หนองในทำให้ปวดหรือบวมลูกอัณฑะได้ไหม? รู้จัก Epididymitis จาก STI

หนองในทำให้ปวดหรือบวมลูกอัณฑะได้จริง โดยเฉพาะเมื่อเชื้อ Neisseria gonorrhoeae ลุกลามจากท่อปัสสาวะขึ้นไปยังหลอดเก็บอสุจิหรือ epididymis ทำให้เกิด epididymitis ซึ่งมักมีอาการปวดและบวมข้างเดียว บางรายมีไข้ ปัสสาวะแสบ หรือมีหนองไหลร่วมด้วย อย่างไรก็ตาม อาการปวดอัณฑะเฉียบพลันรุนแรง โดยเฉพาะเริ่มทันทีภายในเวลาไม่นาน ต้องรีบแยกจาก testicular torsion ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินทางศัลยกรรม

หนองในไม่ได้ทำให้เกิดอาการเฉพาะที่ท่อปัสสาวะเท่านั้น หากไม่ได้รับการรักษา เชื้อสามารถลุกลามขึ้นไปตามระบบสืบพันธุ์และทำให้เกิด epididymitis หรือ epididymo-orchitis ได้ กรมควบคุมโรคระบุว่าผู้ชายที่เป็นหนองในอาจมีอาการปัสสาวะแสบขัด มีหนองไหล และบางรายมีอาการปวดหรือบวมที่ลูกอัณฑะจากภาวะแทรกซ้อนของการติดเชื้อ

Epididymitis คืออะไร?

Epididymitis คือการอักเสบของ epididymis หรือหลอดเก็บและลำเลียงอสุจิที่อยู่ด้านหลังลูกอัณฑะ หากการอักเสบลุกลามเข้าเนื้ออัณฑะด้วย จะเรียกว่า epididymo-orchitis

CDC ระบุว่า acute epididymitis มักมีอาการปวด บวม และกดเจ็บบริเวณหลอดเก็บอสุจิ โดยอาการมักเกิดข้างเดียวและดำเนินมากขึ้นภายในหลายวัน เชื้อที่พบบ่อยในผู้ชายวัยหนุ่มที่มีเพศสัมพันธ์ ได้แก่ Chlamydia trachomatis, Neisseria gonorrhoeae และ Mycoplasma genitalium ส่วนในผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีปัญหาทางเดินปัสสาวะ อาจเกิดจากเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ เช่น E. coli ได้เช่นกัน

หนองในลุกลามไปที่ลูกอัณฑะได้อย่างไร?

โดยทั่วไปเชื้อหนองในเริ่มติดบริเวณท่อปัสสาวะ ทำให้เกิด urethritis จากนั้นเชื้อสามารถเคลื่อนย้อนขึ้นไปตาม vas deferens จนถึง epididymis และทำให้เกิดการอักเสบ

กล่าวอย่างง่ายคือ

หนองในที่ท่อปัสสาวะ
→ เชื้อลุกลามขึ้นด้านบน
→ Epididymis อักเสบ
→ ปวดและบวมบริเวณถุงอัณฑะ
→ บางรายลุกลามถึงเนื้ออัณฑะ

กรมควบคุมโรคระบุว่าหากหนองในไม่ได้รับการรักษา เชื้อสามารถลุกลามเข้าสู่บริเวณถุงอัณฑะและทำให้เกิดอัณฑะอักเสบได้

อาการ Epididymitis จาก STI เป็นแบบไหน?

อาการที่พบได้บ่อยคือ ปวดและบวมบริเวณลูกอัณฑะข้างเดียว โดยมักค่อย ๆ ปวดมากขึ้นภายในหลายชั่วโมงหรือหลายวัน อาจรู้สึกหนักหรือถ่วงบริเวณถุงอัณฑะ และกดเจ็บบริเวณด้านหลังลูกอัณฑะ

บางรายมีอาการของ urethritis ร่วมด้วย เช่น ปัสสาวะแสบขัด มีหนองหรือมูกไหลออกจากท่อปัสสาวะ หรือรู้สึกระคายเคืองในท่อปัสสาวะ

EAU ระบุว่า epididymitis จาก STI ในผู้ชายวัยหนุ่มมักสัมพันธ์กับ urethritis และในกรณี gonorrhea อาจมีหนองสีขาว เหลือง หรือเขียวออกจากท่อปัสสาวะ

อย่างไรก็ตาม การไม่มีหนองไหลไม่ได้ตัด epididymitis จาก STI ออก เพราะ CDC ระบุว่า urethritis ที่เกิดร่วมกันอาจไม่มีอาการชัดเจนได้

Chlamydia ก็ทำให้ปวดบวมลูกอัณฑะได้เหมือนหนองในหรือไม่?

ได้ Chlamydia trachomatis เป็นอีกสาเหตุสำคัญของ epididymitis ในผู้ชายวัยที่มีเพศสัมพันธ์ และในทางปฏิบัติอาจพบการติด Chlamydia และ Gonorrhea ร่วมกันได้

CDC จึงแนะนำว่าในผู้ที่สงสัย acute epididymitis จาก STI ควรตรวจหา N. gonorrhoeae และ C. trachomatis ด้วย NAAT และมักเริ่มรักษาแบบครอบคลุมทั้งสองเชื้อก่อนผลตรวจออกในผู้ที่มีความเสี่ยงทางเพศ

อาการปวดอัณฑะจาก Epididymitis ต่างจาก Testicular Torsion อย่างไร?

นี่เป็นจุดสำคัญที่สุด เพราะ testicular torsion หรือภาวะลูกอัณฑะบิดขั้วเป็นภาวะฉุกเฉินที่เลือดไปเลี้ยงอัณฑะลดลง และหากรักษาช้าอาจสูญเสียอัณฑะได้

Epididymitis มักปวดค่อย ๆ เพิ่มขึ้นในช่วงหลายชั่วโมงถึงหลายวัน และอาจมีไข้ ปัสสาวะแสบ หรือมีหนองร่วมด้วย

ส่วน testicular torsion มักมีลักษณะ ปวดอัณฑะรุนแรงแบบฉับพลัน เกิดขึ้นทันที บวมเร็ว คลื่นไส้หรืออาเจียน และอัณฑะอาจอยู่สูงหรือมีตำแหน่งผิดปกติ

CDC เน้นว่าผู้ชายที่มีอาการปวดอัณฑะแบบเริ่มทันที โดยเฉพาะหากไม่มีหลักฐานชัดว่ามี urethritis หรือ UTI ต้องได้รับการประเมิน testicular torsion อย่างเร่งด่วน

ดังนั้น ถ้าปวดอัณฑะรุนแรงเฉียบพลัน ไม่ควรรอผลตรวจ STI หรือซื้อยากินเอง


ปวดอัณฑะข้างเดียวหลังมีเพศสัมพันธ์เสี่ยง ควรตรวจอะไร?

ควรตรวจ Gonorrhea และ Chlamydia โดยวิธี NAAT เป็นหลัก และอาจตรวจปัสสาวะหรือเพาะเชื้อเพิ่มเติมตามอาการ

EAU แนะนำให้เก็บ first-void urine สำหรับตรวจเชื้อทาง STI และ midstream urine สำหรับตรวจเชื้อทางเดินปัสสาวะในผู้ที่สงสัย acute epididymitis

CDC ยังแนะนำให้ผู้ชายที่เป็น epididymitis ตรวจ HIV และ Syphilis ร่วมด้วย โดยเฉพาะเมื่อสงสัยว่าสาเหตุเกี่ยวข้องกับ STI

หากมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักแบบเป็นฝ่ายสอดใส่ ควรแจ้งแพทย์ด้วย เพราะสาเหตุอาจรวมเชื้อจากลำไส้ เช่น Enterobacterales และอาจมีผลต่อการเลือกยาปฏิชีวนะ

จำเป็นต้อง Ultrasound ลูกอัณฑะทุกคนหรือไม่?

ไม่จำเป็นทุกคน หากประวัติและการตรวจร่างกายเข้ากับ epididymitis อย่างชัดเจน แพทย์อาจไม่จำเป็นต้องทำ ultrasound ในทุกกรณี

อย่างไรก็ตาม ultrasound มีประโยชน์มากเมื่อยังแยก testicular torsion ไม่ได้ หรือมีอาการที่ไม่เป็นแบบทั่วไป เช่น ปวดเฉียบพลันมาก ไม่พบหลักฐานการติดเชื้อ หรือสงสัยฝี ก้อน หรือภาวะอื่น

CDC ระบุว่า ultrasound ถูกใช้เป็นหลักเพื่อช่วยแยก torsion ของ spermatic cord ในกรณีที่การวินิจฉัยยังไม่ชัด

Epididymitis จากหนองในรักษาอย่างไร?

หากสงสัยว่าเกิดจาก Gonorrhea หรือ Chlamydia CDC แนะนำการรักษาที่ครอบคลุมทั้งสองเชื้อ โดยแนวทางปัจจุบันของ CDC สำหรับ acute epididymitis ที่น่าจะเกิดจาก Chlamydia หรือ Gonorrhea คือ ceftriaxone 500 mg ฉีดเข้ากล้ามครั้งเดียว ร่วมกับ doxycycline 100 mg วันละ 2 ครั้ง นาน 10 วัน สำหรับผู้ที่น้ำหนักตั้งแต่ 150 กิโลกรัมขึ้นไป ขนาด ceftriaxone จะเพิ่มเป็น 1 กรัม

อย่างไรก็ตาม การเลือกยาต้องพิจารณาประวัติทางเพศ การแพ้ยา ผลตรวจ และความเสี่ยงของเชื้อชนิดอื่น จึงไม่ควรซื้อยามารักษาเอง

กรมควบคุมโรคก็แนะนำว่าโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ไม่ควรรักษาด้วยการซื้อยากินเอง เพราะอาจทำให้การวินิจฉัยคลาดเคลื่อนและเพิ่มปัญหาเชื้อดื้อยา

ทำไมรักษา Epididymitis แล้วอัณฑะยังปวดอยู่?

แม้ยาปฏิชีวนะจะกำจัดเชื้อได้ แต่อาการบวมและการอักเสบไม่ได้หายทันที CDC ระบุว่า อาการปวดและไม่สบายบริเวณถุงอัณฑะอาจใช้เวลาหลายสัปดาห์กว่าจะหายหมด หลังจบยาปฏิชีวนะ

ระหว่างรักษา แพทย์อาจแนะนำพักผ่อน ยกถุงอัณฑะให้สูง และใช้ยาแก้อักเสบกลุ่ม NSAIDs ในผู้ที่ไม่มีข้อห้าม เพื่อช่วยลดปวดและบวม

อย่างไรก็ตาม หากรักษาแล้วอาการไม่เริ่มดีขึ้นภายใน 72 ชั่วโมง ควรกลับไปพบแพทย์เพื่อประเมินใหม่ เพราะอาจวินิจฉัยไม่ตรง เชื้อไม่ครอบคลุม หรือมีภาวะแทรกซ้อนอื่น

Epididymitis ทำให้เป็นหมันได้ไหม?

มีความเป็นไปได้ โดยเฉพาะหากการอักเสบรุนแรง เป็นสองข้าง เกิดซ้ำ หรือไม่ได้รับการรักษา การอักเสบสามารถทำให้เกิดความเสียหายและพังผืดในระบบลำเลียงอสุจิได้

กรมควบคุมโรคระบุว่าหนองในที่ไม่ได้รับการรักษาสามารถลุกลามเข้าสู่บริเวณอัณฑะและอาจส่งผลต่อภาวะเจริญพันธุ์ได้

อย่างไรก็ตาม การเป็น epididymitis ครั้งหนึ่งไม่ได้หมายความว่าจะเป็นหมันทุกคน การตรวจพบและรักษาอย่างเหมาะสมตั้งแต่ระยะแรกช่วยลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน

หลังรักษาแล้วมีเพศสัมพันธ์ได้เมื่อไร?

หาก epididymitis เกิดจาก Gonorrhea หรือ Chlamydia ควรงดเพศสัมพันธ์จนกว่าผู้ป่วยและคู่นอนจะได้รับการรักษาครบ และอาการหายแล้ว

CDC แนะนำให้คู่นอนในช่วง 60 วันก่อนเริ่มมีอาการ ได้รับการประเมิน ตรวจ และรักษาตามความเหมาะสม เพื่อลดโอกาสกลับมาติดเชื้อซ้ำ

การรักษาเฉพาะผู้ป่วยแต่ไม่ประเมินคู่นอนอาจทำให้เกิด reinfection และกลับมาเป็น urethritis หรือ epididymitis ซ้ำได้

ถ้าไม่มีหนองไหล แต่ลูกอัณฑะบวม ยังเป็น STI ได้ไหม?

ได้ การไม่มีหนองไม่ได้ตัด Gonorrhea หรือ Chlamydia ออก โดยเฉพาะ Chlamydia ที่อาจมี urethritis เพียงเล็กน้อยหรือไม่มีอาการชัด

แต่ลูกอัณฑะบวมยังมีสาเหตุอื่นได้อีก เช่น testicular torsion, hydrocele, varicocele, orchitis จากไวรัส, ไส้เลื่อน หรือก้อนในอัณฑะ

ดังนั้นหากมี อาการบวมที่เกิดขึ้นใหม่ ปวดต่อเนื่อง หรือคลำพบก้อน ไม่ควรวินิจฉัยว่าเป็น STI จากอาการเพียงอย่างเดียว

อาการแบบไหนควรไปโรงพยาบาลทันที?

ควรไปห้องฉุกเฉินหากมีอาการต่อไปนี้

  • ปวดอัณฑะรุนแรงแบบเฉียบพลัน
  • ปวดเกิดขึ้นทันทีโดยไม่มีอาการทางปัสสาวะนำมาก่อน
  • คลื่นไส้หรืออาเจียนร่วมกับปวดอัณฑะรุนแรง
  • อัณฑะข้างหนึ่งดูสูงขึ้นหรืออยู่ในตำแหน่งผิดปกติ
  • บวมแดงอย่างรวดเร็วหรือปวดมากขึ้นเรื่อย ๆ
  • มีไข้สูง หนาวสั่น หรือดูป่วยมาก
  • ปวดหรือบวมหลังได้รับบาดเจ็บรุนแรง

โดยเฉพาะอาการ ปวดเฉียบพลันรุนแรง ต้องแยก testicular torsion ก่อน เพราะระยะเวลาที่เลือดถูกตัดขาดมีผลต่อโอกาสรักษาอัณฑะไว้ได้

เมื่อไรควรกลับไปพบแพทย์หลังเริ่มยา?

CDC แนะนำให้กลับไปประเมินหากอาการไม่ดีขึ้นภายใน 72 ชั่วโมงหลังเริ่มการรักษา และหากยังมีบวมและกดเจ็บหลังจบยาปฏิชีวนะ ควรตรวจหาสาเหตุอื่น เช่น ฝี เนื้องอก testicular cancer, infarction หรือการติดเชื้ออื่น

ดังนั้นไม่ควรเพิ่มหรือเปลี่ยนยาปฏิชีวนะเองเพียงเพราะยังปวดหลังรับยาไม่กี่วัน เพราะต้องแยกว่าการติดเชื้อกำลังดีขึ้นแต่การอักเสบยังคงอยู่ หรือมีสาเหตุอื่นที่ต้องรักษาต่างกัน

สรุป

หนองในสามารถทำให้ปวดและบวมบริเวณลูกอัณฑะได้จริง เมื่อเชื้อ Neisseria gonorrhoeae ลุกลามจากท่อปัสสาวะขึ้นไปยัง epididymis ทำให้เกิด acute epididymitis และบางรายอาจลุกลามเป็น epididymo-orchitis ได้ Chlamydia และ M. genitalium ก็เป็นสาเหตุจาก STI ที่พบได้เช่นกัน

อาการมักเป็น ปวดและบวมข้างเดียวที่ค่อย ๆ เพิ่มขึ้น อาจมีปัสสาวะแสบหรือหนองไหลร่วมด้วย แต่การไม่มีหนองไม่ได้ตัด STI ออก

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ หากอาการปวดอัณฑะ เกิดทันทีและรุนแรงมาก ต้องรีบไปโรงพยาบาลเพื่อแยก testicular torsion ก่อน ไม่ควรซื้อยาฆ่าเชื้อมากินเองหรือรอดูอาการ

หากเป็น epididymitis จาก STI และได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม ส่วนใหญ่สามารถรักษาได้ แต่ควรรักษาคู่นอน ตรวจ Gonorrhea/Chlamydia รวมถึง HIV และ Syphilis ตามความเหมาะสม และกลับไปประเมินใหม่หากอาการไม่ดีขึ้นภายใน 72 ชั่วโมง

FAQ

หนองในทำให้ลูกอัณฑะบวมข้างเดียวได้ไหม?

ได้ Acute epididymitis จาก Gonorrhea มักมีอาการปวดและบวมข้างเดียว และอาจมีปัสสาวะแสบหรือหนองไหลร่วมด้วย

ไม่มีหนองไหล แต่ปวดอัณฑะ ยังเป็น Chlamydia หรือ Gonorrhea ได้ไหม?

ได้ CDC ระบุว่า urethritis ที่เกิดร่วมกับ epididymitis จาก STI อาจไม่มีอาการชัดเจน จึงต้องอาศัยการตรวจ NAAT และประวัติความเสี่ยงร่วมด้วย

Epididymitis รักษาแล้วกี่วันถึงหายปวด?

อาการควรเริ่มดีขึ้นภายในประมาณ 72 ชั่วโมงหลังได้รับการรักษาที่เหมาะสม แต่ความเจ็บหรือบวมอาจใช้เวลาหลายสัปดาห์กว่าจะหายสนิท

ปวดอัณฑะแบบไหนต้องไปฉุกเฉิน?

หากปวดรุนแรงและเกิดขึ้นทันที โดยเฉพาะร่วมกับคลื่นไส้ อาเจียน หรืออัณฑะอยู่สูงผิดปกติ ต้องรีบแยก testicular torsion ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉิน

Epididymitis จากหนองในทำให้เป็นหมันได้ไหม?

มีความเป็นไปได้หากการอักเสบรุนแรง ไม่ได้รับการรักษา หรือเกิดซ้ำ แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้ที่เป็น epididymitis ทุกคนจะมีบุตรยาก การรักษาเร็วช่วยลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนได้


ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม

  • Gonorrhea กับ Chlamydia ต่างกันอย่างไร?
  • หนองในมีอาการหลังเสี่ยงกี่วัน?
  • Chlamydia ในผู้ชายไม่มีอาการได้ไหม?
  • Cefixime, Doxycycline และ Azithromycin ใช้แทนกันได้ไหม?
  • หลังมีเพศสัมพันธ์เสี่ยง ควรตรวจ HIV ซิฟิลิส หนองใน และโรคอะไรบ้าง?
  • รักษาหนองในแล้วอาการยังไม่หาย ควรตรวจอะไรต่อ?


เรียบเรียงโดย: ร้านขายยาจุฬาลักษณ์เภสัช



References

  1. Centers for Disease Control and Prevention (CDC). Epididymitis – STI Treatment Guidelines.
    https://www.cdc.gov/std/treatment-guidelines/epididymitis.htm
  2. Centers for Disease Control and Prevention (CDC). Gonococcal Infections Among Adolescents and Adults.
    https://www.cdc.gov/std/treatment-guidelines/gonorrhea-adults.htm
  3. European Association of Urology. EAU Guidelines on Urological Infections – Acute Epididymitis.
    https://uroweb.org/guidelines/urological-infections/chapter/the-guideline
  4. กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. โรคหนองใน (Gonorrhoea).
    https://ddc.moph.go.th/disease_detail.php?d=35
  5. กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. หนองใน อาการในเพศชายและภาวะแทรกซ้อน.
    https://ddc.moph.go.th/brc/news.php?deptcode=brc&news=41049
  6. กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. แนวทางการดูแลรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ พ.ศ. 2567.
    https://stisqsa.ddc.moph.go.th/app-assets/manual/2567/

แชร์ข้อมูลไปยัง

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

No results found.

ยังไม่มีบัญชี