักการให้ Doxycycline ช่วงแรกเพื่อลด bacterial load แล้วตามด้วยยาที่เลือกตาม macrolide resistance เช่น Azithromycin ในเชื้อที่ไวต่อยา หรือ Moxifloxacin ในเชื้อที่ดื้อ macrolide (CDC)

WHO 2024 ใช้หลักคล้ายกัน โดยแนะนำ doxycycline 7 วันก่อน แล้วเลือก azithromycin หรือ moxifloxacin ตามระดับการดื้อยา (WHO)

แนวทางไทย พ.ศ. 2567 ก็ระบุ Mgen ไว้ใน persistent urethritis และมีสูตรรักษาแบบ doxycycline ตามด้วย azithromycin หรือ moxifloxacinตามบริบท

ไม่ควรใช้สูตรยาเหล่านี้รักษาตัวเอง เพราะการเลือกผิดอาจเพิ่มโอกาสดื้อยาและทำให้รักษาครั้งต่อไปยากขึ้น


ถ้าไม่มีเชื้อ แต่ยังปัสสาวะแสบขัดล่ะ?

ไม่ควรให้ยาปฏิชีวนะซ้ำไปเรื่อย ๆ หากไม่มีหลักฐานการติดเชื้อหรือการอักเสบ

แนวทางกรมควบคุมโรคระบุว่า หากมีอาการท่อปัสสาวะอักเสบเรื้อรัง แต่ตรวจไม่พบทั้งการติดเชื้อและการอักเสบ ไม่แนะนำให้รักษาด้วยยาปฏิชีวนะต่อ เพราะอาจมีสาเหตุอื่น เช่น การระคายเคือง โรคของทางเดินปัสสาวะ หรือภาวะอื่นที่ไม่ใช่ STI

จุดนี้สำคัญมาก เพราะการเปลี่ยนยาฆ่าเชื้อหลายตัวโดยไม่ตรวจเพิ่มอาจเพิ่มปัญหา antimicrobial resistance โดยไม่ช่วยให้อาการหาย


คู่นอนต้องตรวจด้วยไหม?

ควรพิจารณา

CDC ระบุว่าคู่นอนของผู้ที่มี symptomatic Mgen สามารถตรวจหา Mgen และรักษาหากผลบวก เพื่อช่วยลดโอกาสติดกลับซ้ำ หากไม่สามารถตรวจได้ อาจพิจารณาการรักษาคู่นอนตามแนวทางของสถานพยาบาล (CDC)

ระหว่างการรักษาควรงดเพศสัมพันธ์ตามคำแนะนำของแพทย์และจนกว่าการรักษาทั้งสองฝ่ายจะเสร็จสมบูรณ์

เมื่อไรควรพบแพทย์โดยเร็ว?

ควรประเมินเร็วหากมี ไข้ ปวดอัณฑะหรืออัณฑะบวม ปวดท้องน้อยมาก เลือดออกผิดปกติ หรืออาการปัสสาวะแสบขัดไม่ดีขึ้นหลังการรักษา STI เดิม

อาการเหล่านี้อาจบ่งถึงภาวะแทรกซ้อนหรือสาเหตุอื่นที่ต้องตรวจเพิ่มเติม ไม่ควรเปลี่ยนยาปฏิชีวนะเอง


สรุป ปัสสาวะแสบขัดแต่ตรวจหนองในไม่พบเชื้อ อาจเป็น Mgen ได้ไหม?

ได้ โดยเฉพาะถ้าอาการท่อปัสสาวะอักเสบยังคงอยู่หรือกลับเป็นซ้ำหลังตรวจ Gonorrhea และ Chlamydia แล้ว

จำง่าย ๆ คือ:

Gonorrhea Negative
→ ไม่ได้แปลว่าไม่มี STI

ยังปัสสาวะแสบขัดหรือท่อปัสสาวะอักเสบ
→ คิดถึง Chlamydia, Mgen และสาเหตุอื่น

Persistent / Recurrent Urethritis
→ พิจารณา Mgen NAAT

ตรวจพบ Mgen
→ เลือกยาตามแนวทางและการดื้อยา
→ ไม่ควรสุ่มใช้ Azithromycin เอง

Mgen เป็นตัวอย่างสำคัญว่าทำไมอาการ “ปัสสาวะแสบขัด” ไม่ควรใช้ลักษณะอาการเพียงอย่างเดียวเลือกยาปฏิชีวนะ เพราะเชื้อแต่ละชนิดตอบสนองต่อยาไม่เหมือนกันและ Mgen มีปัญหาดื้อยาค่อนข้างสูง


FAQ

Mgen เหมือน Chlamydia ไหม?

ไม่เหมือน เป็นแบคทีเรียคนละชนิด แต่ทั้งสองสามารถทำให้ nongonococcal urethritis และ cervicitis ได้

ตรวจหนองในเป็นลบแล้วควรตรวจ Mgen ทุกคนไหม?

ไม่จำเป็น CDC ไม่แนะนำ screening Mgen ในคนไม่มีอาการทั่วไป แต่ควรพิจารณาใน persistent/recurrent urethritis หรือ recurrent cervicitis (CDC)

Azithromycin 1 g ครั้งเดียวรักษา Mgen ได้ไหม?

ไม่ควรใช้เป็นสูตรเดี่ยว เพราะมีความเสี่ยง treatment failure และคัดเลือกเชื้อดื้อ macrolide เพิ่มขึ้น (CDC)

Ceftriaxone รักษา Mgen ได้ไหม?

ไม่ได้ เพราะ Mgen ไม่มีผนังเซลล์ จึงไม่ตอบสนองต่อ cephalosporins เช่น Ceftriaxone (CDC)



Internal Links ที่แนะนำ




เรียบเรียงโดย: ร้านขายยาจุฬาลักษณ์เภสัช



References

ประเทศไทย

  • กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. แนวทางการดูแลรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ พ.ศ. 2567 — Nongonococcal Urethritis/Nongonococcal Cervicitis (กรมควบคุมโรค)

ต่างประเทศ

  • Centers for Disease Control and Prevention. Mycoplasma genitalium — STI Treatment Guidelines (CDC)
  • Centers for Disease Control and Prevention. Urethritis and Cervicitis — STI Treatment Guidelines (CDC)
  • Centers for Disease Control and Prevention. About Mycoplasma genitalium (CDC)
  • World Health Organization. Recommendations for the treatment of Mycoplasma genitalium 2024. (WHO)

แชร์ข้อมูลไปยัง

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

No results found.

ยังไม่มีบัญชี