มีแผลแล้วลุยน้ำสกปรก ต้องทำอย่างไร? วิธีล้างแผลและป้องกันแผลติดเชื้อ
มีแผลแล้วเผลอลุยน้ำท่วม น้ำขัง หรือน้ำสกปรก ควรรีบล้างแผลด้วยสบู่และน้ำสะอาด ปิดแผลให้เหมาะสม เฝ้าระวังบวมแดง หนอง ไข้ และประเมินวัคซีนบาดทะยัก รวมถึงโรคฉี่หนูหลังสัมผัสน้ำปนเปื้อน
มีแผลถลอกเล็ก ๆ ที่เท้า แล้วจำเป็นต้องเดินลุยน้ำท่วม
หรือมีแผลจากของมีคมอยู่ก่อน แต่เผลอให้น้ำสกปรกสัมผัสแผล
หลายคนมักคิดว่า
“แผลนิดเดียวคงไม่เป็นอะไร”
แต่ความจริง น้ำท่วมและน้ำขังอาจมีเชื้อโรคจาก น้ำเสีย สิ่งปฏิกูล ดิน โคลน มูลสัตว์ และเศษวัสดุต่าง ๆ ปะปนอยู่ และเมื่อผิวหนังมีบาดแผล เชื้อสามารถเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายกว่าผิวหนังปกติ
CDC ระบุว่า floodwater สามารถมีเชื้อและสิ่งปนเปื้อนหลายชนิด และการสัมผัสน้ำเหล่านี้อาจนำไปสู่ wound infection, skin infection, tetanus และโรคบางชนิดจากน้ำปนเปื้อน ได้ โดยเฉพาะผู้ที่มีแผลเปิดควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำท่วม หากสัมผัสแล้วควรรีบทำความสะอาดด้วยสบู่และน้ำสะอาด (ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค)
ดังนั้นถ้ามีแผลแล้วลุยน้ำสกปรก สิ่งสำคัญที่สุดคือ
อย่ารอดูว่าแผลจะอักเสบหรือไม่ แต่ให้รีบล้างสิ่งสกปรกออกจากแผลทันทีที่ทำได้
ทำไมมีแผลแล้วลุยน้ำสกปรกจึงเสี่ยงติดเชื้อมากขึ้น?
ผิวหนังปกติทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันเชื้อโรค
แต่เมื่อเกิด
แผลถลอก → แผลแตก → แผลจากของมีคม → แผลพุพอง → ผิวหนังเปื่อยจากการแช่น้ำนาน
เกราะป้องกันนี้จะเสียไป
หากสัมผัสน้ำท่วม น้ำขัง หรือโคลนที่มีเชื้อปนเปื้อน เชื้อจึงมีโอกาสเข้าสู่เนื้อเยื่อได้มากขึ้น
CDC ระบุว่าน้ำท่วมอาจปนเปื้อน ของเสียจากคนและสัตว์ น้ำเสีย เชื้อโรค สารเคมี และเศษวัสดุแหลมคม ซึ่งนอกจากทำให้เกิดแผลใหม่ได้แล้ว ยังเพิ่มโอกาสที่แผลเดิมจะติดเชื้อด้วย (ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค)
กรมควบคุมโรคของไทยก็เตือนให้หลีกเลี่ยงการลุยน้ำหรือย่ำโคลนโดยเฉพาะเมื่อมีบาดแผล เพราะเชื้อบางชนิดสามารถเข้าสู่ร่างกายผ่านผิวหนังที่มีบาดแผลหรือรอยถลอกได้ (กรมควบคุมโรค)
มีแผลแล้วเผลอลุยน้ำสกปรก ขั้นแรกต้องทำอะไร?
หลักง่ายที่สุดคือ
ออกจากน้ำ → ล้างแผล → เอาสิ่งสกปรกออก → ทำให้แผลสะอาด → ปิดป้องกัน
CDC แนะนำว่าหากแผลเปิดสัมผัสน้ำท่วม ควร ล้างแผลให้สะอาดด้วยสบู่และน้ำสะอาดโดยเร็วที่สุด และดูแลไม่ให้แผลสัมผัสน้ำปนเปื้อนซ้ำ (ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค)
หากเพิ่งขึ้นจากน้ำ ควรทำดังนี้
- ล้างมือก่อนสัมผัสแผล
- เปิดแผลให้เห็นบริเวณที่สกปรก
- ล้างโคลน ดิน และสิ่งสกปรกออกด้วยน้ำสะอาด
- ล้างผิวหนังรอบแผลด้วยสบู่
- ตรวจดูว่ามีเศษแก้ว ไม้ โลหะ หรือสิ่งแปลกปลอมฝังอยู่หรือไม่
- ซับบริเวณรอบแผลให้แห้ง
- ปิดด้วยวัสดุปิดแผลสะอาดตามความเหมาะสม
หากมีสิ่งแปลกปลอมฝังลึก ไม่ควรใช้เข็มหรือของมีคมแคะออกเอง แต่ควรไปสถานพยาบาล เพราะ CDC แนะนำให้พบแพทย์หากมี ดิน ไม้ โลหะ หรือสิ่งแปลกปลอมค้างอยู่ในแผล (ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค)

ใช้น้ำอะไรล้างแผลดีที่สุด?
ควรใช้น้ำที่ สะอาดและปลอดภัย
หากระบบน้ำในพื้นที่ยังใช้งานได้และหน่วยงานท้องถิ่นประกาศว่าน้ำปลอดภัย สามารถใช้น้ำสะอาดในการล้างได้
แต่หากอยู่ในพื้นที่น้ำท่วมและมีประกาศว่าแหล่งน้ำอาจปนเปื้อน WHO แนะนำให้ใช้น้ำที่ปลอดภัย รวมถึงน้ำต้มสุกที่ปล่อยให้เย็นแล้ว สำหรับการทำความสะอาดแผล (องค์การอนามัยโลก)
สิ่งที่ไม่ควรทำคือ
เอาน้ำท่วมที่ดูใสมาใช้ล้างแผล
เพราะน้ำใสไม่ได้หมายความว่าไม่มีแบคทีเรียหรือสิ่งปนเปื้อน
ใช้สบู่ล้างแผลได้ไหม?
CDC แนะนำให้ล้างแผลเปิดที่สัมผัส floodwater ด้วย soap and clean water เพื่อช่วยเอาสิ่งสกปรกและเชื้อที่ปนเปื้อนออก (ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค)
ในการดูแลทั่วไป สามารถเน้นล้างบริเวณรอบแผลและชะล้างสิ่งสกปรกออกอย่างทั่วถึง
ไม่จำเป็นต้องขัดหรือถูแรง ๆ จนเนื้อเยื่อบาดเจ็บมากขึ้น
เป้าหมายคือ
ชะล้างเชื้อและสิ่งปนเปื้อนออก โดยไม่ทำร้ายเนื้อเยื่อที่กำลังหาย
ต้องเทแอลกอฮอล์ลงบนแผลไหม?
โดยทั่วไป ไม่จำเป็นต้องเทแอลกอฮอล์เข้มข้นลงในแผลเปิดโดยตรง
สำหรับแผลที่สัมผัสน้ำสกปรก สิ่งสำคัญที่สุดคือการ ชะล้างด้วยน้ำสะอาดอย่างเพียงพอและเอาสิ่งแปลกปลอมออก
แอลกอฮอล์เหมาะกับการทำความสะอาดมือหรือผิวหนังบางบริบทมากกว่า เพราะการเทสารระคายเคืองลงบนเนื้อเยื่อเปิดอาจทำให้เจ็บและระคายเคืองมากขึ้น
CDC ให้ความสำคัญกับ soap + clean water + proper wound care เป็นหลักสำหรับแผลที่สัมผัสน้ำท่วม (ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค)
หลังล้างแผลแล้วควรเปิดไว้หรือปิดแผล?
หลังทำความสะอาดแล้ว ควรป้องกันแผลจากการสัมผัสสิ่งสกปรกซ้ำ
CDC แนะนำให้ปิดแผลเปิดที่สะอาดด้วย waterproof bandage หากมีโอกาสสัมผัสน้ำหรือสิ่งแวดล้อมที่ปนเปื้อน (ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค)
โดยเฉพาะถ้ายังต้องอยู่ในพื้นที่น้ำท่วม
หลักคือ
แผลสะอาด → ปิดแผล → รักษาให้แห้ง → เปลี่ยนผ้าปิดแผลเมื่อเปียกหรือสกปรก
อย่างไรก็ตาม ถ้าแผลใหญ่ ลึก มีเนื้อตาย หรือมีสิ่งแปลกปลอม ไม่ควรพยายามดูแลด้วยพลาสเตอร์อย่างเดียว ควรให้บุคลากรทางการแพทย์ประเมิน
ถ้าจำเป็นต้องลุยน้ำอีก ต้องทำอย่างไร?
ทางที่ปลอดภัยที่สุดคือ
หลีกเลี่ยงไม่ให้แผลสัมผัสน้ำท่วม
แต่หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ กรมควบคุมโรคแนะนำให้สวม รองเท้าบูท ถุงมือยาง หรืออุปกรณ์ป้องกัน และหากมีบาดแผลควรปิดแผลด้วยวัสดุป้องกันน้ำก่อนสัมผัสน้ำ (กรมควบคุมโรค)
CDC ก็แนะนำว่า หากต้องเข้าสู่ floodwater ควรใช้ rubber boots และ rubber gloves และปิดแผลเปิดด้วย waterproof bandage (ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค)
หลังขึ้นจากน้ำแล้ว
อย่าคิดว่าปิดแผลกันน้ำแล้วจบ
ควรตรวจดูว่าแผ่นปิดแผลมีน้ำซึมหรือไม่ และทำความสะอาดร่างกายด้วยสบู่และน้ำสะอาดโดยเร็ว

แผลแบบไหนติดเชื้อได้ง่ายกว่าปกติ?
แผลทุกชนิดสามารถติดเชื้อได้ แต่ความเสี่ยงสูงขึ้นในแผลที่
ลึก
ถูกของแหลมตำ
มีดินหรือโคลนปนเปื้อน
มีเนื้อตาย
เกิดจากของสกปรก
หรือ
มีสิ่งแปลกปลอมฝังอยู่
CDC จัดแผลประเภท puncture wounds และแผลที่มี soil, feces หรือ devitalized tissue เป็น dirty or major wounds ซึ่งต้องประเมินทั้งการทำแผลและวัคซีนบาดทะยักอย่างเหมาะสม (ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค)
จึงควรระวังเป็นพิเศษหากเหยียบ
ตะปู → เศษโลหะ → เศษแก้ว → ไม้แหลม
ขณะเดินลุยน้ำ เพราะนอกจากแผลจะมองเห็นได้ยากในน้ำขุ่นแล้ว ยังอาจเป็นแผลลึกกว่าที่เห็นจากภายนอก
ต้องกินยาปฏิชีวนะป้องกันไว้ก่อนไหม?
ไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะกินเองเพียงเพราะแผลสัมผัสน้ำสกปรก
การให้ยาปฏิชีวนะขึ้นกับ
- ลักษณะแผล
- ความลึก
- ระดับการปนเปื้อน
- ตำแหน่ง
- อาการของการติดเชื้อ
- โรคประจำตัว
- ชนิดของน้ำที่สัมผัส
และเชื้อที่เกี่ยวข้องอาจแตกต่างกัน
CDC ระบุชัดว่า สำหรับการป้องกัน บาดทะยัก ไม่แนะนำให้ใช้ยาปฏิชีวนะทั้งแบบทาหรือรับประทานเป็น prophylaxis แต่ควรเน้น wound care และประเมินวัคซีนตามประวัติ (ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค)
หากแผลเริ่มติดเชื้อจริงจึงควรให้แพทย์เลือกการรักษาตามความเหมาะสม
ต้องฉีดบาดทะยักไหม?
นี่เป็นอีกเรื่องที่ควรตรวจสอบหลังแผลสัมผัสน้ำสกปรก
เชื้อ Clostridium tetani พบได้ในสิ่งแวดล้อม เช่น ดิน ฝุ่น และมูลสัตว์ และเข้าสู่ร่างกายทางผิวหนังที่มีบาดแผล (ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค)
CDC แนะนำว่า
สำหรับผู้ที่เคยได้รับวัคซีนพื้นฐานครบแล้ว
แผลสะอาดและเล็ก
→ พิจารณากระตุ้นเมื่อเข็มล่าสุดผ่านมา 10 ปีขึ้นไป
แต่ถ้าเป็น
แผลสกปรก แผลลึก แผลตำ หรือแผลใหญ่
→ พิจารณากระตุ้นเมื่อเข็มล่าสุดผ่านมา 5 ปีขึ้นไป
ส่วนผู้ที่
ไม่ทราบประวัติการฉีด
ไม่เคยฉีด
หรือ
ฉีดพื้นฐานไม่ครบ
ควรได้รับการประเมินเรื่องวัคซีนเพิ่มเติม และแผลสกปรกบางกรณีอาจต้องพิจารณา Tetanus Immune Globulin หรือ TIG ด้วย (ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค)
ดังนั้นหากจำไม่ได้ว่า
“ฉีดบาดทะยักครั้งสุดท้ายเมื่อไร”
และเป็นแผลสกปรกหรือลึก ควรแจ้งบุคลากรทางการแพทย์
มีแผลแล้วลุยน้ำ ต้องระวังโรคฉี่หนูด้วยไหม?
ต้องระวัง
โรคฉี่หนู หรือ Leptospirosis เกิดจากเชื้อ Leptospira ที่สามารถปนเปื้อนในน้ำ ดิน หรือโคลนจากปัสสาวะของสัตว์
กรมควบคุมโรคระบุว่าเชื้อสามารถเข้าสู่ร่างกายผ่าน
ผิวหนังที่มีบาดแผล
รวมถึงผิวหนังที่เปื่อยจากการแช่น้ำ และเยื่อบุตา จมูก หรือปาก (กรมควบคุมโรค)
ดังนั้น
คนที่มีแผลแล้วลุยน้ำท่วม ถือว่ามีช่องทางให้เชื้อเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายขึ้น
อย่างไรก็ตาม การลุยน้ำไม่ได้แปลว่าจะเป็นโรคฉี่หนูทุกคน
สิ่งสำคัญคือเฝ้าระวังอาการหลังสัมผัส
โรคฉี่หนูหลังลุยน้ำจะเริ่มมีอาการเมื่อไร?
กรมควบคุมโรคระบุว่า หลังได้รับเชื้อประมาณ 1–2 สัปดาห์ ผู้ป่วยอาจเริ่มมี
- ไข้
- ปวดศีรษะ
- ปวดเมื่อย
และลักษณะที่พบได้คือ
ปวดกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะบริเวณน่องหรือโคนขา
บางรายที่รุนแรงอาจมี ตาแดง → ตัวเหลืองตาเหลือง → ปัสสาวะน้อย → ไอเป็นเลือด และควรได้รับการรักษาโดยเร็ว (กรมควบคุมโรค)
หากมีอาการไข้หลังจากลุยน้ำท่วม ควรบอกแพทย์ด้วยว่าเคยลุยน้ำหรือสัมผัสโคลน เพราะประวัตินี้มีความสำคัญต่อการวินิจฉัย
Internal Link Recommendation:
“โรคฉี่หนูมีอาการอย่างไร? หลังลุยน้ำกี่วันถึงเริ่มป่วย”
แล้วโรคเมลิออยด์เกี่ยวข้องกับน้ำท่วมไหม?
กรมควบคุมโรคไทยจัด โรคเมลิออยด์ หรือโรคไข้ดิน เป็นอีกโรคหนึ่งที่ต้องระวังในช่วงน้ำท่วม โดยแนะนำให้หลีกเลี่ยงการลุยน้ำ ย่ำโคลนเป็นเวลานาน สวมรองเท้าบูท และทำความสะอาดร่างกายทันทีหลังสัมผัสน้ำ ดิน หรือโคลน โดยเฉพาะผู้ที่มีบาดแผล (กรมควบคุมโรค)
ประเด็นนี้สำคัญมากสำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัวบางชนิด โดยเฉพาะกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อรุนแรง
ดังนั้นหากมีแผลแล้วสัมผัสดินหรือน้ำสกปรก และต่อมามี ไข้สูง อ่อนเพลียมาก แผลบวมแดง หรืออาการระบบอื่น ควรเข้ารับการประเมิน ไม่ควรซื้อยากินเอง
แผลติดเชื้อมีอาการอย่างไร?
CDC แนะนำให้พบแพทย์ทันทีหากแผลที่สัมผัสน้ำท่วมเริ่มมี
- แดงมากขึ้น
- บวม
- มีน้ำหรือหนองไหลออก
รวมถึงหากมีอาการปวดมากขึ้นหรือมีไข้ (ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค)
ให้สังเกตแนวโน้มของแผลมากกว่าดูเพียงครั้งเดียว เช่น วันแรกแดงเล็กน้อย แต่วันต่อมา แดงกว้างขึ้น → ร้อนขึ้น → บวมขึ้น → ปวดมากขึ้น แบบนี้ควรสงสัยการติดเชื้อ
อาการแบบไหนไม่ควรรอดูเอง?
ควรพบแพทย์โดยเร็วหากพบว่า
- แผลแดงลาม
- บวมและร้อนมากขึ้น
- ปวดมากขึ้นเรื่อย ๆ
- มีหนองหรือกลิ่นผิดปกติ
- มีไข้หรือหนาวสั่น
- มีเส้นแดงลามขึ้นจากบริเวณแผล
- แผลลึกหรือมีสิ่งแปลกปลอม
- แผลจากของแหลมตำ
- เลือดออกไม่หยุด
- เนื้อเยื่อมีสีผิดปกติหรือเริ่มตาย
- หลังลุยน้ำ 1–2 สัปดาห์มีไข้ ปวดศีรษะ หรือปวดน่องมาก
CDC ระบุว่าการมี foreign body, puncture wound หรือแผลที่เริ่มมี increasing pain, swelling, redness, drainage หรือ fever ควรได้รับการประเมินทางการแพทย์ (ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค)

คนเป็นเบาหวานต้องระวังมากกว่าคนทั่วไปหรือไม่?
ควรระวังเป็นพิเศษ โดยเฉพาะหากมีแผลบริเวณเท้า ผู้ที่มีเบาหวานบางรายอาจมี ความรู้สึกบริเวณเท้าลดลง ทำให้มีแผลโดยไม่รู้ตัว และหากมีปัญหาการไหลเวียนร่วมด้วย แผลอาจหายช้าหรือเกิดการติดเชื้อรุนแรงได้
ดังนั้นถ้ามีโรคเบาหวานและแผลสัมผัสน้ำท่วม ไม่ควรรอดูจนเกิด หนอง → บวมมาก → ปวดมาก จึงค่อยเข้ารับการรักษา ควรให้ความสำคัญกับการประเมินแผลตั้งแต่ช่วงต้น โดยเฉพาะแผลเท้า แผลลึก หรือแผลที่มีสิ่งสกปรกปนเปื้อน
แผลเล็กนิดเดียวต้องกังวลไหม?
ไม่จำเป็นต้องตกใจทุกแผล
แผลถลอกเล็ก ๆ ที่ ล้างทันที → ไม่มีสิ่งแปลกปลอม → ไม่แดงลาม → ไม่บวม → ไม่มีไข้ ส่วนใหญ่สามารถเฝ้าดูและดูแลความสะอาดได้
แต่คำว่า “แผลเล็ก” ไม่ได้หมายถึงความเสี่ยงเป็นศูนย์ โดยเฉพาะถ้าเป็น แผลตำลึก เพราะรูเปิดบนผิวอาจดูเล็ก แต่บาดแผลด้านในลึกกว่าที่เห็น
CDC จึงจัด puncture wounds อยู่ในกลุ่ม dirty or major wounds ที่ต้องประเมินเรื่อง tetanus อย่างจริงจัง (ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค)
ถ้าลุยน้ำแล้วไม่มีแผล ต้องกังวลไหม?
ผิวหนังที่สมบูรณ์ช่วยลดโอกาสที่เชื้อจะเข้าสู่ร่างกาย แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่มีความเสี่ยงจากน้ำท่วมเลย
กรมควบคุมโรคเตือนว่า การแช่น้ำนานอาจทำให้ผิวหนัง อ่อนนุ่มหรือเปื่อย และเชื้อ Leptospira สามารถเข้าสู่ร่างกายได้ผ่านผิวหนังที่อ่อนนุ่ม รวมถึงเยื่อบุตา จมูก และปาก (กรมควบคุมโรค)
ดังนั้นหลังลุยน้ำควร
ล้างมือ → ล้างเท้า → อาบน้ำด้วยสบู่และน้ำสะอาด → เปลี่ยนเสื้อผ้าเปียก
โดยกรมควบคุมโรคแนะนำให้ทำความสะอาดร่างกายทันทีหลังลุยน้ำหรือย่ำโคลน (กรมควบคุมโรค)
เสื้อผ้าที่เปื้อนน้ำท่วมควรทำอย่างไร?
เสื้อผ้าที่สัมผัสน้ำท่วมหรือน้ำเสียควรแยกออกจากเสื้อผ้าสะอาดและซักก่อนนำกลับมาใช้
CDC แนะนำให้ซักเสื้อผ้าที่ปนเปื้อน floodwater หรือ sewage ด้วย detergent และตามคำแนะนำในการซักของวัสดุนั้น (ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค)
หลังกลับจากพื้นที่น้ำท่วม จึงไม่ควรเพียง ล้างแผล แต่ควรเปลี่ยน เสื้อผ้า → ถุงเท้า → รองเท้าเปียก และทำให้ผิวหนังแห้ง โดยเฉพาะซอกนิ้วเท้า
ป้องกันแผลติดเชื้อจากน้ำท่วมอย่างไร?
หลักป้องกันที่สำคัญที่สุดสามารถสรุปได้เป็น
หลีกเลี่ยงน้ำสกปรก → ปกป้องแผล → ล้างทันทีหลังสัมผัส → เฝ้าดูอาการ
ถ้ามีแผลอยู่ก่อน ควรหลีกเลี่ยงการลุยน้ำ หากจำเป็นจริง ๆ
- ปิดแผลกันน้ำ
- สวมรองเท้าบูท
- สวมถุงมือหากต้องทำงานในน้ำ
- ไม่เดินเท้าเปล่า
- ไม่แช่น้ำนาน
และหลังออกจากพื้นที่ให้ล้างร่างกายด้วยสบู่และน้ำสะอาดทันที
แนวทางนี้สอดคล้องทั้งกับคำแนะนำของ CDC และกรมควบคุมโรคไทย (ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค)
FAQ
มีแผลแล้วลุยน้ำสกปรก สิ่งแรกที่ควรทำคืออะไร?
รีบออกจากน้ำและ ล้างแผลด้วยสบู่และน้ำสะอาดโดยเร็ว เอาดิน โคลน และสิ่งสกปรกออก จากนั้นปิดแผลด้วยวัสดุสะอาดตามความเหมาะสม (ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค)
มีแผลแล้วต้องกินยาปฏิชีวนะป้องกันไหม?
ไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะกินเองทุกกรณี การรักษาขึ้นกับชนิดของแผล ระดับการปนเปื้อน และอาการติดเชื้อ ส่วนการป้องกันบาดทะยักต้องอาศัย wound care และประเมินวัคซีน ไม่ใช่การกินยาปฏิชีวนะป้องกัน (ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค)
แผลสกปรกต้องฉีดบาดทะยักเมื่อไร?
หากได้รับวัคซีนพื้นฐานครบแล้ว CDC แนะนำว่ากรณี dirty or major wound ควรพิจารณาวัคซีนกระตุ้นเมื่อเข็มล่าสุดผ่านมา 5 ปีขึ้นไป ส่วนผู้ที่ไม่ทราบประวัติหรือฉีดไม่ครบควรได้รับการประเมินเพิ่มเติม (ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค)
มีแผลแล้วลุยน้ำ เสี่ยงโรคฉี่หนูไหม?
มีความเสี่ยง เพราะเชื้อ Leptospira สามารถเข้าสู่ร่างกายผ่านผิวหนังที่มีบาดแผลหรือผิวเปื่อยจากน้ำได้ หากหลังสัมผัสประมาณ 1–2 สัปดาห์มีไข้ ปวดศีรษะ หรือปวดกล้ามเนื้อโดยเฉพาะน่อง ควรพบแพทย์และแจ้งประวัติลุยน้ำ (กรมควบคุมโรค)
แผลแบบไหนควรไปโรงพยาบาล?
แผลลึก แผลตำ มีสิ่งแปลกปลอม เลือดออกไม่หยุด หรือเริ่ม แดงลาม บวม ร้อน ปวดมากขึ้น มีหนอง หรือมีไข้ ควรได้รับการประเมิน (ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค)
Summary
หากมีแผลแล้วเผลอลุยน้ำท่วม น้ำขัง หรือน้ำสกปรก
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ อย่าปล่อยให้แผลที่ปนเปื้อนแห้งไปเอง
ควรรีบ
ออกจากน้ำ
↓
ล้างด้วยสบู่และน้ำสะอาด
↓
เอาดิน โคลน และสิ่งแปลกปลอมออก
↓
ซับและปิดแผลด้วยวัสดุสะอาด
↓
ป้องกันไม่ให้สัมผัสน้ำสกปรกซ้ำ
CDC ระบุว่าแผลเปิดที่สัมผัส floodwater สามารถเกิดการติดเชื้อได้ และควรไปพบแพทย์หากเริ่มมี แดง บวม มีของเหลวหรือหนองไหล ปวดมากขึ้น หรือมีไข้ (ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค)
หากเป็น แผลสกปรก → แผลตำ → แผลลึก → มีดินหรือโคลนเข้าแผล ควรตรวจสอบประวัติ วัคซีนบาดทะยัก ด้วย โดยผู้ที่ฉีดครบแต่เข็มล่าสุดผ่านมา 5 ปีขึ้นไป อาจต้องได้รับ booster สำหรับ dirty or major wound ตามแนวทาง CDC (ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค)
และหลังสัมผัสน้ำท่วม ยังต้องเฝ้าระวังโรคที่มากับน้ำ เช่น โรคฉี่หนู โดยเฉพาะหากในช่วงประมาณ 1–2 สัปดาห์ต่อมามี ไข้ + ปวดศีรษะ + ปวดเมื่อย + ปวดกล้ามเนื้อน่อง ควรรีบพบแพทย์และแจ้งให้ชัดเจนว่า “มีประวัติลุยน้ำท่วมและมีบาดแผล” (กรมควบคุมโรค)
การป้องกันที่ดีที่สุดยังคงเป็น ถ้ามีแผล อย่าให้แผลสัมผัสน้ำสกปรกถ้าไม่จำเป็น แต่หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ ปิดแผลกันน้ำ + สวมรองเท้าบูท + ลดระยะเวลาสัมผัส + ล้างทันทีหลังขึ้นจากน้ำ ช่วยลดโอกาสแผลติดเชื้อได้อย่างมาก (ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค)

หมายเหตุสำคัญ
บทความนี้จัดทำเพื่อให้ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการดูแลแผลหลังสัมผัสน้ำท่วม น้ำขัง หรือสิ่งสกปรก ไม่สามารถใช้แทนการประเมินบาดแผลโดยบุคลากรทางการแพทย์ได้
หากแผลลึก แผลตำ มีสิ่งแปลกปลอม เลือดออกมาก มีเนื้อตาย หรือเริ่มมีอาการแดงลาม บวม ร้อน ปวดมากขึ้น มีหนอง หรือมีไข้ ควรเข้ารับการรักษาโดยเร็ว
ผู้ที่มีประวัติวัคซีนบาดทะยักไม่ชัดเจน หรือมีแผลสกปรกและไม่ได้รับวัคซีนกระตุ้นมานาน ควรได้รับการประเมินเรื่องวัคซีนและ TIG ตามความเหมาะสม (ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค)
หากหลังลุยน้ำหรือสัมผัสโคลนในช่วงประมาณ 1–2 สัปดาห์มีไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อย หรือปวดน่อง ควรพบแพทย์และแจ้งประวัติสัมผัสน้ำท่วม เพราะต้องพิจารณาโรคฉี่หนูและโรคติดเชื้ออื่นที่สัมพันธ์กับน้ำท่วมด้วย (กรมควบคุมโรค)
เรียบเรียงโดย: www.chulalakpharmacy.com
References
- กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. สคร.9 เตือน ช่วงฝนตก น้ำท่วมขัง ระวังโรคไข้ฉี่หนู. ข้อมูลการเข้าสู่ร่างกายผ่านบาดแผล การทำความสะอาดหลังลุยน้ำ และอาการภายในประมาณ 1–2 สัปดาห์ (กรมควบคุมโรค)
- กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. คำแนะนำป้องกันโรคฉี่หนูในช่วงน้ำท่วม. แนะนำปิดแผลด้วยวัสดุกันน้ำ สวมรองเท้าบูท และล้างร่างกายหลังสัมผัสน้ำ (กรมควบคุมโรค)
- กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. โรคและภัยสุขภาพจากน้ำท่วม. กล่าวถึงโรคฉี่หนูและเมลิออยด์ และการทำความสะอาดร่างกายหลังสัมผัสน้ำ ดิน หรือโคลน โดยเฉพาะเมื่อมีบาดแผล (กรมควบคุมโรค)
- CDC. Safety Guidelines: Floodwater. ข้อมูลเชื้อและสิ่งปนเปื้อนในน้ำท่วม การล้างแผล การใช้ waterproof dressing และ warning signs ของ wound infection (ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค)
- CDC. Guidelines for Personal Hygiene During an Emergency. แนวทางการปกป้องแผลเปิดจาก floodwater และการล้างด้วยสบู่และน้ำสะอาด (ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค)
- CDC. Clinical Guidance for Wound Management to Prevent Tetanus, 2025. แนวทางการประเมิน dirty wounds วัคซีนบาดทะยัก และ Tetanus Immune Globulin (ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค)
- CDC. Tetanus: Causes and How It Spreads, 2025. ข้อมูล Clostridium tetani จากสิ่งแวดล้อมและการเข้าสู่ร่างกายผ่านบาดแผล (ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค)
- World Health Organization. Public health advice in the aftermath of flooding. คำแนะนำการใช้น้ำที่ปลอดภัยสำหรับทำความสะอาดแผลหลังเกิดน้ำท่วม (องค์การอนามัยโลก)






