ไข้หวัดใหญ่ดีขึ้นแล้วไข้กลับสูงอีกครั้ง ต้องระวังปอดอักเสบหรือแบคทีเรียแทรกซ้อนไหม
ไข้หวัดใหญ่ที่เริ่มดีขึ้นแล้วกลับมามีไข้สูง ไอมากขึ้น หอบ หรือเจ็บหน้าอก เป็นรูปแบบอาการที่ควรระวังภาวะแทรกซ้อน โดยเฉพาะปอดอักเสบและการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องได้รับยาปฏิชีวนะทันที แพทย์ต้องประเมินอาการ การหายใจ ระดับออกซิเจน และอาจพิจารณาเอกซเรย์ปอดหรือการตรวจเพิ่มเติม หากมีหอบ เจ็บหน้าอก ซึม หรืออาการทรุดลงหลังจากเคยดีขึ้น ควรได้รับการประเมินโดยเร็ว.
ไข้หวัดใหญ่ดีขึ้นแล้วกลับมามีไข้สูงอีกครั้ง ผิดปกติไหม?
เป็นอาการที่ควรให้ความสำคัญ โดยเฉพาะหากช่วงแรกไข้และอาการโดยรวมลดลงแล้ว แต่หลังจากนั้นกลับมีไข้สูง ไอมากขึ้น หรืออ่อนเพลียลงอย่างชัดเจน
CDC จัดอาการ “ไข้หรือไอที่ดีขึ้นแล้วกลับมาเป็นใหม่หรือรุนแรงขึ้น” เป็นหนึ่งในสัญญาณเตือนของภาวะแทรกซ้อนจากโรคทางเดินหายใจ และแนวทาง IDSA แนะนำให้ประเมินการติดเชื้อแบคทีเรียร่วมในผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ที่อาการทรุดลงหลังจากเคยดีขึ้น.
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกกรณีที่ไข้กลับจะหมายถึงปอดอักเสบจากแบคทีเรีย อาจมีสาเหตุอื่น เช่น ไข้หวัดใหญ่ที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ การติดไวรัสอีกชนิด หรือภาวะแทรกซ้อนอื่น จึงควรดูรูปแบบอาการทั้งหมดร่วมกัน
ทำไมไข้หวัดใหญ่จึงทำให้เกิดแบคทีเรียแทรกซ้อนได้?
Influenza ทำให้เยื่อบุทางเดินหายใจเกิดการอักเสบและรบกวนกลไกป้องกันเชื้อตามธรรมชาติ เมื่อระบบป้องกันบริเวณทางเดินหายใจอ่อนลง แบคทีเรียบางชนิดสามารถเข้ามาก่อโรคตามหลังได้ง่ายขึ้น
ภาวะนี้เรียกว่า Secondary Bacterial Infection หรือ Bacterial Coinfection
เชื้อที่พบร่วมกับไข้หวัดใหญ่และปอดอักเสบได้ เช่น
- Streptococcus pneumoniae
- Staphylococcus aureus รวมถึงบางสายพันธุ์ที่ดื้อยา
- Streptococcus pyogenes
IDSA ระบุว่า Streptococcus pneumoniae เป็นหนึ่งในเชื้อแบคทีเรียสำคัญที่พบร่วมกับ Influenza-associated Pneumonia และยังมีรายงาน S. aureus และ S. pyogenes ร่วมด้วย.
อาการแบบไหนทำให้นึกถึงปอดอักเสบหรือแบคทีเรียแทรกซ้อนมากขึ้น?
ควรสงสัยมากขึ้นเมื่ออาการมีลักษณะ “ดีขึ้นแล้วกลับแย่ลง” โดยเฉพาะเมื่อมีอาการใหม่ร่วมด้วย เช่น
- ไข้กลับสูงอีกครั้งหลังจากเคยลดลง
- ไอมากขึ้น
- เสมหะเพิ่มขึ้น
- หายใจเร็ว
- หอบเหนื่อย
- เจ็บหน้าอก โดยเฉพาะเวลาไอหรือหายใจลึก
- อ่อนเพลียมากขึ้นอย่างชัดเจน
- ระดับออกซิเจนลดลง
- ผู้สูงอายุมีอาการซึมหรือสับสน
รูปแบบนี้มีความสำคัญมากกว่าการดูสีของเสมหะเพียงอย่างเดียว
เสมหะเหลืองหรือเขียว แปลว่าติดแบคทีเรียหรือไม่?
ไม่สามารถสรุปได้จากสีเสมหะเพียงอย่างเดียว
เสมหะเหลืองหรือเขียวสามารถพบได้ระหว่างการติดเชื้อไวรัส เนื่องจากเซลล์อักเสบและสารต่าง ๆ ในระบบภูมิคุ้มกันทำให้สีเปลี่ยนไป
ดังนั้นการตัดสินว่าต้องใช้ยาปฏิชีวนะควรดูร่วมกับ
- ลักษณะของไข้
- อาการหายใจ
- การตรวจปอด
- ระดับออกซิเจน
- ระยะเวลาของอาการ
- โรคประจำตัว
- ผลเอกซเรย์หรือการตรวจอื่นเมื่อมีข้อบ่งชี้
ไม่ควรใช้สีเสมหะเป็นเหตุผลเดียวในการเริ่ม Antibiotic
ไข้กลับสูงหลังไข้หวัดใหญ่ ต้องเป็นปอดอักเสบเสมอไหม?
ไม่เสมอไป
สาเหตุที่เป็นไปได้ ได้แก่
- Influenza ยังดำเนินโรคอยู่
- Viral Pneumonia จาก Influenza เอง
- Secondary Bacterial Pneumonia
- ติดเชื้อไวรัสอีกชนิด เช่น RSV หรือ SARS-CoV-2
- ไซนัสอักเสบ
- หูชั้นกลางอักเสบ โดยเฉพาะในเด็ก
- โรคประจำตัวกำเริบ
- ภาวะแทรกซ้อนอื่นของ Influenza
กรมควบคุมโรคระบุว่าไข้หวัดใหญ่สามารถทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้ โดยปอดอักเสบเป็นหนึ่งในภาวะแทรกซ้อนสำคัญ โดยเฉพาะในเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ และผู้มีโรคเรื้อรัง.
Viral Pneumonia กับ Bacterial Pneumonia ต่างกันอย่างไร?
ทั้งสองแบบสามารถเกิดหลัง Influenza ได้ และอาการอาจซ้อนกันจนแยกจากอาการเพียงอย่างเดียวไม่ได้
Viral Pneumonia อาจเกิดจากไวรัส Influenza ลงสู่ทางเดินหายใจส่วนล่างโดยตรง ส่วน Secondary Bacterial Pneumonia เกิดเมื่อมีแบคทีเรียเข้ามาติดเชื้อร่วมภายหลัง
รูปแบบที่ทำให้นึกถึง Bacterial Superinfection มากขึ้นคือ ผู้ป่วยมีช่วงที่รู้สึกดีขึ้นอย่างชัดเจนก่อน แล้วจึงมี
- ไข้กลับ
- ไอมากขึ้น
- หอบมากขึ้น
- อาการทั่วไปรุนแรงขึ้น
แต่การยืนยันยังต้องอาศัยการตรวจทางคลินิกและการตรวจเพิ่มเติมตามความเหมาะสม
ถ้าไข้หวัดใหญ่ไม่ดีขึ้นหลัง 3–5 วัน ต้องตรวจแบคทีเรียไหม?
ควรพิจารณามากขึ้น
IDSA แนะนำว่าสามารถพิจารณาตรวจหาการติดเชื้อแบคทีเรียร่วมในผู้ป่วย Influenza ที่ไม่ดีขึ้นหลังได้รับยาต้านไวรัสประมาณ 3–5 วัน และควรประเมินอย่างชัดเจนในผู้ที่อาการทรุดลงหลังจากเคยดีขึ้น.
อย่างไรก็ตาม อาการไอและอ่อนเพลียจากไข้หวัดใหญ่อาจอยู่ได้นานกว่าช่วงที่มีไข้ การยังมีไอเพียงอย่างเดียวจึงไม่ได้หมายความว่ามีแบคทีเรียแทรกซ้อนเสมอไป
กรมควบคุมโรคระบุว่าผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ส่วนใหญ่สามารถกลับเป็นปกติภายในประมาณ 1–2 สัปดาห์ และอาการไอจาก Post-viral Bronchitis อาจอยู่นานกว่าอาการอื่นได้.
ไปโรงพยาบาลแล้วแพทย์อาจตรวจอะไรบ้าง?
ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการ แต่การประเมินอาจประกอบด้วย
- ตรวจอัตราการหายใจ
- วัดชีพจรและความดัน
- วัด Oxygen Saturation
- ฟังเสียงปอด
- ตรวจ Influenza, COVID-19 หรือไวรัสอื่นตามความเหมาะสม
- เอกซเรย์ปอด หากสงสัย Pneumonia
- ตรวจเลือดในผู้ป่วยบางราย
- เพาะเชื้อจากเลือดหรือเสมหะในรายที่มีอาการรุนแรงหรือมีข้อบ่งชี้
ไม่จำเป็นต้องตรวจทุกอย่างในผู้ป่วยทุกคน การตรวจจะเลือกตามอายุ ความเสี่ยง และความรุนแรง
ไข้กลับสูง ต้องกิน Antibiotic เลยไหม?
ไม่ควรเริ่ม Antibiotic ด้วยตนเองเพียงเพราะไข้กลับ
ยาปฏิชีวนะรักษาเชื้อแบคทีเรีย แต่ไม่ได้รักษา Influenza ซึ่งเกิดจากไวรัส
หากมีหลักฐานหรือมีความน่าจะเป็นสูงว่ามี Bacterial Pneumonia หรือ Bacterial Coinfection แพทย์จึงจะพิจารณา Antibiotic ให้เหมาะกับความรุนแรง เชื้อที่คาด และปัจจัยของผู้ป่วย
การซื้อ Amoxicillin, Azithromycin, Cefixime หรือ Antibiotic ชนิดอื่นมากินเองอาจ
- ใช้ไม่ตรงเชื้อ
- ทำให้วินิจฉัยยากขึ้น
- เพิ่มผลข้างเคียง
- เพิ่มปัญหาเชื้อดื้อยา
สิ่งสำคัญจึงเป็นการตรวจว่ามีภาวะแทรกซ้อนจริงหรือไม่ก่อนเลือกยา
ถ้ากิน Oseltamivir แล้วไข้กลับ ยังต้องกินต่อไหม?
หากได้รับ Oseltamivir ตามแพทย์สั่ง ควรใช้ตาม course ที่กำหนดและไม่หยุดหรือเพิ่มยาเอง
การมีไข้กลับหลังเริ่มดีขึ้นไม่ได้แปลว่า Oseltamivir ใช้ไม่ได้เสมอไป แต่เป็นเหตุผลให้ประเมินว่ามีภาวะแทรกซ้อนอื่นหรือไม่ โดยเฉพาะ Bacterial Coinfection
ในผู้ป่วย Influenza ที่มีอาการรุนแรงหรือเข้ารักษาในโรงพยาบาล การรักษาด้วยยาต้านไวรัสยังมีบทบาท แม้จะเริ่มหลังช่วง 48 ชั่วโมงแรกในบางกรณี และไม่ควรรอผลตรวจหากมีข้อบ่งชี้ชัดเจนในการรักษา

กลุ่มไหนต้องระวังปอดอักเสบมากเป็นพิเศษ?
ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนจาก Influenza สูง ได้แก่
- เด็กเล็ก โดยเฉพาะอายุต่ำกว่า 5 ปี
- ผู้สูงอายุ
- หญิงตั้งครรภ์
- ผู้มีโรคปอดเรื้อรัง
- ผู้มีโรคหัวใจ
- ผู้ป่วยเบาหวาน
- ผู้มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง
- ผู้มีโรคเรื้อรังหลายโรค
- ผู้ที่มีโรคอ้วนบางระดับ
กรมควบคุมโรคระบุว่ากลุ่มเหล่านี้มีความเสี่ยงต่ออาการรุนแรงและภาวะแทรกซ้อนมากกว่าประชากรทั่วไป.
ดังนั้นหากคนในกลุ่มเสี่ยงมีไข้กลับสูง แม้ยังไม่หอบมาก ก็ควรมี threshold ในการพบแพทย์ต่ำกว่าคนสุขภาพแข็งแรงทั่วไป
อาการแบบไหนควรไปโรงพยาบาลเร็ว?
ควรได้รับการประเมินโดยเร็วหากมี
- หายใจลำบากหรือหอบ
- หายใจเร็วผิดปกติ
- เจ็บหรือแน่นหน้าอก
- ริมฝีปากหรือใบหน้าเขียวคล้ำ
- ซึม สับสน หรือปลุกยาก
- เวียนศีรษะมาก
- ปัสสาวะน้อยหรือมีภาวะขาดน้ำ
- อ่อนแรงมาก
- ไข้หรือไอที่ดีขึ้นแล้วกลับมาใหม่หรือรุนแรงขึ้น
- โรคประจำตัวกำเริบ
สำหรับเด็กควรระวังเพิ่มเติม เช่น
- หน้าอกบุ๋มเวลาหายใจ
- หายใจเร็วหรือหายใจลำบาก
- กินนมหรือดื่มน้ำได้น้อย
- ไม่มีปัสสาวะนาน
- ไม่ค่อยตอบสนอง
- ชัก
- ไข้หรือไอดีขึ้นแล้วกลับมาแย่ลง
CDC จัดอาการเหล่านี้เป็น Emergency Warning Signs ของภาวะแทรกซ้อนจากโรคทางเดินหายใจ.
ถ้ามีเครื่องวัดออกซิเจนที่บ้าน ควรดูค่าเท่าไร?
ค่า Oxygen Saturation เป็นข้อมูลหนึ่งที่ช่วยประเมิน แต่ไม่ควรใช้แทนอาการทั้งหมด
หากค่าออกซิเจนต่ำกว่าปกติอย่างชัดเจนหรือมีแนวโน้มลดลงร่วมกับหอบ หายใจเร็ว เจ็บหน้าอก หรือซึม ควรได้รับการประเมินทางการแพทย์
สำหรับผู้ที่มีโรคปอดเรื้อรัง ค่าออกซิเจนพื้นฐานอาจแตกต่างจากคนทั่วไป จึงควรเทียบกับค่าปกติของผู้ป่วยรายนั้นด้วย
ไข้หายแล้วแต่ยังไออยู่ ต้องกังวลปอดอักเสบไหม?
ไม่จำเป็น
อาการไอสามารถคงอยู่หลัง Influenza ได้จากการอักเสบของหลอดลมหรือ Post-viral Cough แม้ไข้และอาการอื่นจะดีขึ้นแล้ว
ถ้า
- ไอลดลงเรื่อย ๆ
- ไม่มีไข้กลับ
- ไม่หอบ
- ไม่เจ็บหน้าอก
- รับประทานอาหารและดื่มน้ำได้
- อาการโดยรวมดีขึ้น
มักเป็นรูปแบบที่น่ากังวลน้อยกว่า
แต่ถ้าไอมากขึ้นพร้อมกับไข้กลับ หอบหรือเจ็บหน้าอก ควรประเมิน Pneumonia เพิ่มเติม
ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม
- ไข้หวัดใหญ่ A กับ B ต่างกันอย่างไร? ตัวไหนอาการหนักกว่าและใช้ยาเหมือนกันไหม
- ไข้หวัดใหญ่กับ RSV ติดพร้อมกันได้ไหม? อาการแบบไหนควรตรวจมากกว่าหนึ่งเชื้อ
- Oseltamivir ควรกินภายในกี่ชั่วโมง? เกิน 48 ชั่วโมงยังได้ผลไหม
- ไอหลังไข้หวัดใหญ่นานกี่วัน? Post-viral Cough แบบไหนควรพบแพทย์
FAQ
ไข้หวัดใหญ่ไข้ลงแล้วกลับมาสูงอีกครั้ง ถือว่าปกติไหม?
ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะหากกลับมามีไข้สูงพร้อมไอมากขึ้น หอบ หรืออาการโดยรวมทรุดลง CDC จัดอาการที่ดีขึ้นแล้วกลับมาแย่ลงเป็นหนึ่งในสัญญาณเตือนของภาวะแทรกซ้อน.
ไข้กลับแปลว่าต้องกินยาปฏิชีวนะหรือไม่?
ไม่เสมอไป ต้องประเมินก่อนว่ามีหลักฐานของการติดเชื้อแบคทีเรียหรือไม่ Antibiotic ไม่สามารถรักษา Influenza ที่เกิดจากไวรัสได้
ปอดอักเสบหลังไข้หวัดใหญ่เกิดจากไวรัสหรือแบคทีเรียได้ทั้งคู่ไหม?
ได้ Influenza สามารถทำให้เกิด Viral Pneumonia โดยตรง และสามารถทำให้มี Secondary Bacterial Pneumonia ตามมาได้
ไข้หวัดใหญ่ผ่านไป 5 วันแล้วยังมีไข้ ควรพบแพทย์ไหม?
ควรประเมิน โดยเฉพาะถ้าไข้ไม่ลด อาการไม่ดีขึ้น หรือมีหอบ เจ็บหน้าอกและอ่อนเพลียมาก IDSA แนะนำให้พิจารณาการติดเชื้อแบคทีเรียร่วมเมื่อผู้ป่วยไม่ดีขึ้นหลังประมาณ 3–5 วันของการรักษาด้วยยาต้านไวรัส.
เสมหะเขียวหลังไข้หวัดใหญ่ต้องกิน Antibiotic หรือไม่?
ไม่สามารถตัดสินจากสีเสมหะเพียงอย่างเดียว ต้องดูไข้ การหายใจ การตรวจปอด และอาการโดยรวมร่วมด้วย
สรุป
ไข้หวัดใหญ่ที่เริ่มดีขึ้นแล้วกลับมีไข้สูงอีกครั้ง เป็นรูปแบบอาการที่ควรระวัง โดยเฉพาะหากมีไอมากขึ้น หอบ หรือเจ็บหน้าอกร่วมด้วย
สาเหตุที่ควรพิจารณา ได้แก่
- Secondary Bacterial Pneumonia
- Viral Pneumonia จาก Influenza
- การติดไวรัสอีกชนิดร่วม
- ไซนัสหรือหูชั้นกลางอักเสบ
- โรคประจำตัวกำเริบ
- ภาวะแทรกซ้อนอื่นจาก Influenza
สิ่งที่ไม่ควรทำคือซื้อ Antibiotic มากินเองทันทีเพียงเพราะไข้กลับหรือเสมหะเปลี่ยนสี
แต่ถ้าอาการเคยดีขึ้นแล้วกลับทรุดลง โดยเฉพาะมีหอบ หายใจเร็ว เจ็บหน้าอก ซึม หรือออกซิเจนลด ควรได้รับการประเมินทางการแพทย์เร็ว เพราะรูปแบบนี้สามารถพบในปอดอักเสบหรือการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนได้

บทความที่เกี่ยวข้อง
- ไข้หวัดใหญ่ A กับ B ต่างกันอย่างไร? ตัวไหนอาการหนักกว่าและใช้ยาเหมือนกันไหม
- ไข้หวัดใหญ่กับ RSV ติดพร้อมกันได้ไหม? อาการแบบไหนควรตรวจมากกว่าหนึ่งเชื้อ
- Oseltamivir ควรกินภายในกี่ชั่วโมง? เกิน 48 ชั่วโมงยังได้ผลไหม
- ไอหลังไข้หวัดใหญ่นานกี่วัน? Post-viral Cough แบบไหนควรพบแพทย์
- RSV ในเด็กอันตรายแค่ไหน? อาการต่างจากไข้หวัดใหญ่อย่างไร
References
กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. โรคไข้หวัดใหญ่.
https://ddc.moph.go.th/disease_detail.php?d=20
กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. แนวทางการดำเนินงานให้บริการวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล ปี 2569.
https://ddc.moph.go.th/uploads/ckeditor2/dcd/files/1_%20Influenza%20Manual%20%20yr%202569_V5.pdf
Centers for Disease Control and Prevention. Signs and Symptoms of Flu.
https://www.cdc.gov/flu/signs-symptoms/
Centers for Disease Control and Prevention. About Respiratory Illnesses – Emergency Warning Signs.
https://www.cdc.gov/respiratory-viruses/about/
Infectious Diseases Society of America. Clinical Practice Guidelines for Seasonal Influenza.
https://www.idsociety.org/practice-guideline/influenza
หมายเหตุสำคัญ
ไข้กลับหลัง Influenza ไม่สามารถวินิจฉัยว่าเป็น Bacterial Pneumonia จากอาการเพียงอย่างเดียว ผู้ป่วยบางรายอาจต้องได้รับการตรวจร่างกาย วัดออกซิเจน เอกซเรย์ปอด หรือการตรวจเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจใช้ยาปฏิชีวนะ
หากเป็นเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ ผู้มีโรคหัวใจ โรคปอด เบาหวาน ภูมิคุ้มกันต่ำ หรือมีอาการหอบ เจ็บหน้าอก ซึม และอาการทรุดลงหลังจากเคยดีขึ้น ควรได้รับการประเมินโดยเร็ว
เรียบเรียงโดย: www.chulalakpharmacy.com






