Finasteride ทำให้สมรรถภาพทางเพศลดลงจริงไหม? ดูความเสี่ยงจากงานวิจัยอย่างไร

Finasteride ทำให้สมรรถภาพทางเพศลดลงจริงไหม? ดูความเสี่ยงจากงานวิจัยอย่างไร

Finasteride 1 mg ที่ใช้รักษาผมร่วงกรรมพันธุ์สามารถทำให้ความต้องการทางเพศลดลง การแข็งตัวลดลง หรือมีความผิดปกติของการหลั่งได้จริง แต่ความเสี่ยงโดยรวมค่อนข้างต่ำ งานวิจัยแบบควบคุมพบผลข้างเคียงทางเพศประมาณ 1.9–6.7% ในผู้ใช้ Finasteride เทียบกับ 0.9–3.9% ในกลุ่ม placebo ขณะที่ข้อมูล FDA เดิมพบผู้มีผลข้างเคียงทางเพศอย่างน้อยหนึ่งอาการประมาณ 3.8% เทียบกับ 2.1% ใน placebo การประเมินความเสี่ยงจึงควรดูทั้ง absolute risk, placebo rate และคุณภาพของงานวิจัย ไม่ใช่ดูเพียงรายงานผลข้างเคียงจากอินเทอร์เน็ต

Finasteride ทำให้สมรรถภาพทางเพศลดลงจริงไหม?

จริงในผู้ใช้บางส่วน แต่ไม่ได้เกิดกับทุกคน

Finasteride ยับยั้งเอนไซม์ 5-alpha reductase ทำให้การเปลี่ยน Testosterone เป็น Dihydrotestosterone หรือ DHT ลดลง ซึ่งเป็นกลไกที่ช่วยชะลอการเล็กลงของรูขุมขนในผู้ชายที่มี Androgenetic Alopecia

เนื่องจาก DHT มีบทบาทในระบบสืบพันธุ์และการทำงานทางเพศบางส่วน การลด DHT จึงสามารถสัมพันธ์กับผลข้างเคียง เช่น

  • ความต้องการทางเพศลดลง
  • Erectile Dysfunction
  • การหลั่งผิดปกติ
  • ปริมาณน้ำอสุจิลดลง
  • ความพึงพอใจทางเพศลดลงในบางราย

แต่ใน randomized controlled trials ความเสี่ยงโดยรวมไม่ได้สูงในผู้ใช้ส่วนใหญ่

ถ้าดูจากข้อมูล FDA ความเสี่ยงประมาณเท่าไร?

ข้อมูลจาก clinical trials ของ Finasteride 1 mg สำหรับ Male Pattern Hair Loss เป็นหนึ่งในข้อมูลที่ช่วยให้เห็น absolute risk ได้ชัดเจน

ในปีแรกของการรักษา FDA รายงานว่า

  • ความต้องการทางเพศลดลง: Finasteride 1.8% เทียบกับ placebo 1.3%
  • Erectile Dysfunction: 1.3% เทียบกับ 0.7%
  • Ejaculation Disorder: 1.2% เทียบกับ 0.7%

เมื่อรวมผู้ที่มี sexual adverse event อย่างน้อยหนึ่งรายการ พบประมาณ

  • Finasteride 3.8%
  • Placebo 2.1%

จึงเห็นว่าความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจริง แต่ความแตกต่างเชิง absolute risk อยู่ในระดับไม่กี่เปอร์เซ็นต์

ทำไมต้องดู Placebo ด้วย?

เพราะปัญหาทางเพศเกิดขึ้นได้ในประชากรทั่วไปโดยไม่เกี่ยวกับ Finasteride

ตัวอย่างสาเหตุอื่น ได้แก่

  • ความเครียด
  • ความวิตกกังวล
  • การพักผ่อนไม่เพียงพอ
  • ปัญหาความสัมพันธ์
  • เบาหวาน
  • โรคหลอดเลือด
  • Testosterone ต่ำ
  • ยากลุ่ม antidepressant
  • แอลกอฮอล์
  • ภาวะซึมเศร้า

ถ้างานวิจัยพบ Erectile Dysfunction 2% ในกลุ่มยา แต่ placebo ก็มี 1–1.5% การกล่าวว่า “Finasteride ทำให้ ED 2%” โดยไม่พูดถึง placebo อาจทำให้ประเมินความเสี่ยงสูงเกินจริง

วิธีอ่านที่เหมาะสมจึงควรดูทั้ง

  • อัตราในกลุ่ม Finasteride
  • อัตราในกลุ่ม placebo
  • Absolute Risk Difference
  • Relative Risk

Absolute Risk กับ Relative Risk ต่างกันอย่างไร?

สมมติผลข้างเคียงเกิดใน

  • Finasteride 4%
  • Placebo 2%

Absolute Risk Difference เท่ากับประมาณ 2 จุดเปอร์เซ็นต์ หมายความว่ามีผู้เกิดอาการเพิ่มประมาณ 2 คนต่อผู้ใช้ 100 คน เมื่อเทียบกับ placebo

แต่ Relative Risk จะเท่ากับประมาณ 2 เท่า

ทั้งสองตัวเลขถูกต้อง แต่ให้ความรู้สึกต่างกันมาก

ดังนั้นเมื่อเห็นคำว่า “ความเสี่ยงเพิ่มขึ้น 60%” หรือ “เพิ่มขึ้น 2 เท่า” ควรถามต่อเสมอว่า ความเสี่ยงพื้นฐานเดิมคือเท่าไร


Meta-analysis พบความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจริงไหม?

มีข้อมูลสนับสนุน

Meta-analysis ที่รวม randomized placebo-controlled trials ในผู้ชายที่รักษา Androgenetic Alopecia พบว่า Finasteride มี relative risk ของ sexual dysfunction ประมาณ 1.66 เท่าเมื่อเทียบกับ placebo

อย่างไรก็ตาม relative risk ไม่ได้บอกว่าคนส่วนใหญ่จะเกิดอาการ เพราะ absolute event rate ในการศึกษาหลายงานยังอยู่ในระดับต่ำ

Systematic Review ที่เผยแพร่ในปี 2026 และรวบรวมข้อมูลถึงปลายปี 2025 พบว่า randomized controlled trials ของ Oral Finasteride 1 mg รายงาน sexual adverse events ประมาณ

  • Finasteride 1.9–6.7%
  • Placebo 0.9–3.9%

งานทบทวนสรุปว่าโดยรวมผลข้างเคียงเหล่านี้พบไม่บ่อย และในรายงานส่วนใหญ่มีลักษณะ mild และ reversible

ทำไมบางงานวิจัยพบความเสี่ยง แต่บางงานไม่พบ?

เพราะงานวิจัยแต่ละแบบตอบคำถามไม่เหมือนกัน

Randomized Controlled Trial มีข้อดีตรงที่ลด confounding ได้ดี แต่บางการศึกษามีจำนวนผู้ป่วยหรือระยะเวลาติดตามไม่มากพอที่จะจับ adverse event ที่พบไม่บ่อย

Observational Study สามารถติดตามคนจำนวนมากและยาวนานกว่า แต่ได้รับผลจากปัจจัยอื่น เช่น อายุ โรคประจำตัว และเหตุผลที่ผู้ป่วยเลือกใช้ยา

ตัวอย่างการศึกษาในปี 2019 ที่ประเมินผู้ชายมากกว่า 700 คนไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญของ sexual dysfunction ระหว่างผู้ใช้และไม่ใช้ Finasteride

ดังนั้นหลักฐานโดยรวมไม่ได้หมายความว่า “ไม่มีความเสี่ยง” แต่สะท้อนว่าความเสี่ยงมีขนาดค่อนข้างเล็กและแตกต่างกันในแต่ละการศึกษา

ข้อมูลระยะยาวล่าสุดบอกอะไร?

การศึกษา matched-cohort ในปี 2026 เปรียบเทียบผู้ชายที่มี Androgenetic Alopecia จำนวน 3,470 คนที่ใช้ Finasteride 1 mg ระยะยาว กับกลุ่มควบคุม 3,470 คน

ผลพบว่าอัตราการได้รับการวินิจฉัย Erectile Dysfunction ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญระหว่างสองกลุ่ม

อย่างไรก็ตาม กลุ่ม Finasteride มีอัตราได้รับยา PDE5 inhibitor เช่นยาที่ใช้รักษา ED มากกว่า

  • Finasteride 13.6%
  • Control 10.5%

และได้รับยาเหล่านี้เร็วกว่ากลุ่มควบคุม

ผู้วิจัยจึงสรุปว่ายังจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลทางระบบปัสสาวะและสมรรถภาพทางเพศจากการใช้ Finasteride 1 mg ระยะยาว

Nocebo Effect มีผลหรือไม่?

มีหลักฐานว่าอาจมีส่วน

Nocebo Effect หมายถึงการเกิดหรือรับรู้ผลข้างเคียงมากขึ้นจากความคาดหวังว่าจะเกิดอาการ

งานวิจัยหนึ่งในผู้ใช้ Finasteride พบว่ากลุ่มที่ได้รับข้อมูลรายละเอียดเรื่องผลข้างเคียงทางเพศก่อนเริ่มยา รายงาน sexual side effects มากกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับข้อมูลดังกล่าวอย่างชัดเจน

แต่สิ่งนี้ไม่ได้หมายความว่าผลข้างเคียงทั้งหมดเกิดจากความคิด

Finasteride มี pharmacological mechanism และ randomized trials ก็พบ sexual adverse events จริง สิ่งที่ Nocebo Effect แสดงคืออัตราอาการที่ผู้ป่วยรายงานอาจได้รับอิทธิพลทั้งจากยาและจากความคาดหวัง

ดังนั้นควรให้ข้อมูลความเสี่ยงอย่างตรงไปตรงมาโดยไม่สร้างความกลัวเกินจริง

ถ้าเกิดผลข้างเคียง ต้องหยุด Finasteride ทันทีไหม?

ขึ้นกับความรุนแรงและความต้องการของผู้ใช้

หากมีอาการเล็กน้อย ควรพิจารณาปัจจัยอื่นร่วมด้วยและพูดคุยกับแพทย์หรือเภสัชกรก่อนตัดสินใจ

สิ่งที่ควรประเมิน ได้แก่

  • อาการเริ่มหลังยาเมื่อไร
  • ก่อนใช้ Finasteride มีปัญหาเดิมหรือไม่
  • ความต้องการทางเพศลดลงหรือเป็นปัญหาเรื่องการแข็งตัว
  • มีความเครียดหรือนอนน้อยหรือไม่
  • ใช้ยาอื่นที่มีผลต่อ sexual function หรือไม่
  • มีโรคเบาหวานหรือโรคหลอดเลือดหรือไม่

ผู้ป่วยบางคนอาจเลือกหยุดยา ปรับแผน หรือเปลี่ยนไปใช้ Topical Finasteride หรือ Minoxidil ตามความเหมาะสม

ไม่ควรเพิ่มหรือลดขนาดยาด้วยตนเองเพียงเพื่อทดลองโดยไม่มีแผนติดตาม

ถ้าหยุดยา ผลข้างเคียงจะหายไหม?

ใน controlled trials ส่วนใหญ่ อาการทางเพศที่เกิดขึ้นมีแนวโน้มดีขึ้นหลังหยุดยา และในบางคนดีขึ้นแม้ยังใช้ยาต่อ

ข้อมูล FDA จาก clinical trials ระบุว่า sexual adverse events ส่วนใหญ่หายหลังหยุดยา และหลายรายที่ใช้ยาต่อก็มีอาการดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม มี postmarketing reports ของ sexual dysfunction ที่ดำเนินต่อหลังหยุดยา เช่น

  • Erectile Dysfunction
  • ความต้องการทางเพศผิดปกติ
  • Ejaculation Disorder
  • Orgasm Disorder

FDA จึงระบุข้อมูลดังกล่าวไว้ในฉลากยา

แต่ postmarketing reports ไม่สามารถบอก incidence ที่แท้จริงหรือพิสูจน์เหตุและผลได้ เนื่องจากเป็นการรายงานโดยสมัครใจและไม่มี denominator ที่แน่นอน

Post-Finasteride Syndrome มีจริงไหม?

คำว่า Post-Finasteride Syndrome หรือ PFS ใช้อธิบายกลุ่มอาการที่ผู้ป่วยบางรายรายงานว่ายังคงมีอาการทางเพศ อารมณ์ หรือระบบประสาทหลังหยุด Finasteride

มีรายงานผู้ป่วยและงานศึกษาบางส่วนสนับสนุนว่ามีผู้ป่วยกลุ่มหนึ่งที่รายงานอาการต่อเนื่องจริง แต่ยังมีข้อถกเถียงเกี่ยวกับ

  • incidence ที่แท้จริง
  • กลไก
  • ปัจจัยเสี่ยง
  • ความสัมพันธ์เชิงสาเหตุโดยตรง

งานวิจัยบางชิ้นที่ศึกษาผู้มี persistent symptoms มี selection bias และ recall bias สูง จึงไม่ควรนำตัวเลขจากกลุ่มผู้ป่วยที่เลือกมาเฉพาะผู้มีอาการ ไปใช้เป็นความเสี่ยงของผู้ใช้ Finasteride ทั่วไป

คำอธิบายที่เหมาะสมจึงคือ มีรายงาน persistent symptoms แต่ความถี่และกลไกที่แท้จริงยังไม่ชัดเจน

Finasteride ทำให้มีบุตรยากไหม?

เรื่อง fertility แตกต่างจาก sexual function

Finasteride อาจมีผลต่อ

  • ปริมาณน้ำอสุจิ
  • จำนวนอสุจิ
  • ความเข้มข้นของอสุจิ
  • การเคลื่อนไหวของอสุจิ

ในผู้ชายบางราย โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาภาวะเจริญพันธุ์เดิม

ข้อมูลหลายการศึกษาพบว่าค่าบางอย่างสามารถดีขึ้นหลังหยุด Finasteride

ดังนั้นผู้ชายที่กำลังประเมินภาวะมีบุตรยาก มี sperm count ต่ำ หรือกำลังพยายามมีบุตร อาจควรแจ้งแพทย์ว่ากำลังใช้ Finasteride

แต่การใช้ Finasteride ไม่ได้หมายความว่าผู้ใช้ทุกคนจะมีบุตรยาก

Topical Finasteride ช่วยลดความเสี่ยงได้ไหม?

อาจลด systemic exposure และมีแนวโน้มเกิด sexual side effects น้อยกว่าแบบกิน

Systematic Review ปี 2026 รายงาน sexual adverse events ประมาณ

  • Topical Finasteride 0.25%: 2.8%
  • Oral Finasteride: 4.8%

แต่ Topical Finasteride ยังสามารถดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดและลด serum DHT ได้ จึงไม่ควรถือว่าไม่มี systemic risk

ควรประเมินอะไร ก่อนเริ่ม Finasteride?

ไม่จำเป็นต้องตรวจฮอร์โมนทุกคนก่อนเริ่ม แต่ควรรู้ baseline ของตัวเอง

อาจประเมินง่าย ๆ ว่า

  • Libido ปกติหรือไม่
  • การแข็งตัวปกติหรือไม่
  • มีปัญหาการหลั่งอยู่เดิมหรือไม่
  • ใช้ยาอะไรอยู่
  • มีโรคเบาหวานหรือโรคหลอดเลือดหรือไม่
  • มีภาวะซึมเศร้าหรือความวิตกกังวลหรือไม่
  • มีแผนมีบุตรหรือมีปัญหา fertility อยู่หรือไม่

การรู้ baseline ช่วยลดปัญหาการตีความภายหลังว่าอาการใดเริ่มก่อนหรือหลังใช้ยา

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม

  • Topical Finasteride มีผลข้างเคียงทางเพศน้อยกว่าแบบกินจริงไหม
  • Topical Finasteride คืออะไร? ต่างจาก Finasteride แบบกินอย่างไร
  • Finasteride กี่เดือนเห็นผล? Timeline เดือน 1–12 ของการรักษาผมร่วง
  • Finasteride + Minoxidil ใช้ร่วมกันได้ไหม? ดีกว่าใช้ตัวเดียวหรือไม่

FAQ

Finasteride 1 mg ทำให้ Erectile Dysfunction กี่เปอร์เซ็นต์?

ข้อมูล clinical trials ของ FDA ในปีแรกพบ Erectile Dysfunction ประมาณ 1.3% ใน Finasteride เทียบกับ 0.7% ใน placebo แต่ตัวเลขจากงานวิจัยอื่นอาจแตกต่างกันตามประชากรและวิธีศึกษา

คนส่วนใหญ่กิน Finasteride แล้วจะมีผลข้างเคียงทางเพศไหม?

ไม่ งานวิจัยควบคุมพบว่าผู้ใช้ส่วนใหญ่ไม่รายงาน sexual adverse events แต่ความเสี่ยงสูงกว่า placebo เล็กน้อยในหลายการศึกษา

Finasteride ทำให้ Testosterone ต่ำไหม?

โดยทั่วไป Finasteride ลดการเปลี่ยน Testosterone เป็น DHT ไม่ได้ออกฤทธิ์โดยตรงเพื่อทำให้ Testosterone ลดลง และ Testosterone อาจคงเดิมหรือเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในบางการศึกษา

หยุด Finasteride แล้วสมรรถภาพทางเพศกลับมาไหม?

ใน clinical trials ส่วนใหญ่ อาการที่เกิดขึ้นมีแนวโน้มกลับเป็นปกติหลังหยุดยา และบางคนดีขึ้นระหว่างใช้ยาต่อ แต่มี postmarketing reports ของอาการที่ยังคงอยู่หลังหยุดยา ซึ่งยังไม่สามารถระบุ incidence ที่แน่นอนได้

ถ้ากังวลผลข้างเคียงมาก ควรใช้ Topical Finasteride แทนไหม?

อาจเป็นทางเลือกหนึ่ง เพราะ systemic exposure ต่ำกว่าในบางสูตร แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่มี sexual side effects ควรพิจารณาร่วมกับประสิทธิภาพ ความสะดวก และความเสี่ยงของผู้ใช้แต่ละราย

สรุป

Finasteride สามารถทำให้สมรรถภาพทางเพศลดลงได้จริง แต่ความเสี่ยงในผู้ชายที่ใช้ Finasteride 1 mg เพื่อรักษาผมร่วงโดยรวมค่อนข้างต่ำ

ข้อมูลสำคัญจากงานวิจัยคือ

  • Decreased libido ประมาณ 1.8% เทียบ placebo 1.3% ในข้อมูล FDA
  • Erectile Dysfunction ประมาณ 1.3% เทียบ 0.7%
  • Ejaculation Disorder ประมาณ 1.2% เทียบ 0.7%
  • รวม sexual adverse events ในข้อมูล FDA ประมาณ 3.8% เทียบ 2.1%
  • Systematic Review ล่าสุดพบช่วงประมาณ 1.9–6.7% สำหรับ Finasteride เทียบ 0.9–3.9% ใน placebo
  • Meta-analysis สนับสนุนว่าความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับ placebo
  • แต่ผู้ใช้ส่วนใหญ่ไม่เกิดผลข้างเคียงทางเพศ
  • Nocebo Effect อาจเพิ่มอัตราการรายงานอาการได้
  • มีรายงาน persistent sexual symptoms หลังหยุดยา แต่ incidence และกลไกยังไม่ชัดเจน

ดังนั้นการอ่านงานวิจัยเรื่อง Finasteride ไม่ควรถามเพียงว่า “มีคนเกิดผลข้างเคียงกี่เปอร์เซ็นต์?”

ควรถามพร้อมกันว่า “กลุ่ม placebo เกิดกี่เปอร์เซ็นต์?”

เพราะสิ่งนี้ช่วยแยกความเสี่ยงพื้นฐานของปัญหาทางเพศออกจากความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากยา และทำให้ประเมิน Finasteride ได้สมดุลกว่าการดูเฉพาะรายงานผลข้างเคียงเพียงด้านเดียว



บทความที่เกี่ยวข้อง

  • Topical Finasteride มีผลข้างเคียงทางเพศน้อยกว่าแบบกินจริงไหม
  • Topical Finasteride คืออะไร? ต่างจาก Finasteride แบบกินอย่างไร
  • Finasteride กี่เดือนเห็นผล? Timeline เดือน 1–12 ของการรักษาผมร่วง
  • Finasteride + Minoxidil ใช้ร่วมกันได้ไหม? ดีกว่าใช้ตัวเดียวหรือไม่
  • Finasteride, Minoxidil และ Dutasteride ต่างกันอย่างไร? ผมร่วงแบบไหนใช้ยาอะไร


References

U.S. Food and Drug Administration. PROPECIA (Finasteride) Tablets 1 mg – Prescribing Information.
https://www.accessdata.fda.gov/drugsatfda_docs/label/2022/020788s030lbl.pdf

Sexual Dysfunction Associated With 5α-Reductase Inhibitors in the Treatment of Androgenetic Alopecia: A Systematic Review. 2026.
https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/42396141/

Lee S, et al. Adverse Sexual Effects of Treatment With Finasteride or Dutasteride for Male Androgenetic Alopecia: A Systematic Review and Meta-analysis.
https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/30206635/

Xu P, et al. The Urologic Impact of Long-term Finasteride 1-mg Use for Androgenic Alopecia: A Matched-cohort Database Analysis. World Journal of Urology. 2026.
https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/42258011/

Bhambhvani HP, et al. Risk of Sexual Dysfunction Among Reproductive-aged Men Following Low-dose Finasteride for Androgenetic Alopecia: A Propensity-matched Cohort Study. Journal of Sexual Medicine. 2026.
https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/42830721/

Mondaini N, et al. Finasteride 5 mg and Sexual Side Effects: How Many of These Are Related to a Nocebo Phenomenon? Journal of Sexual Medicine.
https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/17655657/



หมายเหตุสำคัญ

ตัวเลขผลข้างเคียงจาก Finasteride แตกต่างกันระหว่างการศึกษา และไม่ควรนำข้อมูลจาก Finasteride 5 mg ที่ใช้รักษาต่อมลูกหมากโตมาเทียบตรง ๆ กับ Finasteride 1 mg ที่ใช้รักษาผมร่วง เพราะขนาดยา ประชากร และอายุของผู้ใช้แตกต่างกัน

หากมี Erectile Dysfunction ความต้องการทางเพศลดลง การหลั่งผิดปกติ หรืออาการทางเพศอื่นหลังเริ่ม Finasteride ควรประเมินทั้งยาและปัจจัยอื่นร่วมกัน ไม่ควรสรุปทันทีว่าเกิดจาก Finasteride ทุกกรณี และไม่ควรละเลยอาการเพียงเพราะอัตราในงานวิจัยค่อนข้างต่ำ



เรียบเรียงโดย: www.chulalakpharmacy.com

แชร์ข้อมูลไปยัง

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

No results found.

ยังไม่มีบัญชี