โรคฉี่หนูมีอาการอย่างไร? หลังลุยน้ำกี่วันถึงเริ่มป่วย
หลังลุยน้ำหรือย่ำโคลนต้องเฝ้าระวังโรคฉี่หนูกี่วัน? รู้จักระยะฟักตัว 2–30 วัน อาการเด่น เช่น ไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดน่อง ตาแดง และสัญญาณอันตรายที่ควรพบแพทย์
หลังฝนตกหนักหรือน้ำท่วม หลายคนต้องเดินลุยน้ำ ย่ำโคลน หรือทำความสะอาดพื้นที่ที่มีน้ำขัง
วันแรกอาจยังรู้สึกปกติดี
แต่ผ่านไปประมาณ 1 สัปดาห์ กลับเริ่มมี
ไข้สูง → ปวดศีรษะ → ปวดเมื่อยมาก → ปวดน่องผิดปกติ
คำถามที่ควรนึกถึงคือ
“เกี่ยวกับโรคฉี่หนูหรือไม่?”
โรคฉี่หนู หรือ Leptospirosis เป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียที่สามารถได้รับจากน้ำ ดิน หรือโคลนที่ปนเปื้อนปัสสาวะของสัตว์ โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนและน้ำท่วม
ข้อมูลล่าสุดของกรมควบคุมโรคเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 ระบุว่า ตั้งแต่ต้นปีถึง 21 กรกฎาคม 2569 ประเทศไทยพบผู้ป่วย leptospirosis สะสม 2,190 ราย และเสียชีวิต 30 ราย โดยกลุ่มเสี่ยงสำคัญคือผู้ที่สัมผัสดิน น้ำขัง ย่ำโคลน รวมถึงผู้ที่มีแผลหรือผิวหนังเปื่อยจากการแช่น้ำนาน ๆ (กรมควบคุมโรค)
สิ่งที่ต้องจำง่าย ๆ คือ
หลังลุยน้ำหรือสัมผัสโคลน หากมีไข้สูงร่วมกับปวดศีรษะและปวดกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะ “ปวดน่อง” ภายในช่วงประมาณ 1–2 สัปดาห์ ควรนึกถึงโรคฉี่หนูและแจ้งประวัติลุยน้ำให้แพทย์ทราบ
โรคฉี่หนูคืออะไร?
โรคฉี่หนูมีชื่อทางการแพทย์ว่า Leptospirosis
เกิดจากแบคทีเรียในสกุล Leptospira
สัตว์หลายชนิดสามารถเป็นแหล่งรังโรคได้ เช่น
- หนู
- โค
- กระบือ
- สุกร
- สุนัข
- สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่น
สัตว์ที่มีเชื้อสามารถขับเชื้อออกมากับปัสสาวะ แล้วปนเปื้อนลงใน
น้ำ → ดิน → โคลน → พื้นที่น้ำท่วมขัง
กรมควบคุมโรคระบุว่า เชื้อสามารถเข้าสู่ร่างกายผ่าน บาดแผล รอยถลอก ผิวหนังที่เปื่อยจากการแช่น้ำ รวมถึงเยื่อบุตา จมูก และปาก (กรมควบคุมโรค)
จึงไม่ได้หมายความว่าต้องถูกหนูกัดจึงจะเป็นโรคฉี่หนู
ลุยน้ำแล้วติดโรคฉี่หนูได้อย่างไร?
สถานการณ์ที่พบบ่อยคือ
ปัสสาวะสัตว์มีเชื้อ
↓
ปนเปื้อนในน้ำหรือโคลน
↓
คนเดินลุยน้ำ
↓
เชื้อสัมผัสรอยถลอกหรือผิวหนังที่เปื่อย
↓
เข้าสู่ร่างกาย
WHO ระบุว่าการติดเชื้อเกิดได้จากการสัมผัสน้ำ ดิน หรือพืชที่ปนเปื้อนเชื้อจากปัสสาวะสัตว์ โดยเชื้อมักเข้าสู่ร่างกายผ่าน รอยถลอกของผิวหนังหรือเยื่อบุ และความเสี่ยงสามารถเพิ่มขึ้นหลังเกิดน้ำท่วม (IRIS)
ดังนั้นคนที่ไม่มีแผลใหญ่ก็ยังอาจมีความเสี่ยง เพราะรอยถลอกเล็ก ๆ หรือผิวหนังที่เปื่อยจนเกราะป้องกันผิวเสียสามารถเป็นทางเข้าได้
หลังลุยน้ำกี่วันถึงเริ่มมีอาการ?
โดยทั่วไปโรคฉี่หนูมี ระยะฟักตัวประมาณ 2–30 วัน
แต่คนส่วนใหญ่เริ่มมีอาการภายในประมาณ 5–14 วัน หรือราว 1–2 สัปดาห์หลังรับเชื้อ กรมควบคุมโรคระบุช่วงดังกล่าวอย่างชัดเจน และ WHO ระบุระยะฟักตัวที่พบบ่อยประมาณ 5–14 วันเช่นกัน (กรมควบคุมโรค)
ดังนั้นจำแบบง่าย ๆ ได้ว่า
2–3 วันแรก
ยังสามารถเร็วเกินไป แต่มีรายงานว่าเริ่มป่วยได้
ประมาณ 5–14 วัน
เป็นช่วงที่พบอาการได้บ่อยที่สุด
หลัง 2 สัปดาห์
ยังไม่ตัดโรคออก เพราะบางรายอาจมีระยะฟักตัวยาวกว่านั้น
นานถึงประมาณ 30 วัน
ยังอยู่ในช่วงที่มีรายงานระยะฟักตัวได้ (IRIS)
เพราะฉะนั้น ลุยน้ำวันนี้ แล้วมีไข้ในอีก 7–10 วัน ถือว่าอยู่ในช่วงเวลาที่เข้ากับโรคฉี่หนูได้มาก

อาการของโรคฉี่หนูเริ่มต้นเป็นอย่างไร?
อาการเริ่มต้นอาจคล้ายไข้หวัด ไข้เลือดออก หรือโรคติดเชื้อทั่วไป
อาการที่พบได้ ได้แก่
- ไข้สูง
- หนาวสั่น
- ปวดศีรษะ
- ปวดเมื่อยตามตัว
- ปวดกล้ามเนื้อ
- คลื่นไส้
- อาเจียน
- ท้องเสีย
- ตาแดง
กรมควบคุมโรคระบุว่า หลังรับเชื้อประมาณ 1–2 สัปดาห์ ผู้ป่วยมักมี ไข้สูงเฉียบพลัน ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อโดยเฉพาะน่องและหลัง ตาแดง คลื่นไส้ และอาเจียน (กรมควบคุมโรค)
WHO ก็ระบุอาการเด่นคล้ายกัน ได้แก่ ไข้ ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ และ conjunctival suffusion หรือตาแดง (IRIS)
ทำไม “ปวดน่อง” ถึงเป็นอาการที่ควรจำ?
เพราะเป็นหนึ่งในลักษณะที่พบได้ค่อนข้างเด่นของ leptospirosis
ผู้ป่วยอาจรู้สึก
ปวดน่องมาก → กดเจ็บ → เดินแล้วรู้สึกปวดมากกว่าปวดเมื่อยจากไข้ทั่วไป
อาการปวดกล้ามเนื้ออาจพบที่
- น่อง
- โคนขา
- หลัง
- เอว
กรมควบคุมโรคหลายประกาศใช้คำว่า ปวดกล้ามเนื้อโดยเฉพาะบริเวณน่อง เป็นสัญญาณที่ประชาชนควรสังเกตหลังลุยน้ำหรือย่ำโคลน (กรมควบคุมโรค)
จึงจำได้ง่ายว่า
ไข้หลังลุยน้ำ + ปวดน่องผิดปกติ = ต้องคิดถึงโรคฉี่หนู
แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนที่เป็นโรคฉี่หนูต้องปวดน่อง หรือทุกคนที่ปวดน่องต้องเป็นโรคฉี่หนู
ตาแดงแบบโรคฉี่หนูเป็นอย่างไร?
ผู้ป่วยบางรายมี เยื่อบุตาแดง หรือ conjunctival suffusion
ตาอาจดูแดงแต่ไม่ได้มีขี้ตาแบบเยื่อบุตาอักเสบทั่วไปมากนัก
WHO ระบุว่า conjunctival suffusion ร่วมกับ tenderness ของกล้ามเนื้อบริเวณน่องและเอวเป็นหนึ่งในลักษณะทางกายที่ช่วยเพิ่มความสงสัย leptospirosis เมื่อมีประวัติสัมผัสน้ำหรือสิ่งแวดล้อมที่อาจปนเปื้อน (IRIS)
ดังนั้นถ้ามี
ไข้ + ปวดน่อง + ตาแดง + เพิ่งลุยน้ำ
ประวัตินี้มีความสำคัญมากและควรแจ้งแพทย์
โรคฉี่หนูกับไข้หวัดต่างกันอย่างไร?
ช่วงแรกอาจแยกจากอาการเพียงอย่างเดียวได้ยาก
ทั้งสองโรคสามารถมี
ไข้ → ปวดศีรษะ → ปวดเมื่อย → อ่อนเพลีย
ได้
แต่ประวัติที่ทำให้สงสัย leptospirosis มากขึ้นคือ
เพิ่งลุยน้ำ ย่ำโคลน ทำงานในพื้นที่น้ำขัง หรือสัมผัสดิน/น้ำที่อาจปนเปื้อนปัสสาวะสัตว์
ร่วมกับอาการ เช่น
ปวดน่องมาก + ตาแดง
กรมควบคุมโรคเตือนว่าอาการระยะแรกของโรคฉี่หนูคล้ายโรคติดเชื้อทั่วไป จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ผู้ป่วยอาจซื้อยารับประทานเองและมาพบแพทย์ช้า (กรมควบคุมโรค)
โรคฉี่หนูกับไข้เลือดออกคล้ายกันไหม?
มีอาการบางอย่างคล้ายกันได้ เช่น
- ไข้สูง
- ปวดศีรษะ
- ปวดเมื่อย
- คลื่นไส้
- อาเจียน
จึงไม่ควรใช้เพียงว่า
“ไข้หลังฝนตก = ไข้เลือดออก”
หรือ
“ลุยน้ำมา = ฉี่หนูแน่นอน”
ต้องดูประวัติ ตรวจร่างกาย และตรวจทางห้องปฏิบัติการตามความเหมาะสม
ใน leptospirosis จุดที่ช่วยเพิ่มความสงสัยคือ ปวดน่อง ตาแดง และประวัติสัมผัสน้ำ/โคลนที่เสี่ยง
ส่วนไข้เลือดออกมีลักษณะและการตรวจที่ต่างออกไป
โรคฉี่หนูรุนแรงได้แค่ไหน?
ผู้ป่วยจำนวนหนึ่งมีอาการไม่รุนแรงและสามารถรักษาได้
แต่บางรายโรคสามารถลุกลามรุนแรงได้
กรมควบคุมโรคระบุภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญ ได้แก่
- ไตวาย
- ตับวาย
- เลือดออกในปอด
- หายใจลำบาก
- เสียชีวิต (กรมควบคุมโรค)
WHO ระบุเช่นกันว่า severe leptospirosis สามารถนำไปสู่ ดีซ่าน ปัสสาวะน้อยหรือไม่ออก ไตวาย ปอดอักเสบ และ multiple organ failure ได้ (IRIS)
ดังนั้นโรคฉี่หนูไม่ควรถูกมองว่าเป็นแค่ “ไข้หลังลุยน้ำ” ที่รอให้หายเองเสมอไป
อาการแบบไหนบ่งว่าโรคอาจรุนแรงขึ้น?
ควรรีบไปโรงพยาบาลหากมี
- ตัวเหลืองหรือตาเหลือง
- ปัสสาวะน้อยลงมาก
- หายใจลำบาก
- ไอเป็นเลือด
- เจ็บหน้าอก
- ซึมลง
- อ่อนแรงมาก
- เลือดออกผิดปกติ
- ไข้สูงร่วมกับอาการทรุดลงอย่างรวดเร็ว
อาการเหล่านี้อาจสัมพันธ์กับภาวะแทรกซ้อนของตับ ไต ปอด หรือระบบไหลเวียน
ไม่ควรรอจนไข้ครบหลายวันก่อนพบแพทย์

ถ้ามีไข้หลังลุยน้ำ ต้องรอกี่วันก่อนพบแพทย์?
ไม่ต้องรอ
หากมีไข้สูง ปวดศีรษะ หรือปวดกล้ามเนื้อผิดปกติหลังมีประวัติลุยน้ำหรือย่ำโคลน ควรไปพบแพทย์และแจ้งประวัตินี้ตั้งแต่แรก
กรมควบคุมโรคปี 2568 แนะนำว่า หากมี ไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดเมื่อย หรือปวดกล้ามเนื้อหลังลุยน้ำย่ำโคลนภายใน 1–2 สัปดาห์ ให้รีบพบแพทย์ทันที (กรมควบคุมโรค)
ข้อมูลปี 2569 ก็ย้ำว่า leptospirosis สามารถรุนแรงถึงไตวาย ตับวาย เลือดออกในปอด และเสียชีวิตได้ (กรมควบคุมโรค)
ดังนั้นไม่ควรใช้หลักว่า
“รอดูไข้ 3 วันก่อน”
ถ้าประวัติและอาการเข้ากันมาก
ทำไมต้องบอกแพทย์ว่าเคยลุยน้ำ?
เพราะอาการของโรคฉี่หนูในช่วงแรก ไม่จำเพาะ
ถ้าบอกเพียงว่า
“มีไข้ ปวดเมื่อย ปวดหัว”
สามารถนึกถึงโรคได้หลายชนิด
แต่ถ้าเพิ่มข้อมูลว่า
“เมื่อสัปดาห์ก่อนลุยน้ำท่วมหลายชั่วโมง และมีแผลถลอกที่เท้า”
ความเป็นไปได้ของ leptospirosis จะเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน
กรมควบคุมโรคจึงย้ำให้ประชาชน แจ้งประวัติการเดินลุยน้ำหรือย่ำโคลนแก่แพทย์ เพื่อช่วยให้วินิจฉัยและรักษาได้เร็วขึ้น (กรมควบคุมโรค)
โรคฉี่หนูตรวจอย่างไร?
แพทย์จะประเมินจาก
ประวัติสัมผัส + อาการ + การตรวจร่างกาย
และอาจตรวจทางห้องปฏิบัติการตามระยะของโรค
การตรวจสามารถรวมถึงการตรวจแอนติบอดีหรือการตรวจสารพันธุกรรมของเชื้อในบางสถานการณ์ รวมถึงตรวจเลือดเพื่อดู
- การทำงานของไต
- การทำงานของตับ
- เม็ดเลือด
- ความผิดปกติอื่นที่เกิดจากภาวะแทรกซ้อน
สิ่งสำคัญคือหากแพทย์สงสัย leptospirosis มาก อาจไม่จำเป็นต้องรอผลยืนยันทุกอย่างก่อนเริ่มการรักษา
โรคฉี่หนูรักษาอย่างไร?
โรคฉี่หนูเป็น โรคจากแบคทีเรีย จึงมียาปฏิชีวนะที่ใช้รักษาได้
WHO ระบุว่าควรเริ่ม effective antibiotic เร็วที่สุดเมื่อสงสัย leptospirosis เพราะโรคสามารถรักษาได้ แต่การวินิจฉัยล่าช้าสามารถทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้ (IRIS)
การเลือกยาและรูปแบบการรักษาขึ้นกับความรุนแรง
ผู้ป่วยที่อาการไม่รุนแรงอาจใช้ยารับประทานตามการประเมิน
ส่วนผู้ป่วยรุนแรงอาจต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาล รับยาทางหลอดเลือด ให้สารน้ำ ดูแลไต ปอด หรืออวัยวะอื่นตามภาวะแทรกซ้อน
ดังนั้นไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะมากินเองโดยเดาจากอาการ
หลังลุยน้ำแต่ยังไม่มีอาการ ต้องกินยาปฏิชีวนะป้องกันไหม?
ไม่ควรซื้อกินเอง
การให้ยาป้องกัน leptospirosis ไม่ได้หมายความว่าทุกคนที่ลุยน้ำต้องได้รับ antibiotic
การพิจารณาขึ้นอยู่กับระดับความเสี่ยง ลักษณะ exposure และแนวทางทางการแพทย์ในสถานการณ์นั้น
สิ่งที่ประชาชนทั่วไปควรทำหลังลุยน้ำคือ
ชำระร่างกาย → ล้างเท้า → ทำแผล → เฝ้าสังเกตอาการ
มากกว่าซื้อยาปฏิชีวนะมากิน “กันไว้ก่อน”
หลังลุยน้ำควรทำอะไรทันที?
กรมควบคุมโรคแนะนำว่า หลังลุยน้ำ ย่ำโคลน หรือแช่น้ำ ควร
- ล้างมือและเท้าด้วยน้ำสะอาด
- อาบน้ำด้วยสบู่และน้ำสะอาด
- ทำความสะอาดแผลทันที
- เปลี่ยนเสื้อผ้าและรองเท้าที่เปียก
- หลีกเลี่ยงการกลับไปสัมผัสน้ำสกปรกหากไม่จำเป็น (กรมควบคุมโรค)
หากจำเป็นต้องเดินในน้ำ ควรสวม
รองเท้าบู๊ต + ถุงมือยาง
เมื่อเหมาะสม
โดยเฉพาะหากมีบาดแผล ไม่ควรให้แผลสัมผัสน้ำสกปรกโดยตรง
ใครบ้างที่ควรระวังเป็นพิเศษ?
คนที่มีโอกาสสัมผัสเชื้อมาก เช่น
- เกษตรกร
- ผู้ทำงานในพื้นที่น้ำขัง
- คนทำความสะอาดหลังน้ำท่วม
- ผู้ที่ต้องลุยโคลน
- ผู้ที่มีบาดแผลหรือรอยถลอก
- ผู้ที่ผิวเท้าเปื่อยจากการแช่น้ำนาน
ข้อมูลประเทศไทยปี 2569 ระบุว่ากลุ่มผู้ป่วยที่พบมากที่สุดอยู่ในช่วงอายุ 60 ปีขึ้นไป และ 50–59 ปี และกลุ่มเสี่ยงสำคัญคือผู้ที่ทำงานสัมผัสดินหรือแหล่งน้ำขังและผู้มีบาดแผลหรือผิวหนังเปื่อยชื้น (กรมควบคุมโรค)
FAQ
หลังลุยน้ำกี่วันถึงเป็นโรคฉี่หนู?
ส่วนใหญ่อาการเริ่มประมาณ 5–14 วัน หรือประมาณ 1–2 สัปดาห์หลังรับเชื้อ แต่ระยะฟักตัวอาจอยู่ในช่วงประมาณ 2–30 วัน (กรมควบคุมโรค)
โรคฉี่หนูมีอาการอะไรเด่นที่สุด?
อาการสำคัญคือ ไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะน่องและหลัง และอาจมีตาแดง คลื่นไส้ อาเจียนหรือท้องเสีย (กรมควบคุมโรค)
ลุยน้ำแต่ไม่มีแผล ติดได้ไหม?
ยังเป็นไปได้ เพราะอาจมีรอยถลอกเล็ก ๆ หรือผิวหนังเปื่อยที่มองไม่เห็น และเชื้อยังสามารถเข้าสู่ร่างกายทางเยื่อบุตา จมูก หรือปากได้ (กรมควบคุมโรค)
ปวดน่องหลังลุยน้ำต้องเป็นฉี่หนูไหม?
ไม่จำเป็น แต่หากปวดน่องร่วมกับ ไข้สูง ปวดศีรษะ หรือตาแดง ภายในช่วงประมาณ 1–2 สัปดาห์หลังลุยน้ำ ควรรีบประเมินโรคฉี่หนู
โรคฉี่หนูรักษาหายไหม?
รักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะที่เหมาะสม และการเริ่มรักษาเร็วมีความสำคัญ เพราะรายรุนแรงสามารถเกิดไตวาย ตับวาย เลือดออกในปอดหรือเสียชีวิตได้ (IRIS)
Summary
โรคฉี่หนู หรือ Leptospirosis เป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียที่สัมพันธ์กับการสัมผัส น้ำ ดิน หรือโคลนที่ปนเปื้อนปัสสาวะของสัตว์
ช่วงฤดูฝนและน้ำท่วมจึงเป็นช่วงที่ต้องระวังมากขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่มีแผล รอยถลอก หรือผิวหนังเปื่อยจากการแช่น้ำนาน (กรมควบคุมโรค)
หลังได้รับเชื้อ
ระยะฟักตัวประมาณ 2–30 วัน
และส่วนใหญ่มักเริ่มมีอาการในช่วง 5–14 วัน หรือประมาณ 1–2 สัปดาห์ (กรมควบคุมโรค)
อาการที่ควรจำคือ
ไข้สูง + ปวดศีรษะ + ปวดเมื่อย + ปวดน่องหรือหลัง + ตาแดง
อาจมีคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย หรือหนาวสั่นร่วมด้วย
หากโรครุนแรงสามารถเกิด
ตัวเหลือง/ตาเหลือง → ไตวาย → หายใจลำบาก → เลือดออกในปอด → เสียชีวิต
ได้ (กรมควบคุมโรค)
ดังนั้นหากในช่วง 1–2 สัปดาห์หลังลุยน้ำหรือย่ำโคลน เริ่มมีไข้สูงและปวดกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะปวดน่อง
ควรไปพบแพทย์และบอกให้ชัดว่า “เพิ่งลุยน้ำหรือย่ำโคลนมา”
ไม่ควรรอให้อาการหนัก เพราะโรคฉี่หนูสามารถรักษาได้ และการได้รับยาที่เหมาะสมเร็วมีความสำคัญต่อการลดภาวะแทรกซ้อน (IRIS)

หมายเหตุสำคัญ
บทความนี้จัดทำเพื่อให้ความรู้ทั่วไป อาการของโรคฉี่หนูสามารถคล้ายไข้หวัด ไข้เลือดออก และโรคติดเชื้ออื่น จึงไม่สามารถวินิจฉัยจากอาการเพียงอย่างเดียว
หากมีไข้หลังลุยน้ำ ย่ำโคลน หรือสัมผัสพื้นที่น้ำท่วม โดยเฉพาะร่วมกับ ปวดน่อง ตาแดง ตัวเหลือง ปัสสาวะน้อย หายใจลำบาก หรือไอเป็นเลือด ควรได้รับการประเมินโดยเร็ว และควรแจ้งประวัติสัมผัสน้ำหรือโคลนให้แพทย์ทราบ
เรียบเรียงโดย: www.chulalakpharmacy.com
References
- กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. เตือนโรคเลปโตสไปโรสิสและเมลิออยโดสิสช่วงฤดูฝน, 24 กรกฎาคม 2569. รายงานผู้ป่วย leptospirosis 2,190 ราย เสียชีวิต 30 ราย พร้อมข้อมูลการติดต่อ อาการ และภาวะแทรกซ้อน (กรมควบคุมโรค)
- กรมควบคุมโรค. เตือนโรคฉี่หนูหลังลุยน้ำย่ำโคลน. ระบุระยะฟักตัว 2–30 วัน ส่วนใหญ่อยู่ในช่วง 5–14 วัน และอาการสำคัญ ได้แก่ ไข้ ปวดศีรษะ ปวดน่อง/โคนขา และตัวเหลืองตาเหลือง (กรมควบคุมโรค)
- กรมควบคุมโรค. โรคฉี่หนูในฤดูฝน. แนะนำให้สงสัยโรคเมื่อมีไข้สูงเฉียบพลัน ปวดศีรษะ ปวดหลัง น่องหรือโคนขาหลังลุยน้ำ และให้รีบพบแพทย์ (กรมควบคุมโรค)
- World Health Organization. Human Leptospirosis: Guidance for Diagnosis, Surveillance and Control. ระยะฟักตัวโดยทั่วไป 5–14 วัน ช่วง 2–30 วัน อาการเด่น ปวดน่อง ตาแดง และหลักการเริ่ม antibiotic เมื่อสงสัยโรค (IRIS)
- World Health Organization. Emerging and zoonotic bacterial diseases — Leptospirosis. ข้อมูลการแพร่จากน้ำและดินปนเปื้อน การเพิ่มความเสี่ยงหลังน้ำท่วม และภาวะแทรกซ้อน เช่น ไตวายและ multiple organ failure (IRIS)






