Oral Sex ติดหนองในหรือ Chlamydia ได้ไหม? ต้องตรวจคอหรืออวัยวะเพศตรงไหน

Oral Sex ติดหนองในหรือ Chlamydia ได้ไหม? ต้องตรวจคอหรืออวัยวะเพศตรงไหน

Oral Sex สามารถแพร่ Gonorrhea และ Chlamydia ได้ โดยเชื้ออาจอยู่ที่คอหรืออวัยวะเพศตามตำแหน่งที่สัมผัส หากใช้ปากทำ Oral Sex ให้คู่ คอเป็นตำแหน่งที่มีความเสี่ยง จึงควรพิจารณา Throat Swab โดยเฉพาะ Gonorrhea หากคู่ใช้ปากทำ Oral Sex ให้เรา อวัยวะเพศของเราเป็นตำแหน่งเสี่ยง จึงตรวจ Urine หรือ Genital NAAT ตามเพศและกายวิภาค การตรวจปัสสาวะเป็นลบไม่ได้ตัดการติดเชื้อที่คอ เพราะแต่ละตำแหน่งต้องตรวจแยกกัน

Oral Sex ติด Gonorrhea หรือ Chlamydia ได้ไหม?

ได้

CDC ระบุว่า Oral Sex สามารถแพร่โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หลายชนิด ได้แก่

  • Gonorrhea
  • Chlamydia
  • Syphilis
  • Herpes
  • HPV
  • HIV แม้ความเสี่ยงจาก Oral Sex จะต่ำกว่าการมีเพศสัมพันธ์บางรูปแบบมาก

สำหรับ Gonorrhea และ Chlamydia เชื้อสามารถติดได้ทั้งบริเวณคอและอวัยวะเพศ ขึ้นอยู่กับว่าตำแหน่งใดสัมผัสกับเชื้อ

กรมควบคุมโรคของไทยก็ระบุว่า Oral Sex โดยไม่ใช้ถุงยางมีความเสี่ยงต่อ STI และแนวทางการดูแลรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ พ.ศ. 2567 มีคำแนะนำเรื่องการเก็บสิ่งส่งตรวจจากคอในผู้ที่มีเพศสัมพันธ์ทางปาก

ถ้าเราใช้ปากทำ Oral Sex ให้คู่ ต้องตรวจตรงไหน?

ตำแหน่งที่ควรคิดถึงก่อนคือ “คอ”

ตัวอย่างเช่น

ปากของเรา
→ สัมผัสอวัยวะเพศของคู่
→ เชื้อจากคู่เข้าสู่ช่องปากหรือ Pharynx ของเราได้

หากคู่มี Gonorrhea บริเวณอวัยวะเพศ เราจึงสามารถติด Pharyngeal Gonorrhea หรือหนองในที่คอได้

การตรวจที่เหมาะสมคือ

Throat Swab / Pharyngeal Swab → NAAT สำหรับ Gonorrhea

แนวทางกรมควบคุมโรคไทย พ.ศ. 2567 ยังระบุการเก็บ swab จาก Tonsils และ Pharynx เพื่อตรวจ Gonorrhea และ Chlamydia ด้วย NAAT ในผู้ที่มีเพศสัมพันธ์ทางปาก

ถ้าคู่ใช้ปากทำ Oral Sex ให้เรา ต้องตรวจตรงไหน?

ในสถานการณ์นี้ตำแหน่งที่สัมผัสคืออวัยวะเพศของเรา

ตัวอย่าง

ปากของคู่
→ สัมผัส Penis / Vulva / Genital Area ของเรา
→ เชื้อจากคอของคู่สามารถเข้าสู่อวัยวะเพศของเราได้

จึงควรพิจารณาตรวจ Urogenital Gonorrhea และ Chlamydia

ในผู้ชายมักใช้

  • First-catch urine NAAT

ในผู้หญิงมักใช้

  • Vaginal Swab NAAT

หรือสิ่งส่งตรวจอื่นตามสถานพยาบาล

ดังนั้นไม่ได้หมายความว่ามี Oral Sex แล้วทุกคนต้องตรวจคอเสมอ แต่ต้องดูว่า “คอของใครเป็นตำแหน่งที่สัมผัสเชื้อ”

ถ้าทั้งให้และรับ Oral Sex ต้องตรวจทั้งคอกับอวัยวะเพศไหม?

อาจต้องตรวจทั้งสองตำแหน่ง

ตัวอย่างเช่น

คุณใช้ปากทำ Oral Sex ให้คู่
และคู่ก็ใช้ปากทำ Oral Sex ให้คุณ

ในกรณีนี้มี exposure ทั้ง

  • Pharynx
  • Genital / Urethral site

จึงอาจพิจารณา

  • Throat Swab
  • Urine หรือ Genital Swab

การตรวจเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งอาจพลาดการติดเชื้ออีกตำแหน่งได้

หลักจำง่ายคือ

สัมผัสเชื้อตรงไหน → ตรวจตรงนั้น

ตรวจปัสสาวะเป็นลบ แปลว่าไม่มีหนองในที่คอไหม?

ไม่

นี่เป็นจุดที่สำคัญมาก

Urine NAAT ตรวจการติดเชื้อบริเวณ Urethra หรือ Urogenital tract เป็นหลัก

หากเชื้ออยู่เฉพาะที่คอ สามารถเกิดได้ว่า

Urine NAAT = Negative
Throat NAAT = Positive

ดังนั้นผลปัสสาวะเป็นลบไม่ได้ตัด Pharyngeal Gonorrhea

CDC ระบุว่าหากมีประวัติ Oral Sexual Exposure ควรพิจารณาตรวจ Pharyngeal Site ด้วย

หนองในที่คอมีอาการอย่างไร?

ส่วนใหญ่ไม่มีอาการ

CDC ระบุว่า Gonorrhea ที่ Pharynx ส่วนใหญ่เป็น asymptomatic

หากมีอาการ อาจพบ

  • เจ็บคอ
  • คอแดง
  • ต่อมทอนซิลอักเสบ
  • มีหนองที่ Tonsils
  • ต่อมน้ำเหลืองบริเวณคอโต

แต่ลักษณะเหล่านี้ไม่สามารถแยกจาก Viral Pharyngitis หรือ Tonsillitis ทั่วไปได้

ดังนั้นการไม่มีอาการไม่ได้ใช้ตัดหนองในที่คอ

ทำไม Gonorrhea ที่คอจึงสำคัญ?

แม้หลายคนไม่มีอาการ แต่ Pharyngeal Gonorrhea มีความสำคัญหลายด้าน

CDC ระบุว่าเชื้อที่คอ

  • สามารถแพร่ต่อได้
  • รักษายากกว่าการติดเชื้อบางตำแหน่ง
  • อาจมีบทบาทในการแพร่ antimicrobial resistance

Pharynx ยังเป็นบริเวณที่ Gonorrhea สามารถแลกเปลี่ยนสารพันธุกรรมกับเชื้อ Neisseria ชนิดอื่นที่อาศัยในช่องปากได้ จึงเป็นหนึ่งในเหตุผลที่การดื้อยาของ Gonorrhea ได้รับความสนใจอย่างมาก

Chlamydia ติดคอได้ไหม?

ได้ แต่พบและมีความสำคัญทางคลินิกน้อยกว่า Pharyngeal Gonorrhea

CDC ระบุว่า Oropharyngeal Chlamydia สามารถพบได้และสามารถแพร่จากคอไปยังอวัยวะเพศผ่าน Oral Sex ได้

อย่างไรก็ตาม CDC ไม่แนะนำ routine screening สำหรับ Oropharyngeal Chlamydia เนื่องจาก clinical significance ยังไม่ชัดเจนและ prevalence โดยทั่วไปต่ำ

ถ้าตรวจคอเพื่อหา Gonorrhea แล้วชุด NAAT รายงาน Chlamydia ออกมาด้วยและผลเป็นบวก CDC แนะนำให้รักษา

แล้วทำไมแนวทางไทยตรวจ Chlamydia ที่คอด้วย?

แนวทางกรมควบคุมโรคประเทศไทย พ.ศ. 2567 ระบุว่าในผู้ที่มีเพศสัมพันธ์ทางปาก สามารถเก็บตัวอย่างจาก Tonsils และ Pharynx ส่ง NAAT เพื่อหา

  • Neisseria gonorrhoeae
  • Chlamydia trachomatis

จึงมีรายละเอียดแตกต่างจาก CDC ซึ่งไม่ได้แนะนำ routine pharyngeal chlamydia screening

ความแตกต่างนี้ไม่ได้หมายความว่าแนวทางใดผิด แต่สะท้อนแนวทางการตรวจและบริบทบริการที่ต่างกัน

สำหรับผู้รับบริการในประเทศไทย สามารถยึดแนวทางของสถานพยาบาลและชุดตรวจที่ใช้เป็นหลัก

ถ้ามี Oral Sex กับผู้หญิง ติด Gonorrhea ที่คอได้ไหม?

ได้

การทำ Cunnilingus หรือใช้ปากสัมผัส Vulva/Vaginal Area ของคู่ที่มี Gonorrhea สามารถทำให้เกิดการติดเชื้อใน Pharynx ได้

ความเสี่ยงอาจแตกต่างจาก Oral Sex กับ Penis และข้อมูลเชิงปริมาณยังมีจำกัด แต่การแพร่เชื้อผ่าน Oral Sex สามารถเกิดขึ้นได้

ดังนั้นไม่ควรคิดว่า Oral Sex กับผู้หญิงไม่มีความเสี่ยง STI

ถ้ามี Oral Sex กับผู้ชายและไม่มีการหลั่งในปาก ยังติดได้ไหม?

ยังติดได้

การแพร่ Gonorrhea หรือ Chlamydia ไม่ได้จำเป็นต้องมีการหลั่งน้ำอสุจิ

เชื้อสามารถอยู่ใน

  • Urethral secretion
  • Pre-ejaculate
  • Genital secretion
  • เยื่อบุที่ติดเชื้อ

ดังนั้นแม้ไม่มี ejaculation ก็ไม่ได้ทำให้ความเสี่ยงเป็นศูนย์

บ้วนปากหรือแปรงฟันหลัง Oral Sex ป้องกันได้ไหม?

ไม่มีหลักฐานว่าการบ้วนปากหรือแปรงฟันหลัง Oral Sex สามารถป้องกัน Gonorrhea หรือ Chlamydia ได้อย่างน่าเชื่อถือ

ไม่ควรใช้แทน

  • Condom
  • Dental Dam
  • การตรวจ STI ตามความเสี่ยง

การแปรงฟันแรง ๆ จนเหงือกมีเลือดออกก่อนหรือหลัง Oral Sex ก็ไม่ได้เป็นวิธีป้องกัน STI

น้ำยาบ้วนปากฆ่า Gonorrhea ได้ไหม?

ยังไม่ควรใช้เป็นวิธีป้องกันหรือรักษา

แม้มีงานวิจัยบางส่วนศึกษาน้ำยาบ้วนปากกับ Pharyngeal Gonorrhea แต่ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะใช้แทนการตรวจและยาปฏิชีวนะมาตรฐาน

หากตรวจพบ Pharyngeal Gonorrhea ต้องรักษาตาม guideline


หลัง Oral Sex ควรตรวจเมื่อไร?

หากไม่มีอาการ การตรวจเร็วเกินไปอาจยังไม่พบเชื้อจาก exposure ล่าสุด

ในทางปฏิบัติ หลาย sexual health services ใช้ประมาณ 2 สัปดาห์หลัง exposure เป็นช่วงที่เหมาะสำหรับ Gonorrhea และ Chlamydia NAAT

หากตรวจเร็วกว่านั้นและผลลบ แต่ exposure มีความเสี่ยง อาจต้องตรวจซ้ำเมื่อครบประมาณ 1–2 สัปดาห์

แต่หาก

  • มีหนอง
  • ปัสสาวะแสบ
  • เจ็บคอผิดปกติหลัง exposure
  • คู่ตรวจพบ Gonorrhea หรือ Chlamydia

ควรเข้ารับการประเมินทันที ไม่จำเป็นต้องรอครบ 2 สัปดาห์

มีอาการเจ็บคอหลัง Oral Sex แปลว่าเป็นหนองในไหม?

ไม่เสมอไป

อาการเจ็บคอเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น

  • Viral Infection
  • Influenza
  • COVID-19
  • Streptococcal Pharyngitis
  • ภูมิแพ้
  • กรดไหลย้อน
  • การระคายเคือง

และ Pharyngeal Gonorrhea ส่วนใหญ่มักไม่มีอาการเสียด้วย

ดังนั้นอาการอย่างเดียวทั้ง “มี” หรือ “ไม่มี” ไม่สามารถยืนยันโรคได้ ต้องใช้การตรวจ

ถ้ามี Oral Sex แล้วต้องตรวจทั้ง Gonorrhea และ Chlamydia ทุกครั้งไหม?

ไม่จำเป็นต้องตรวจหลังทุกเหตุการณ์ในทุกคน

ควรพิจารณาจาก

  • คู่ใหม่
  • คู่หลายคน
  • ไม่ใช้ barrier
  • คู่มี STI
  • ไม่ทราบสถานะ STI ของคู่
  • มีอาการ
  • อยู่ในกลุ่มที่ควรคัดกรองเป็นประจำ
  • มี exposure หลายตำแหน่ง

สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงต่อเนื่อง การตรวจตามรอบอาจเหมาะกว่าการตรวจหลังทุก sexual encounter

คนที่มีคู่นอนหลายคนควรตรวจบ่อยแค่ไหน?

ขึ้นกับความเสี่ยง

CDC แนะนำ MSM ที่มีความเสี่ยงต่อเนื่อง เช่น

  • มีหลายคู่
  • ใช้ HIV PrEP
  • มี HIV
  • มีพฤติกรรมเสี่ยงต่อ STI

ให้ตรวจ Gonorrhea และ Chlamydia ตามตำแหน่ง exposure ทุกประมาณ 3–6 เดือน

ผู้มีความเสี่ยงน้อยกว่านั้นอาจตรวจอย่างน้อยปีละครั้งตามข้อบ่งชี้

สำหรับผู้หญิง การตรวจ Pharyngeal Gonorrhea สามารถพิจารณาตาม sexual behavior และ exposure ร่วมกับผู้ให้บริการ

ถ้าตรวจ Throat Swab พบ Gonorrhea รักษาอย่างไร?

CDC แนะนำสำหรับ uncomplicated pharyngeal gonorrhea ในผู้ใหญ่

Ceftriaxone 500 mg IM ครั้งเดียว สำหรับผู้ที่น้ำหนักต่ำกว่า 150 kg

หากน้ำหนักตั้งแต่ 150 kg ขึ้นไป ใช้ Ceftriaxone 1 g IM ครั้งเดียว

แต่การรักษาควรอยู่ภายใต้การประเมินและแนวทางที่ใช้ในประเทศไทย ไม่ควรซื้อ Cefixime, Doxycycline หรือ Azithromycin มากินเอง

โดยเฉพาะ Pharyngeal Gonorrhea เป็นตำแหน่งที่รักษายากกว่า Urogenital Gonorrhea และ CDC ระบุว่าไม่มี alternative regimen ใดที่เชื่อถือได้เท่ากับ Ceftriaxone สำหรับตำแหน่งนี้

Doxycycline รักษาหนองในที่คอได้ไหม?

ไม่ใช่ยาหลักสำหรับ Gonorrhea

Doxycycline ใช้รักษา Chlamydia แต่ไม่ได้ใช้เป็น monotherapy เพื่อรักษา Gonorrhea

หากตรวจพบ Pharyngeal Gonorrhea และพบ Chlamydia ร่วมด้วย จึงอาจต้องรักษา Chlamydia เพิ่มตามข้อบ่งชี้

ไม่ควรเห็นว่า Doxycycline ครอบคลุม STI แล้วใช้ยาเพียงตัวเดียวหลัง Oral Sex

หนองในที่คอรักษาแล้วต้องตรวจซ้ำไหม?

ต้อง

CDC แนะนำให้ผู้ที่รักษา Pharyngeal Gonorrhea กลับมาทำ Test of Cure ประมาณ 7–14 วันหลังรักษา

อาจใช้

  • Culture
  • NAAT

หาก NAAT เป็นบวก ควรพยายามทำ confirmatory culture ก่อน retreatment หากทำได้ และหาก culture positive ควรทำ antimicrobial susceptibility testing

นี่แตกต่างจาก uncomplicated urogenital หรือ rectal gonorrhea ที่รักษาตาม recommended regimen ซึ่งโดยทั่วไปไม่ต้อง Test of Cure เป็น routine

ถ้าตรวจพบ Gonorrhea หรือ Chlamydia ต้องตรวจโรคอื่นด้วยไหม?

ควรพิจารณา

CDC แนะนำผู้ที่ได้รับการวินิจฉัย Gonorrhea ให้ตรวจ

  • Chlamydia
  • Syphilis
  • HIV

และประเมิน STI อื่นตามประวัติความเสี่ยง

ผู้ที่มีความเสี่ยง HIV ต่อเนื่องอาจพิจารณา PrEP ตามความเหมาะสม

Oral Sex ทำให้ติด HIV ได้ไหม?

ความเสี่ยงต่ำมากเมื่อเทียบกับ Anal หรือ Vaginal Sex

CDC ระบุว่าการได้รับหรือแพร่ HIV จาก Oral Sex มีความเสี่ยงน้อยมากถึงแทบไม่มีในหลายสถานการณ์

แต่ไม่ได้หมายความว่า Oral Sex ปลอดจาก STI ทั้งหมด เพราะ Gonorrhea, Syphilis, Herpes, HPV และ Chlamydia ยังสามารถแพร่ได้

ดังนั้นคำว่า “Oral Sex ปลอดภัยกว่า” ไม่ควรถูกตีความว่า “ไม่มีความเสี่ยง”

ป้องกัน Gonorrhea และ Chlamydia จาก Oral Sex อย่างไร?

สามารถลดความเสี่ยงด้วย

  • ใช้ถุงยางเมื่อ Oral Sex กับ Penis
  • ใช้ Dental Dam เมื่อ Oral Sex กับ Vulva หรือ Anus
  • ตรวจ STI ตามความเสี่ยง
  • รักษาคู่พร้อมกันเมื่อพบการติดเชื้อ
  • หลีกเลี่ยงกิจกรรมทางเพศจนพ้นช่วงที่แพทย์แนะนำหลังรักษา

Barrier method ช่วยลดความเสี่ยง แต่ไม่สามารถป้องกัน STI ที่แพร่ผ่านผิวหนังทุกชนิดได้ 100%

FAQ

Oral Sex ติดหนองในที่คอได้ไหม?

ได้ และ Pharyngeal Gonorrhea ส่วนใหญ่อาจไม่มีอาการ หากปากสัมผัสอวัยวะเพศของผู้ที่มีเชื้อ ควรพิจารณา Throat Swab ตามความเสี่ยง

ตรวจปัสสาวะลบแล้ว ยังเป็นหนองในที่คอได้ไหม?

ได้ เพราะ Urine NAAT กับ Throat NAAT ตรวจคนละตำแหน่ง ผลปัสสาวะลบจึงไม่สามารถตัด Pharyngeal Gonorrhea

Chlamydia ติดคอได้ไหม?

ได้ แต่พบได้น้อยกว่าและความสำคัญทางคลินิกยังไม่ชัดเจน CDC ไม่แนะนำ routine pharyngeal screening แต่แนวทางไทย พ.ศ. 2567 ระบุการตรวจ NAAT ทั้ง Gonorrhea และ Chlamydia จาก Pharyngeal Swab ในผู้ที่มี Oral Sex

ไม่มีการหลั่งในปาก ยังติด Gonorrhea ได้ไหม?

ได้ การแพร่เชื้อไม่จำเป็นต้องมี ejaculation เพราะเชื้อสามารถอยู่ในสารคัดหลั่งและเยื่อบุอวัยวะเพศที่ติดเชื้อ

รักษาหนองในที่คอแล้วต้องตรวจซ้ำไหม?

ต้อง CDC แนะนำ Test of Cure ประมาณ 7–14 วันหลังรักษา Pharyngeal Gonorrhea


ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม

  • หลังมีเพศสัมพันธ์เสี่ยง ตรวจ Gonorrhea และ Chlamydia เมื่อไรจึงเหมาะ? ตรวจเร็วเกินไปได้ไหม
  • ตรวจหนองในและ Chlamydia ด้วยปัสสาวะ vs Swab ต่างกันอย่างไร? แบบไหนเหมาะกับตำแหน่งที่เสี่ยง
  • หนองในทวารหนักมีอาการอย่างไร? ไม่มีอาการต้องตรวจไหมหลังมี Anal Sex
  • หลังมีเพศสัมพันธ์เสี่ยง ควรตรวจ HIV ซิฟิลิส หนองใน และโรคอะไรบ้าง?

สรุป

Oral Sex สามารถแพร่ทั้ง Gonorrhea และ Chlamydia ได้ และสิ่งสำคัญที่สุดคือเลือกตรวจตามตำแหน่งที่เกิด exposure

จำง่าย ๆ คือ

เราใช้ปากทำ Oral Sex ให้คู่
→ คอของเราเป็นตำแหน่งที่สัมผัส
→ พิจารณา Throat Swab โดยเฉพาะ Gonorrhea

คู่ใช้ปากทำ Oral Sex ให้เรา
→ อวัยวะเพศของเราเป็นตำแหน่งที่สัมผัส
→ พิจารณา Urine หรือ Genital NAAT

ทั้งให้และรับ Oral Sex
→ อาจต้องตรวจทั้งคอและอวัยวะเพศ

จุดที่ควรรู้เพิ่มเติมคือ

  • Pharyngeal Gonorrhea ส่วนใหญ่อาจไม่มีอาการ
  • Urine Test ลบไม่ได้ตัดการติดเชื้อที่คอ
  • Chlamydia สามารถพบที่คอได้ แต่พบน้อยกว่า Gonorrhea
  • แนวทางไทย พ.ศ. 2567 รองรับการตรวจ Pharyngeal NAAT ทั้ง Gonorrhea และ Chlamydia ในผู้มี Oral Sex
  • CDC เน้น Pharyngeal Gonorrhea และไม่แนะนำ routine screening ของ Pharyngeal Chlamydia
  • หากไม่มีอาการ การตรวจช่วงประมาณ 1–2 สัปดาห์หลัง exposure ช่วยลดโอกาสตรวจเร็วเกินไป
  • หากมีอาการหรือคู่ตรวจพบ STI ควรประเมินทันที
  • Pharyngeal Gonorrhea ที่รักษาแล้วต้อง Test of Cure ประมาณ 7–14 วัน

ดังนั้นการบอกสถานพยาบาลว่า มีเพศสัมพันธ์แบบไหนและตำแหน่งใดสัมผัสกัน มีความสำคัญ เพราะหากแจ้งเพียงว่า “ต้องการตรวจหนองใน” แล้วตรวจปัสสาวะอย่างเดียว อาจพลาดเชื้อที่คอได้


บทความที่เกี่ยวข้อง

  • หลังมีเพศสัมพันธ์เสี่ยง ตรวจ Gonorrhea และ Chlamydia เมื่อไรจึงเหมาะ? ตรวจเร็วเกินไปได้ไหม
  • ตรวจหนองในและ Chlamydia ด้วยปัสสาวะ vs Swab ต่างกันอย่างไร? แบบไหนเหมาะกับตำแหน่งที่เสี่ยง
  • หนองในทวารหนักมีอาการอย่างไร? ไม่มีอาการต้องตรวจไหมหลังมี Anal Sex
  • รักษาหนองในแล้ว ยังปัสสาวะแสบหรือมีมูกอยู่ เกิดจากอะไร? เชื้อยังไม่หายหรือเป็นเชื้ออื่น
  • หลังมีเพศสัมพันธ์เสี่ยง ควรตรวจ HIV ซิฟิลิส หนองใน และโรคอะไรบ้าง?


References

กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. แนวทางการดูแลรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ พ.ศ. 2567.
https://stisqsa.ddc.moph.go.th/app-assets/manual/2567/แนวทางการดูแลรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์_2567.pdf

กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. HIV INFO HUB+ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์.
https://hivhub.ddc.moph.go.th/public/stis/questions.php?disease=sti&toolbar=7

Centers for Disease Control and Prevention. About STI Risk and Oral Sex.
https://www.cdc.gov/sti/about/about-sti-risk-and-oral-sex.html

Centers for Disease Control and Prevention. Gonococcal Infections Among Adolescents and Adults – STI Treatment Guidelines.
https://www.cdc.gov/std/treatment-guidelines/gonorrhea-adults.htm

Centers for Disease Control and Prevention. Chlamydial Infections – STI Treatment Guidelines.
https://www.cdc.gov/std/treatment-guidelines/chlamydia.htm

Centers for Disease Control and Prevention. STI Screening Recommendations.
https://www.cdc.gov/std/treatment-guidelines/screening-recommendations.htm



หมายเหตุสำคัญ

ตำแหน่งตรวจควรพิจารณาจาก sexual exposure ไม่ใช่เพียงดูเพศหรืออาการ ผู้ที่มี Oral Sex สามารถมี Pharyngeal Gonorrhea โดยไม่มีอาการและมี Urine Test เป็นลบได้

แนวทางการตรวจ Pharyngeal Chlamydia แตกต่างกันระหว่างหน่วยงาน โดยกรมควบคุมโรคไทย พ.ศ. 2567 ระบุการตรวจ NAAT จาก Pharyngeal Swab สำหรับ Gonorrhea และ Chlamydia ในผู้มี Oral Sex ขณะที่ CDC ไม่แนะนำ routine oropharyngeal Chlamydia screening แต่ให้รักษาหากตรวจพบระหว่างการตรวจ Pharyngeal Gonorrhea



เรียบเรียงโดย: www.chulalakpharmacy.com

แชร์ข้อมูลไปยัง

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

No results found.

ยังไม่มีบัญชี