ตรวจหนองในและ Chlamydia ด้วยปัสสาวะ vs Swab ต่างกันอย่างไร? แบบไหนเหมาะกับตำแหน่งที่เสี่ยง
การตรวจ Gonorrhea และ Chlamydia ด้วย NAAT สามารถใช้ได้ทั้งปัสสาวะและ Swab แต่ต้องเลือกตัวอย่างให้ตรงกับตำแหน่งที่มีความเสี่ยง ปัสสาวะเหมาะกับการตรวจการติดเชื้อบริเวณท่อปัสสาวะ โดยเฉพาะในผู้ชาย ส่วน vaginal swab มักมีความไวสูงสำหรับผู้หญิง หากมี oral sex ควรพิจารณา throat swab และหากมี anal sex ควรพิจารณา rectal swab เพราะการตรวจปัสสาวะเพียงอย่างเดียวไม่สามารถตัดการติดเชื้อที่คอหรือทวารหนักได้
Urine กับ Swab ตรวจหนองในและ Chlamydia ต่างกันอย่างไร?
ทั้งปัสสาวะและ Swab สามารถนำไปตรวจด้วยวิธี Nucleic Acid Amplification Test หรือ NAAT ซึ่งเป็นวิธีหลักที่ใช้ตรวจหาเชื้อ Neisseria gonorrhoeae และ Chlamydia trachomatis
ความแตกต่างสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่า “วิธีไหนดีกว่าเสมอ” แต่คือ ตัวอย่างนั้นมาจากตำแหน่งที่เชื้ออาจอยู่หรือไม่
ตัวอย่างที่ใช้ได้ เช่น
- First-catch urine
- Vaginal swab
- Cervical swab
- Urethral swab
- Throat หรือ pharyngeal swab
- Rectal swab
ดังนั้นประวัติการมีเพศสัมพันธ์และตำแหน่งที่สัมผัสเชื้อมีความสำคัญต่อการเลือกชนิดตัวอย่าง
ถ้าเป็นผู้ชาย ตรวจปัสสาวะพอไหม?
ถ้าความเสี่ยงอยู่ที่ท่อปัสสาวะ เช่น มีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอดโดยไม่ใช้ถุงยาง หรือได้รับ oral sex และต้องการตรวจ Urethral Gonorrhea/Chlamydia การตรวจ First-catch urine ด้วย NAAT เป็นตัวเลือกที่ใช้กันมากและเหมาะสม
CDC ระบุว่าในผู้ชาย First-void หรือ First-catch urine เป็น specimen ที่เหมาะสำหรับการตรวจ urogenital Chlamydia และ Gonorrhea ด้วย NAAT
ข้อดีคือ
- ไม่ต้องสอด Swab เข้าในท่อปัสสาวะ
- เก็บตัวอย่างง่าย
- ความไวสูงเมื่อใช้กับตำแหน่ง urogenital ที่เหมาะสม
- ผู้ป่วยยอมรับได้ง่ายกว่า urethral swab
แต่ถ้ามีความเสี่ยงที่คอหรือทวารหนัก ปัสสาวะอย่างเดียวไม่เพียงพอ
First-catch urine ต่างจากปัสสาวะกลางสายอย่างไร?
การตรวจ STI ด้วยปัสสาวะมักต้องการ First-catch หรือ First-void urine ไม่ใช่ midstream urine แบบที่ใช้ตรวจ UTI ทั่วไป
หลักทั่วไปคือเก็บ “ช่วงแรกของปัสสาวะ” เพราะมีเซลล์และสารจากท่อปัสสาวะที่อาจมีเชื้ออยู่มากกว่า
หลายห้องปฏิบัติการอาจแนะนำให้
- ไม่ปัสสาวะก่อนเก็บตัวอย่างประมาณ 1–2 ชั่วโมง
- เก็บปัสสาวะช่วงแรกประมาณปริมาณที่ห้องแล็บกำหนด
- ไม่จำเป็นต้องล้างบริเวณอวัยวะเพศก่อนเก็บเหมือนการตรวจบางประเภท
อย่างไรก็ตามควรยึดคำแนะนำของชุดตรวจหรือห้องปฏิบัติการนั้น เพราะแต่ละระบบ NAAT อาจมีรายละเอียดต่างกัน
ถ้าเป็นผู้หญิง ปัสสาวะกับ Vaginal Swab แบบไหนเหมาะกว่า?
สำหรับผู้หญิง Vaginal Swab มักเป็นตัวอย่างที่แนะนำและมีความไวสูงกว่าปัสสาวะสำหรับการตรวจ urogenital Chlamydia และ Gonorrhea ในหลายระบบตรวจ
CDC ระบุว่า vaginal swab เป็น optimal urogenital specimen สำหรับการตรวจ Chlamydia ในผู้หญิง และสามารถใช้ตรวจ Gonorrhea ด้วย NAAT ได้เช่นกัน
ข้อดีคือ
- ตรวจได้ตรงบริเวณ genital tract
- ความไวสูง
- สามารถให้ผู้ป่วยเก็บตัวอย่างเองได้ในสถานพยาบาลเมื่อมีระบบรองรับ
- ไม่จำเป็นต้องตรวจภายในโดยแพทย์ทุกครั้ง
ดังนั้นในผู้หญิง หากมีตัวเลือก Vaginal Swab มักเป็นตัวเลือกที่เหมาะมากกว่าการพึ่ง urine อย่างเดียว
ต้องให้แพทย์เก็บ Vaginal Swab หรือเก็บเองได้?
สามารถเก็บเองได้ในหลายสถานการณ์
CDC ระบุว่า patient-collected vaginal swab ในสถานพยาบาลให้ผลใกล้เคียงกับ clinician-collected specimen เมื่อใช้ NAAT ที่รองรับ
จึงช่วยลดความไม่สะดวกและเพิ่มโอกาสเข้าถึงการตรวจ
อย่างไรก็ตามต้องใช้ชุดเก็บตัวอย่างที่ถูกต้องและทำตามขั้นตอนของห้องปฏิบัติการ

ถ้ามี Oral Sex ตรวจปัสสาวะจะเจอหนองในที่คอไหม?
ไม่สามารถใช้ปัสสาวะเพื่อ排除การติดเชื้อที่คอได้
หากคอเป็นตำแหน่งที่สัมผัสเชื้อ เช่น ใช้ปากกับอวัยวะเพศของคู่ เชื้อ Gonorrhea สามารถติดบริเวณคอได้และมักไม่มีอาการ
การตรวจที่ตรงตำแหน่งคือ Pharyngeal Swab หรือ Throat Swab
ดังนั้น
- Urine negative ≠ ไม่มี Gonorrhea ที่คอ
- Genital test negative ≠ throat test negative
นี่เป็นเหตุผลสำคัญที่ต้องแจ้งประวัติ oral sex ให้บุคลากรทางการแพทย์ทราบ
แล้ว Chlamydia ที่คอตรวจได้ไหม?
ตรวจได้ด้วย NAAT ในระบบที่รองรับ แต่ความสำคัญทางคลินิกต่างจาก Pharyngeal Gonorrhea
CDC แนะนำให้ผู้ที่ตรวจพบ Gonorrhea หรือ Chlamydia จาก pharyngeal specimen ได้รับการรักษาตามแนวทางที่เหมาะสม
อย่างไรก็ตามการ screening Chlamydia ที่คอไม่ได้จำเป็นในทุกคนเหมือนการประเมิน Gonorrhea และควรเลือกตามประวัติความเสี่ยงและแนวทางของสถานพยาบาล
ถ้ามี Anal Sex ต้องตรวจ Rectal Swab ไหม?
ควรพิจารณาอย่างมากหากทวารหนักเป็นตำแหน่งที่รับการสอดใส่หรือสัมผัสเชื้อ
Gonorrhea และ Chlamydia สามารถติดบริเวณ Rectum ได้ และผู้ติดเชื้อจำนวนหนึ่งไม่มีอาการ
อาการที่อาจพบ เช่น
- ปวดหรือระคายบริเวณทวารหนัก
- มีมูก
- มีเลือด
- ปวดถ่าย
- รู้สึกอยากถ่ายตลอดเวลา
แต่ไม่มีอาการก็ยังติดเชื้อได้
ดังนั้นหากมี receptive anal sex การตรวจ Rectal Swab จะตรงกับตำแหน่งความเสี่ยงมากกว่าปัสสาวะ
ปัสสาวะเป็นลบ แต่ Rectal Swab เป็นบวกได้ไหม?
ได้
เพราะเป็นคนละตำแหน่งของการติดเชื้อ
ตัวอย่างเช่น ผู้ที่มี Gonorrhea อยู่เฉพาะที่ทวารหนักอาจ
- Urine NAAT negative
- Rectal NAAT positive
เช่นเดียวกับ Pharyngeal Gonorrhea ที่อาจตรวจพบจาก throat swab แต่ urine เป็นลบ
ดังนั้นการตรวจจากตำแหน่งเดียวไม่สามารถใช้ตัดการติดเชื้อทุกตำแหน่งในร่างกายได้
แล้ว Urethral Swab ยังจำเป็นอยู่ไหม ถ้ามี Urine NAAT?
ในผู้ชายที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อนและสามารถทำ NAAT จาก first-catch urine ได้ Urethral Swab มักไม่จำเป็นสำหรับการ screening ทั่วไป
แต่ Urethral Swab อาจยังมีบทบาทในบางกรณี เช่น
- ต้องการ Gram stain
- มีหนองออกจากท่อปัสสาวะชัดเจน
- ต้องการ Culture
- สงสัย Gonorrhea Treatment Failure
- ต้องการ antimicrobial susceptibility testing
- ห้องปฏิบัติการมีข้อกำหนดเฉพาะ
โดยเฉพาะกรณีสงสัยหนองในดื้อยา Culture มีความสำคัญ เพราะ NAAT บอกได้ว่ามีสารพันธุกรรมของเชื้อ แต่ไม่สามารถทำ antimicrobial susceptibility testing ได้โดยตรง
NAAT กับ Culture ต่างกันอย่างไร?
NAAT มีความไวสูงและเหมาะกับการตรวจ Gonorrhea และ Chlamydia โดยทั่วไป
ข้อดีของ NAAT คือ
- ความไวสูง
- ใช้กับ urine และ swab หลายตำแหน่งได้
- ตรวจ Chlamydia ได้ดี
- ใช้ตรวจผู้ไม่มีอาการได้
ส่วน Culture มีบทบาทสำคัญใน Gonorrhea เมื่อ
- สงสัย Treatment Failure
- อาการไม่หายหลังรักษา
- ต้องการตรวจความไวต่อยาปฏิชีวนะ
- ต้องติดตามปัญหาเชื้อดื้อยา
Chlamydia ไม่ได้ตรวจ Culture ในงาน routine เหมือน Gonorrhea
มีเพศสัมพันธ์หลายแบบ ต้องตรวจหลายตำแหน่งหรือไม่?
อาจจำเป็น
ตัวอย่างเช่น หากมีทั้ง
- vaginal sex
- oral sex
- anal sex
อาจต้องพิจารณา
- Urine หรือ genital swab
- Throat swab
- Rectal swab
ตามตำแหน่งที่มีการสัมผัสเชื้อจริง
หลักที่ใช้จำได้ง่ายคือ
“ตรวจตรงตำแหน่งที่สัมผัส”
ไม่ควรคิดว่าปัสสาวะหนึ่งครั้งจะตรวจ Gonorrhea และ Chlamydia ได้ทุกตำแหน่ง
ไม่มีอาการ ต้องตรวจ Swab ที่คอหรือทวารหนักไหม?
อาจควรตรวจหากมีความเสี่ยง เพราะ Extragenital Gonorrhea และ Chlamydia สามารถไม่มีอาการได้
CDC แนะนำการ screening ตามตำแหน่งสัมผัสในประชากรบางกลุ่ม โดยเฉพาะผู้ที่มีความเสี่ยงจาก oral หรือ anal exposure
ดังนั้นคำถามที่สำคัญไม่ใช่เพียงว่า “มีอาการไหม” แต่คือ “ตำแหน่งใดเคยสัมผัสเชื้อ”
ตรวจหลังเสี่ยงกี่วันจึงเหมาะสม?
NAAT สามารถตรวจพบการติดเชื้อได้ค่อนข้างเร็ว แต่ไม่มี window period ตัวเลขเดียวที่รับประกันผลสำหรับทุก assay และทุกตำแหน่ง
ในทางปฏิบัติ หากมีอาการ เช่น
- มีหนอง
- ปัสสาวะแสบ
- ปวดท้องน้อย
- ปวดอัณฑะ
- มีมูกจากทวารหนัก
ควรตรวจทันที ไม่ควรรอให้ครบจำนวนวันที่กำหนด
หากไม่มีอาการแต่ตรวจเร็วมากหลังสัมผัสเชื้อ ผลลบอาจต้องตีความร่วมกับระยะเวลาหลังเสี่ยงและอาจพิจารณาตรวจซ้ำตามคำแนะนำของสถานพยาบาล
หลังรักษาแล้ว ตรวจ NAAT ซ้ำทันทีได้ไหม?
ไม่ควรตรวจเร็วเกินไปโดยไม่มีข้อบ่งชี้ เพราะ NAAT อาจยังตรวจพบสารพันธุกรรมจากเชื้อที่ตายแล้วได้ช่วงหนึ่งหลังรักษา
สำหรับ Gonorrhea ที่อวัยวะเพศหรือทวารหนักที่รักษาตามสูตรมาตรฐาน CDC ระบุว่าโดยทั่วไปไม่จำเป็นต้อง Test of Cure เป็นประจำ
แต่ Pharyngeal Gonorrhea ควรทำ Test of Cure ประมาณ 7–14 วันหลังรักษา
สำหรับ Chlamydia ในผู้ที่ไม่ตั้งครรภ์ โดยทั่วไปไม่แนะนำ Test of Cure เป็นประจำหากใช้ยาครบและไม่มีข้อสงสัยเรื่อง adherence หรือ reinfection ส่วนหญิงตั้งครรภ์มีคำแนะนำต่างออกไป
ตรวจแล้วเป็นลบทุกตำแหน่ง ยังต้องตรวจ HIV และ Syphilis ไหม?
ขึ้นกับลักษณะความเสี่ยง แต่การตรวจ Gonorrhea/Chlamydia ไม่ได้ครอบคลุม STI ทุกชนิด
หากมีเพศสัมพันธ์ที่เสี่ยง อาจต้องพิจารณาเพิ่มเติม เช่น
- HIV
- Syphilis
- Hepatitis B
- Hepatitis C ในบางกลุ่มความเสี่ยง
CDC แนะนำว่าผู้ที่ได้รับการวินิจฉัย Gonorrhea ควรได้รับการตรวจ Chlamydia, Syphilis และ HIV ร่วมด้วย
ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม
- ตรวจหนองในหลังเสี่ยงกี่วัน? Urine NAAT กับ Swab ต่างกันอย่างไร
- หลังมีเพศสัมพันธ์เสี่ยง ควรตรวจ HIV ซิฟิลิส หนองใน และโรคอะไรบ้าง?
- รักษาหนองในแล้ว ยังปัสสาวะแสบหรือมีมูกอยู่ เกิดจากอะไร? เชื้อยังไม่หายหรือเป็นเชื้ออื่น
- หนองในที่คอมีอาการไหม? Oral Sex ต้องตรวจ Throat Swab เมื่อไร
FAQ
ตรวจปัสสาวะหนองในเป็นลบ แปลว่าไม่มีหนองในทุกตำแหน่งไหม?
ไม่ใช่ ผลปัสสาวะสะท้อนการติดเชื้อ urogenital เป็นหลัก หากมีความเสี่ยงที่คอหรือทวารหนัก อาจยังต้องตรวจ throat swab หรือ rectal swab
ผู้ชายตรวจหนองในด้วยปัสสาวะได้ไหม?
ได้ First-catch urine NAAT เป็นตัวอย่างมาตรฐานที่ใช้ตรวจ urogenital Gonorrhea และ Chlamydia ในผู้ชาย
ผู้หญิงตรวจปัสสาวะแทน Vaginal Swab ได้ไหม?
ทำได้ในบางระบบ แต่ Vaginal Swab มักเป็นตัวอย่างที่เหมาะและมีความไวสูงกว่าสำหรับ urogenital Chlamydia/Gonorrhea ในผู้หญิง
มี Oral Sex แต่ไม่มีอาการเจ็บคอ ต้องตรวจ Throat Swab ไหม?
ควรพิจารณาตามความเสี่ยง เพราะ Pharyngeal Gonorrhea สามารถไม่มีอาการได้ และ urine test ไม่สามารถตัดการติดเชื้อที่คอได้
มี Anal Sex แต่ตรวจปัสสาวะเป็นลบ ยังต้องตรวจ Rectal Swab ไหม?
ควรพิจารณาหากมี receptive anal exposure เพราะการติดเชื้อที่ทวารหนักอาจเกิดขึ้นโดยที่ urine test ยังเป็นลบ
สรุป
การตรวจ Gonorrhea และ Chlamydia ไม่ควรถามเพียงว่า “Urine หรือ Swab อันไหนแม่นกว่า?” แต่ควรถามว่า “ตำแหน่งไหนมีความเสี่ยง?”
หลักสำคัญคือ
- ผู้ชายที่ต้องการตรวจ Urethral Gonorrhea/Chlamydia → First-catch urine NAAT ใช้ได้ดี
- ผู้หญิง → Vaginal Swab มักเป็นตัวอย่างที่เหมาะมากสำหรับ urogenital infection
- มี oral exposure → พิจารณา Throat Swab
- มี receptive anal exposure → พิจารณา Rectal Swab
- Urine negative ไม่ตัดการติดเชื้อที่คอหรือทวารหนัก
- NAAT เหมาะกับการตรวจทั่วไปและมีความไวสูง
- หากสงสัย Gonorrhea Treatment Failure หรือเชื้อดื้อยา → Culture และ antimicrobial susceptibility testing มีบทบาทสำคัญ
- ผู้ที่มีความเสี่ยงหลายตำแหน่งอาจต้องตรวจมากกว่าหนึ่ง specimen
หลักจำง่ายที่สุดคือ “ตรวจให้ตรงตำแหน่งที่สัมผัสเชื้อ” เพราะการตรวจเพียงปัสสาวะอย่างเดียวอาจพลาด Extragenital Gonorrhea หรือ Chlamydia ได้

บทความที่เกี่ยวข้อง
- ตรวจหนองในหลังเสี่ยงกี่วัน? Urine NAAT กับ Swab ต่างกันอย่างไร
- หนองในที่คอมีอาการไหม? Oral Sex ต้องตรวจ Throat Swab เมื่อไร
- รักษาหนองในแล้ว ยังปัสสาวะแสบหรือมีมูกอยู่ เกิดจากอะไร? เชื้อยังไม่หายหรือเป็นเชื้ออื่น
- หลังมีเพศสัมพันธ์เสี่ยง ควรตรวจ HIV ซิฟิลิส หนองใน และโรคอะไรบ้าง?
- Doxycycline vs Cefixime vs Azithromycin รักษาหนองในต่างกันอย่างไร?
References
Centers for Disease Control and Prevention. Chlamydial Infections – STI Treatment Guidelines.
https://www.cdc.gov/std/treatment-guidelines/chlamydia.htm
Centers for Disease Control and Prevention. Gonococcal Infections Among Adolescents and Adults – STI Treatment Guidelines.
https://www.cdc.gov/std/treatment-guidelines/gonorrhea-adults.htm
Centers for Disease Control and Prevention. Sexually Transmitted Infections Treatment Guidelines, 2021 – Diagnostic Considerations.
https://www.cdc.gov/mmwr/volumes/70/rr/rr7004a1.htm
U.S. Preventive Services Task Force. Chlamydia and Gonorrhea: Screening.
https://www.uspreventiveservicestaskforce.org/uspstf/recommendation/chlamydia-and-gonorrhea-screening
กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. แนวทางการดูแลรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ พ.ศ. 2567.
https://stisqsa.ddc.moph.go.th/app-assets/manual/2567/แนวทางการดูแลรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์_2567.pdf
หมายเหตุสำคัญ
ชนิดตัวอย่างและตำแหน่งที่ควรตรวจขึ้นกับเพศ ลักษณะการมีเพศสัมพันธ์ อาการ และระบบตรวจของห้องปฏิบัติการ ไม่ใช่ทุก NAAT จะได้รับการรับรองสำหรับ specimen ทุกตำแหน่ง จึงควรตรวจสอบกับสถานพยาบาลที่ให้บริการ
หากมีอาการ เช่น หนองออกจากท่อปัสสาวะ ปัสสาวะแสบ ปวดอัณฑะ ปวดท้องน้อย มีมูกหรือเลือดออกจากทวารหนัก หรือมีอาการหลังสัมผัสเสี่ยง ไม่ควรรอเพื่อให้ถึงช่วงเวลาตรวจตามตาราง แต่ควรได้รับการประเมินโดยเร็ว
เรียบเรียงโดย: www.chulalakpharmacy.com






