โควิด 2569 มีอาการอย่างไร? เมื่อไรควรตรวจและพบแพทย์
โควิดปี 2569 ยังระบาดหรือไม่? อาการปัจจุบัน ได้แก่ ไข้ ไอ เจ็บคอ น้ำมูก ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ควรตรวจ ATK เมื่อไร ผลลบยังเป็นได้ไหม และอาการแบบไหนควรพบแพทย์
ช่วงนี้เริ่มเจ็บคอ มีน้ำมูก ไอ ปวดศีรษะ บางคนมีไข้และอ่อนเพลีย จึงเกิดคำถามว่า “ปี 2569 ยังเป็นโควิดได้อยู่ไหม?” หรือ “ตอนนี้อาการโควิดต่างจากไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่แค่ไหน?”
ข้อมูลของกรมควบคุมโรค ณ วันที่ 29–30 สิงหาคม 2569 ยืนยันว่า COVID-19 ยังคงพบในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยสถานการณ์อยู่ในรูปแบบโรคติดต่อตามฤดูกาล และยังไม่มีหลักฐานว่าสายพันธุ์ที่พบหลักในช่วงดังกล่าวทำให้โรครุนแรงขึ้นอย่างผิดปกติ
กรมควบคุมโรคระบุว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม–28 สิงหาคม 2569 ประเทศไทยรายงานผู้ป่วยสะสม 95,357 ราย และเสียชีวิต 14 ราย โดยในช่วงเดือนก่อนหน้ามีแนวโน้มรายงานผู้ป่วยเพิ่มขึ้น พร้อมกับโรคทางเดินหายใจอื่นอย่างไข้หวัดใหญ่และ RSV
ดังนั้น คำตอบคือ โควิดยังพบได้ในปี 2569 แต่สำหรับผู้ป่วยจำนวนมาก อาการอาจคล้ายไข้หวัดทั่วไปมากจนดูจากอาการอย่างเดียวแยกไม่ได้
โควิด 2569 มีอาการอะไรบ้าง?
กรมควบคุมโรคระบุอาการทางเดินหายใจที่พบในผู้ป่วยปัจจุบัน เช่น ไข้ ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก ปวดศีรษะ และอ่อนเพลีย อาการเหล่านี้ซ้อนทับกับไข้หวัดธรรมดา ไข้หวัดใหญ่ RSV และไวรัสทางเดินหายใจอื่น
WHO ก็ระบุว่า COVID-19 สามารถมีอาการตั้งแต่ไข้ หนาวสั่น เจ็บคอ ไอ ปวดเมื่อย อ่อนเพลีย น้ำมูก ปวดศีรษะ ไปจนถึงอาการทางเดินอาหารในบางคน
ดังนั้น เจ็บคออย่างเดียว หรือมีน้ำมูกอย่างเดียว ไม่สามารถยืนยันหรือปฏิเสธ COVID-19 ได้
ต้องไม่ได้กลิ่นถึงจะเป็นโควิดไหม?
ไม่จำเป็น
อาการสูญเสียกลิ่นและรสเคยเป็นอาการเด่นในช่วงแรกของการระบาด แต่ในช่วงสายพันธุ์ Omicron และสายพันธุ์ลูกหลาน อาการทางเดินหายใจทั่วไปพบได้มาก และการสูญเสียกลิ่นไม่ได้เป็นสิ่งที่ต้องมีในผู้ป่วยทุกคน
ดังนั้น ยังได้กลิ่น ก็ยังเป็น COVID-19 ได้ ไม่ควรใช้การดมกลิ่นเป็นวิธีคัดกรองแทนการตรวจ
สายพันธุ์ที่พบในไทยตอนนี้คืออะไร?
กรมควบคุมโรคชี้แจงล่าสุดเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2569 ว่าสายพันธุ์ที่เฝ้าระวังและพบในประเทศไทยในช่วงดังกล่าวคือสายพันธุ์ Omicron NB.1.8.1 และยืนยันว่าไม่มีหลักฐานว่าสายพันธุ์ดังกล่าวทำให้อาการรุนแรงขึ้นเมื่อเทียบกับสถานการณ์ปัจจุบันโดยรวม
ก่อนหน้านี้ในเดือนพฤษภาคม กรมควบคุมโรคและกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ก็รายงาน NB.1.8.1 เป็นสายพันธุ์หลักที่ตรวจพบในไทย และระบุว่าสามารถแพร่กระจายและหลบภูมิคุ้มกันได้ดีขึ้นบางส่วน แต่ยังไม่มีหลักฐานว่าทำให้โรครุนแรงขึ้น
World Health Organization – COVID-19 Global Risk Assessment Version 10 ประเมินเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2026 ว่าความเสี่ยงด้านสาธารณสุขของ COVID-19 ทั่วโลกยังอยู่ในระดับ Moderate และ SARS-CoV-2 ยังคงหมุนเวียนทั่วโลก โดยผู้สูงอายุ ผู้มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง และผู้มีโรคร่วมยังมีความเสี่ยงต่ออาการรุนแรงมากกว่า

ดูจากอาการอย่างเดียวแยกโควิดกับไข้หวัดใหญ่ได้ไหม?
ไม่ได้แม่นยำ
ไข้หวัดใหญ่สามารถทำให้มีไข้สูง ปวดเมื่อย ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ไอ และเจ็บคอ ซึ่งเหมือน COVID-19 ได้มาก
กรมควบคุมโรคระบุในเดือนสิงหาคม 2569 ว่าอาการเบื้องต้นของ influenza และ COVID-19 สามารถคล้ายกัน เช่น ไข้ ไอ เจ็บคอ น้ำมูก คัดจมูก ปวดเมื่อย อ่อนเพลีย และหายใจลำบาก
ดังนั้น หากต้องการทราบสาเหตุเพื่อวางแผนรักษาหรือป้องกันการแพร่เชื้อ การตรวจมีประโยชน์กว่าการเดาจากอาการ
ควรตรวจ ATK เมื่อไร?
คำแนะนำของกรมควบคุมโรคในประเทศไทยเน้นว่า หากมีอาการสงสัย เช่น ไข้ ไอ น้ำมูก หรืออาการทางเดินหายใจ ควรตรวจหาเชื้อเบื้องต้นด้วย ATK โดยเฉพาะหากต้องอยู่ร่วมกับกลุ่มเสี่ยง
และเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2569 กรมควบคุมโรคแนะนำว่ากลุ่มเสี่ยงที่มีอาการป่วยควรแยกตัวจากผู้อื่น ตรวจคัดกรองเบื้องต้นทันที และเข้าสู่การรักษาตามคำแนะนำของแพทย์
ดังนั้น ในทางปฏิบัติ หากเริ่มมี ไข้ ไอ เจ็บคอ น้ำมูก หรือปวดศีรษะ สามารถตรวจ ATK ตั้งแต่เริ่มมีอาการได้
ตรวจ ATK วันแรกเป็นลบ แปลว่าไม่ใช่โควิดไหม?
ยังสรุปไม่ได้
ATK ต้องอาศัยปริมาณ viral antigen ในตัวอย่างให้เพียงพอ หากตรวจเร็วมากในช่วงเริ่มอาการ ปริมาณเชื้ออาจยังไม่สูงพอจนตรวจพบ
กรมควบคุมโรคเคยให้คำแนะนำว่า หากมีอาการแต่ ATK ยังไม่พบเชื้อ อาจตรวจซ้ำในช่วงวันถัด ๆ ไป โดยเฉพาะจนถึงประมาณวันที่ 4–5 หลังเริ่มอาการ หากยังสงสัย COVID-19
ดังนั้น ATK ลบครั้งเดียว ≠ ตัด COVID-19 ได้ 100% โดยเฉพาะถ้ามีประวัติสัมผัสผู้ป่วย อาการเข้าได้ หรืออาการกำลังเพิ่มขึ้น
ต้องตรวจทุกคนไหม?
ไม่จำเป็นต้องตรวจเหมือนกันทุกคน แต่การตรวจมีประโยชน์มากขึ้นเมื่อผลตรวจจะมีผลต่อการตัดสินใจ เช่น
- ต้องอยู่ใกล้ผู้สูงอายุหรือผู้มีโรคประจำตัว
- เป็นกลุ่มเสี่ยงต่อ COVID-19 รุนแรง
- ต้องพิจารณาการรักษาเฉพาะ
- ต้องแยก COVID-19 ออกจาก influenza
- มีการระบาดในครอบครัวหรือที่ทำงาน
ในปี 2569 กรมควบคุมโรคเน้นแนวทาง “ป่วยพัก ลดใกล้ชิด” กล่าวคือ หากมีอาการทางเดินหายใจ ควรพักอยู่บ้าน ลดการใกล้ชิดผู้อื่น และสวมหน้ากากเมื่อจำเป็นต้องอยู่ใกล้คนอื่น โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง กรมควบคุมโรค – โควิด 19 ช่วงสิงหาคมยังพบต่อเนื่อง กรมควบคุมโรคแนะ “ป่วยพัก ลดใกล้ชิด”
ถ้า ATK เป็นบวกต้องไปโรงพยาบาลทุกคนไหม?
ไม่จำเป็นทุกคน
ผู้ที่อายุน้อย สุขภาพทั่วไปดี และมีอาการเพียงเล็กน้อยอาจดูแลตามอาการที่บ้านและติดตามอาการได้
WHO ระบุว่าผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่มีอาการเล็กน้อยถึงปานกลางและหายได้โดยไม่ต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาล
แต่สิ่งสำคัญคือแยกว่า “อาการไม่รุนแรง” กับ “เป็นกลุ่มเสี่ยงต่อโรครุนแรง” เพราะคนที่อาการยังไม่มากในวันแรก แต่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง อาจได้ประโยชน์จากการประเมินเร็ว
ใครคือกลุ่มที่ควรพบแพทย์เร็วกว่า?
กรมควบคุมโรคเน้นกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว และผู้มีภูมิคุ้มกันต่ำ และคำแนะนำวันที่ 20 สิงหาคม 2569 ยังรวมหญิงตั้งครรภ์เป็นกลุ่มที่ควรติดตามอย่างใกล้ชิด
WHO ก็ระบุว่าผู้สูงอายุและผู้มีโรคหัวใจ โรคปอด เบาหวาน มะเร็ง หรือภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง มีความเสี่ยงอาการรุนแรงมากกว่าคนทั่วไป
ดังนั้น หากอยู่ในกลุ่มนี้แล้วเริ่มมีอาการ ไม่ควรรอให้อาการหนักก่อนค่อยขอคำแนะนำ
ทำไมกลุ่มเสี่ยงควรตรวจเร็ว?
เพราะหากยืนยัน COVID-19 การประเมินเรื่องยาต้านไวรัสหรือการรักษาเฉพาะมักมีช่วงเวลาที่เหมาะสมหลังเริ่มอาการ จึงต่างจากคนอายุน้อยสุขภาพดีที่อาจรักษาตามอาการได้
การรอหลายวันจนมีอาการหนักอาจทำให้พลาดช่วงเวลาที่เหมาะกับการรักษาบางชนิด

อาการแบบไหนควรรีบไปพบแพทย์?
หากมีอาการรุนแรง ไม่ควรรอดู ATK ซ้ำอยู่ที่บ้าน
WHO ระบุอาการที่ต้องได้รับการดูแลเร่งด่วน เช่น หายใจลำบากโดยเฉพาะขณะพัก ไม่สามารถพูดเป็นประโยคได้จากการหอบ เจ็บหรือแน่นหน้าอกต่อเนื่อง สับสน ซึมหรือหมดสติ และผิวเย็น ซีด หรือสีผิวผิดปกติ
กรมควบคุมโรคเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2569 ก็ย้ำว่า หากกลุ่มเสี่ยงมีอาการรุนแรง เช่น หายใจลำบากหรือแน่นหน้าอก ควรรีบพบแพทย์
ถ้ามีเครื่องวัดออกซิเจน ค่าเท่าไรถึงควรกังวล?
ค่า oxygen saturation มีประโยชน์เป็นข้อมูลเสริม แต่ไม่ควรใช้แทนอาการทั้งหมด
หากค่าออกซิเจนต่ำผิดปกติเมื่อเทียบกับค่าปกติของตน หรือมีแนวโน้มลดลงร่วมกับหอบ เหนื่อย หรือเจ็บหน้าอก ควรได้รับการประเมิน
ผู้ที่มีโรคปอดเรื้อรังบางชนิดอาจมี baseline แตกต่างจากคนทั่วไป จึงควรยึดคำแนะนำของแพทย์ประจำตัว
ไข้กี่วันถึงควรไปพบแพทย์?
ไม่มีตัวเลขเดียวใช้ได้ทุกคน
แต่หากมีไข้สูงต่อเนื่อง อาการแย่ลงแทนที่จะดีขึ้น กินหรือดื่มไม่ได้ อ่อนเพลียมากผิดปกติ หรือมีอาการหอบ เจ็บหน้าอก หรือซึม ควรได้รับการประเมิน
และต้องจำไว้ว่าไข้ในประเทศไทยไม่ได้มีเพียง COVID-19 แต่ยังมีไข้หวัดใหญ่ ไข้เลือดออก RSV และการติดเชื้ออื่น
หากรูปแบบอาการไม่ชัด ไม่ควรยึด ATK เพียงอย่างเดียวเพื่ออธิบายไข้ทุกชนิด
ถ้าเป็นโควิดควรทำอย่างไรเพื่อไม่แพร่ให้คนในบ้าน?
กรมควบคุมโรคแนะนำในเดือนสิงหาคม 2569 ว่า ผู้ป่วยควรพักรักษาตัว ลดการใกล้ชิดผู้อื่น ไม่ฝืนไปทำงานหรือเรียนขณะป่วย และหากจำเป็นต้องออกจากที่พักควรสวมหน้ากาก ล้างมือ หลีกเลี่ยงพื้นที่แออัดและพื้นที่ปิดที่อากาศถ่ายเทไม่ดี
ควรหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว และผู้มีภูมิคุ้มกันต่ำ
หลักนี้ใช้ได้แม้ยังไม่รู้ว่าเป็น COVID-19 หรือไวรัสทางเดินหายใจชนิดอื่น เพราะช่วยลดการแพร่เชื้อโดยรวม
ปี 2569 โควิดยังอันตรายอยู่ไหม?
ภาพรวมความรุนแรงลดลงมากเมื่อเทียบกับช่วงต้นของการระบาด แต่ไม่ควรแปลว่า “โควิดไม่อันตรายแล้ว”
WHO ประเมินในเดือนสิงหาคม 2026 ว่า SARS-CoV-2 ยังคงหมุนเวียน และยังสามารถทำให้เกิดโรครุนแรงหรือเสียชีวิตได้ โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง WHO – COVID-19 Global Risk Assessment Version 10
ข้อมูลกรมควบคุมโรคของไทยในช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2569 ก็ยืนยันว่าอัตราป่วยตายโดยรวมต่ำ แต่ยังพบผู้เสียชีวิตและยังต้องให้ความสำคัญกับกลุ่มเสี่ยง
ดังนั้น ท่าทีที่เหมาะสมคือ ไม่ตื่นตระหนก แต่ไม่ประมาท
สรุป
COVID-19 ยังพบในประเทศไทยในปี 2569 ข้อมูลกรมควบคุมโรค ณ วันที่ 29–30 สิงหาคม 2569 ระบุว่ายังพบผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง โดยสายพันธุ์ Omicron NB.1.8.1 เป็นหนึ่งในสายพันธุ์หลักที่เฝ้าระวัง และยังไม่มีหลักฐานว่าทำให้โรครุนแรงขึ้นอย่างผิดปกติ
อาการที่พบได้ เช่น ไข้ ไอ เจ็บคอ น้ำมูก ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย และอาจมีปวดเมื่อยหรืออาการอื่นได้ แต่ดูจากอาการอย่างเดียวไม่สามารถแยก COVID-19 จากไข้หวัดใหญ่หรือไวรัสทางเดินหายใจอื่นได้แน่นอน
เมื่อมีอาการสามารถ ตรวจ ATK ตั้งแต่เริ่มป่วย หากผลครั้งแรกเป็นลบแต่ยังมีอาการหรือมีประวัติสัมผัส อาจต้องพิจารณาตรวจซ้ำ เพราะผลลบในช่วงต้นไม่ได้ตัด COVID-19 ออกทั้งหมด
สำหรับผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว ผู้มีภูมิคุ้มกันต่ำ และหญิงตั้งครรภ์ ควรได้รับการประเมินเร็วกว่า เพราะมีความเสี่ยงต่อโรครุนแรงมากขึ้น
และหากเกิด หายใจลำบาก แน่นหรือเจ็บหน้าอก ซึม สับสน หรืออาการทรุดลงอย่างชัดเจน ควรไปพบแพทย์ทันที ไม่ควรรอตรวจ ATK ซ้ำอยู่ที่บ้าน

หมายเหตุสำคัญ
ข้อมูลสถานการณ์ COVID-19 เปลี่ยนแปลงได้ตามช่วงเวลา บทความนี้อ้างอิงข้อมูลตามต้นฉบับที่ตรวจสอบถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2569 โดยสถานการณ์ในประเทศไทยยังอยู่ภายใต้การเฝ้าระวังของกรมควบคุมโรค
อาการไข้ ไอ เจ็บคอ และน้ำมูกสามารถเกิดจากโรคอื่นได้ หากมีไข้สูง อาการไม่สัมพันธ์กับ COVID-19 หรือมีสัญญาณอันตราย ควรได้รับการประเมินเพื่อหาสาเหตุอื่นร่วมด้วย
เรียบเรียงโดย: www.chulalakpharmacy.com
References
- กรมควบคุมโรค. โควิด 19 ช่วงสิงหาคมยังพบต่อเนื่อง กรมควบคุมโรคแนะ “ป่วยพัก ลดใกล้ชิด”. 29 สิงหาคม 2569.
- กรมควบคุมโรค. เตือนอย่าหลงเชื่อข่าวปลอมรีไซเคิลโควิด 19. 30 สิงหาคม 2569.
- กรมควบคุมโรค. แนะป่วยโควิด 19 พักรักษาตัว ลดใกล้ชิดผู้อื่น. 20 สิงหาคม 2569.
- กรมควบคุมโรค. สถานการณ์ COVID-19 และสายพันธุ์ NB.1.8.1. 24 พฤษภาคม 2569.
- World Health Organization. COVID-19 Global Risk Assessment Version 10. 6 August 2026.
- World Health Organization. Coronavirus disease (COVID-19).






