หูดหงอนไก่เริ่มต้นเป็นแบบไหน? ตุ่มแบบไหนควรสงสัย HPV

หูดหงอนไก่เริ่มต้นเป็นแบบไหน? ตุ่มแบบไหนควรสงสัย HPV

หูดหงอนไก่ระยะแรกมีลักษณะอย่างไร? รู้จักตุ่มเล็ก ตุ่มแบน ติ่งเนื้อ หรือก้อนคล้ายดอกกะหล่ำจาก HPV พร้อมวิธีแยกจากตุ่มชนิดอื่น การติดต่อ การรักษา และเมื่อไรควรพบแพทย์


หลายคนไม่ได้เริ่มสงสัย HPV เพราะมีอาการเจ็บ

แต่เริ่มจากตอนอาบน้ำแล้วบังเอิญคลำเจอ ตุ่มเล็ก ๆ บริเวณอวัยวะเพศหรือรอบทวาร

ตุ่มนั้นอาจไม่เจ็บ ไม่แสบ และมีขนาดเล็กมากจนตอนแรกคิดว่าเป็นสิว ขนคุด หรือติ่งเนื้อธรรมดา ผ่านไปสักระยะกลับรู้สึกว่า “ทำไมตุ่มเหมือนจะใหญ่ขึ้น?”

หรือจากเดิมมีเพียงหนึ่งตุ่ม กลับเริ่มมีหลายตุ่มอยู่ใกล้กัน

ลักษณะแบบนี้สามารถพบได้ใน หูดหงอนไก่ หรือ Anogenital Warts ซึ่งเกิดจากเชื้อ Human Papillomavirus หรือ HPV โดยหูดส่วนใหญ่สัมพันธ์กับ HPV ชนิดความเสี่ยงต่ำ โดยเฉพาะ HPV type 6 และ 11 ซึ่งเป็นคนละกลุ่มกับ HPV ชนิดที่เป็นสาเหตุหลักของมะเร็งปากมดลูก (ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค)

แต่ต้องจำไว้ว่า ตุ่มบริเวณอวัยวะเพศไม่ได้เป็นหูดหงอนไก่ทุกตุ่ม การดูจากรูปในอินเทอร์เน็ตเพียงอย่างเดียวอาจทำให้วินิจฉัยผิดและเลือกยาผิดได้


หูดหงอนไก่คืออะไร?

หูดหงอนไก่ หรือ Condyloma acuminata / Anogenital Warts เป็นรอยโรคที่เกิดจากการติดเชื้อ HPV บริเวณผิวหนังหรือเยื่อบุอวัยวะเพศและทวารหนัก

CDC ระบุว่า ประมาณ 90% ของหูดบริเวณอวัยวะเพศเกิดจาก HPV type 6 หรือ 11 ซึ่งจัดเป็น HPV ชนิดไม่ก่อมะเร็งหรือความเสี่ยงต่ำ (ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค)

กรมควบคุมโรคของไทยอธิบายว่าหูดหงอนไก่มักมีลักษณะเป็น ติ่งเนื้ออ่อนสีชมพู และอาจค่อย ๆ โตขึ้นหลังเริ่มจากตุ่มขนาดเล็ก (กรมควบคุมโรค)

สิ่งสำคัญคือ HPV พบได้บ่อยมาก และผู้ติดเชื้อจำนวนมาก ไม่เคยมีอาการหรือมีหูดให้เห็นเลย CDC ระบุว่าคนส่วนใหญ่ที่ติด HPV ไม่ทราบว่าตัวเองมีเชื้อ และการติดเชื้อจำนวนมากสามารถหายไปเองตามธรรมชาติ (ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค)


หูดหงอนไก่เริ่มต้นเป็นแบบไหน?

ในระยะแรก หูดอาจไม่ได้มีรูปร่างเหมือน “หงอนไก่” ชัดเจน

CDC ระบุว่าหูดสามารถเริ่มเป็น

  • ตุ่มเล็ก ๆ เพียงตุ่มเดียว
  • หลายตุ่มรวมกัน
  • ตุ่มแบน
  • ตุ่มนูน
  • ติ่งเนื้อเล็ก ๆ
  • ก้อนที่มีก้าน

และเมื่อหลายตุ่มรวมกัน อาจมีรูปร่างคล้าย ดอกกะหล่ำหรือหงอนไก่ มากขึ้น (ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค)

หูดมักไม่เจ็บ แต่ขึ้นกับขนาดและตำแหน่ง บางคนอาจมี

  • คัน
  • ระคายเคือง
  • แสบ
  • เจ็บ
  • มีเลือดออกเล็กน้อยจากการเสียดสี

ได้เช่นกัน (ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค)

ดังนั้นในช่วงแรกอาจเป็นเพียง

ตุ่มเล็ก ไม่เจ็บ ค่อย โต จำนวนเพิ่ม เริ่มเห็นผิวขรุขระ


ตุ่มแบบไหนควรสงสัยหูดหงอนไก่?

ควรนึกถึงหูดหงอนไก่มากขึ้น หากตุ่มมีลักษณะดังนี้

เป็นติ่งเนื้อหรือตุ่มนูนที่ไม่เจ็บ
โดยเฉพาะเมื่อค่อย ๆ เพิ่มจำนวน

ผิวเริ่มขรุขระ
ไม่เรียบเหมือนผิวปกติ

หลายตุ่มรวมกันเป็นกลุ่ม
จนมีลักษณะคล้ายดอกกะหล่ำ

เกิดบริเวณอวัยวะเพศหรือรอบทวารหนัก

โตขึ้นเรื่อย ๆ

อย่างไรก็ตาม CDC ระบุว่าหูดสามารถเป็นได้ทั้ง flat, papular หรือ pedunculated หมายความว่าไม่ได้ต้องมีหน้าตาเหมือนดอกกะหล่ำทุกครั้ง (ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค)

จึงไม่ควรรอว่า

ถ้ายังไม่เป็นหงอนไก่ชัด ๆ ก็คงไม่ใช่”


หูดหงอนไก่ขึ้นตรงไหนได้บ้าง?

ตำแหน่งขึ้นกับบริเวณที่เชื้อสัมผัสและลักษณะทางกายวิภาค

CDC ระบุว่าสามารถพบได้บริเวณ

  • อวัยวะเพศภายนอก
  • รอบปากช่องคลอด
  • ช่องคลอด
  • ปากมดลูก
  • ฝีเย็บ
  • รอบทวารหนัก
  • ภายในทวารหนัก
  • บริเวณถุงอัณฑะ
  • บริเวณท่อปัสสาวะบางตำแหน่ง (ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค)

กรมควบคุมโรคระบุว่าในผู้ชายอาจพบบริเวณใต้หนังหุ้มปลายหรือบริเวณอวัยวะเพศ และในผู้หญิงอาจพบที่ปากช่องคลอด ผนังช่องคลอด ปากมดลูก ฝีเย็บ และบริเวณทวารหนัก (กรมควบคุมโรค)

บางตำแหน่งอยู่ด้านใน จึงอาจไม่สามารถมองเห็นด้วยตัวเองได้


ตุ่มเดียว เป็นหูดหงอนไก่ได้ไหม?

ได้

หูดไม่จำเป็นต้องขึ้นเป็นกลุ่มตั้งแต่เริ่มต้น

CDC ระบุว่าสามารถเป็น single small bump หรือ group of bumps ได้ (ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค)

ดังนั้นการมีเพียงตุ่มเดียวไม่ได้ตัด HPV ออก

ในทางกลับกัน การมีตุ่มเดียวก็ไม่ได้หมายความว่าเป็น HPV แน่นอนเช่นกัน เพราะยังมีรอยโรคอื่นที่หน้าตาคล้ายกันได้


ตุ่มที่อวัยวะเพศทุกชนิดเป็น HPV ไหม?

ไม่ใช่

บริเวณอวัยวะเพศสามารถเกิดตุ่มจากหลายสาเหตุ เช่น

  • รูขุมขนอักเสบ
  • ขนคุด
  • ต่อมไขมันที่มองเห็นได้
  • ติ่งเนื้อ
  • molluscum contagiosum
  • เริม
  • ซิฟิลิสระยะที่ 2 บางรูปแบบ
  • โรคผิวหนังอื่น

CDC เตือนว่ารอยโรคบริเวณอวัยวะเพศบางชนิดสามารถมีลักษณะคล้าย genital warts แต่ ไม่ตอบสนองต่อการรักษาหูด และยกตัวอย่าง condyloma lata จาก secondary syphilis ว่าสามารถสับสนกับหูดหงอนไก่ได้ (ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค)

ดังนั้นการเห็นตุ่มแล้วซื้อยารักษาหูดมาทาทันทีอาจทำให้รักษาผิดโรค


หูดหงอนไก่กับเริมต่างกันอย่างไร?

โดยทั่วไปอาการเด่นต่างกัน

หูดหงอนไก่
มักเป็นตุ่มหรือติ่งเนื้อ โตช้า มักไม่เจ็บ และอาจมีผิวขรุขระ

เริม
มักสัมพันธ์กับตุ่มน้ำ แผล เจ็บ แสบ หรือปวด โดยเฉพาะช่วงที่มีการกำเริบ

อย่างไรก็ตาม ไม่ควรแยกโรคจากคำบรรยายเพียงอย่างเดียว เพราะรอยโรคทางเพศสัมพันธ์บางชนิดสามารถมีรูปแบบที่ไม่ตรงตำรา

Internal Link Recommendation:
“เริมกับหูดหงอนไก่ต่างกันอย่างไร? ตุ่มแบบไหนเป็นอะไร”


HPV ติดได้อย่างไร?

HPV สามารถแพร่ผ่านการสัมผัสทางเพศ รวมถึงเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด ทางทวารหนัก และทางปาก

ที่สำคัญคือ คนที่มี HPV สามารถแพร่เชื้อได้แม้ไม่มีหูดหรือไม่มีอาการให้เห็น (ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค)

และหูดอาจปรากฏ หลายเดือนหรือหลายปีหลังได้รับเชื้อ ทำให้ไม่สามารถใช้เวลาที่หูดเริ่มขึ้นเพื่อสรุปได้แน่นอนว่าได้รับเชื้อมาจากใครหรือเมื่อไร CDC เน้นเรื่องนี้โดยตรงในการให้คำปรึกษาผู้ป่วย (ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค)

ประเด็นนี้สำคัญมาก เพราะการพบหูดในความสัมพันธ์ปัจจุบัน ไม่ได้เป็นหลักฐานที่ใช้ระบุเวลาหรือบุคคลที่ส่งต่อ HPV ได้อย่างแน่นอน


ใช้ถุงยางแล้วติด HPV ได้ไหม?

ยังสามารถติดได้

การใช้ถุงยางอย่างถูกต้องและสม่ำเสมอช่วย ลดโอกาสการแพร่ HPV แต่ไม่สามารถป้องกันได้ 100%

เพราะ HPV สามารถอยู่บนผิวหนังบริเวณที่ถุงยางไม่ได้ปกคลุม (ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค)

ดังนั้นถุงยางยังมีประโยชน์และควรใช้ แต่ควรเข้าใจขอบเขตของการป้องกัน


หูดหงอนไก่คือมะเร็งไหม?

ไม่ใช่

และเรื่องนี้ควรแยกให้ชัด

HPV มีหลายชนิดมากกว่า 200 ชนิด บางชนิดเป็น low-risk HPV ที่เกี่ยวข้องกับหูด ส่วนอีกกลุ่มเป็น high-risk HPV ที่สัมพันธ์กับมะเร็งบางชนิด (WHO)

CDC ระบุว่า HPV type 6 และ 11 ซึ่งเป็นสาเหตุของหูดหงอนไก่ประมาณ 90% เป็นชนิด nononcogenic และ HPV ที่ทำให้หูดเป็นคนละกลุ่มกับชนิดหลักที่ทำให้เกิดมะเร็ง (ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค)

อย่างไรก็ตาม คนหนึ่งคนสามารถติด HPV มากกว่าหนึ่งชนิดพร้อมกันได้

ดังนั้นการมีหูดไม่ได้หมายความว่าเป็นมะเร็ง แต่ก็ไม่ได้ทำให้การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกตามเกณฑ์หมดความสำคัญ


ต้องตรวจ HPV ก่อนถึงจะรู้ว่าเป็นหูดหงอนไก่ไหม?

โดยทั่วไป ไม่จำเป็น

CDC ระบุว่าการวินิจฉัย genital warts ส่วนใหญ่ใช้ การตรวจดูรอยโรคโดยบุคลากรทางการแพทย์

และ ไม่แนะนำ HPV testing เพื่อวินิจฉัยหูดหงอนไก่ เพราะผลไม่ได้ช่วยยืนยันว่ารอยโรคนั้นเป็นหูดและไม่ได้เปลี่ยนแนวทางการรักษาหูด (ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค)

กรณีที่รอยโรคมีลักษณะผิดปกติ เช่น

  • สีผิดปกติ
  • แข็ง
  • ติดแน่นกับเนื้อเยื่อ
  • มีเลือดออก
  • เป็นแผล
  • วินิจฉัยไม่ชัด
  • รักษาแล้วไม่ตอบสนอง

แพทย์อาจพิจารณา biopsy เพื่อยืนยันสาเหตุ (ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค)


หูดหงอนไก่หายเองได้ไหม?

บางรายหายเองได้

CDC ระบุว่า หากไม่ได้รักษา หูดอาจ

หายเอง คงขนาดเดิม หรือโตและเพิ่มจำนวน

ก็ได้ (ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค)

จึงมีผู้ป่วยบางรายที่แพทย์อาจพิจารณาการเฝ้าดูอาการได้ ขึ้นกับขนาด ตำแหน่ง จำนวนหูด อาการ และความต้องการของผู้ป่วย

แต่ถ้าหูดโต เพิ่มจำนวน มีอาการรบกวน หรือไม่แน่ใจว่าเป็นหูดจริงหรือไม่ ควรได้รับการประเมินมากกว่ารอดูเอง


หูดหงอนไก่รักษาอย่างไร?

เป้าหมายของการรักษาคือ กำจัดรอยหูดที่มองเห็นและบรรเทาอาการ

วิธีรักษาขึ้นกับขนาด จำนวน ตำแหน่ง และความเหมาะสมของแต่ละคน

CDC แนะนำทางเลือก เช่น

ยาที่ผู้ป่วยใช้เองตามใบสั่ง

  • Imiquimod
  • Podofilox
  • Sinecatechins

การรักษาโดยบุคลากรทางการแพทย์

ไม่มีวิธีใดดีที่สุดสำหรับทุกคน การเลือกวิธีขึ้นกับทั้งตำแหน่งและลักษณะของหูด


Imiquimod 5% ช่วยหูดหงอนไก่อย่างไร?

Imiquimod เป็นยาทาที่ กระตุ้นการตอบสนองของภูมิคุ้มกันบริเวณผิวหนัง

CDC ระบุว่า Imiquimod 5% เป็นหนึ่งในทางเลือกสำหรับ external anogenital warts โดยสูตร 5% ตามแนวทาง CDC ใช้ก่อนนอน 3 ครั้งต่อสัปดาห์ นานได้ถึง 16 สัปดาห์ และล้างออกหลังทาประมาณ 6–10 ชั่วโมง (ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค)

ระหว่างใช้สามารถเกิด

  • แดง
  • แสบ
  • ระคายเคือง
  • บวม
  • ผิวถลอกหรือเป็นแผลตื้น

ได้

จึงไม่ควรนำ Imiquimod ไปทาตุ่มทุกชนิดที่สงสัยด้วยตัวเองโดยยังไม่แน่ใจว่าเป็นหูด

Internal Link Recommendation:
“Imiquimod 5% รักษาหูดหงอนไก่อย่างไร? ใช้กี่ครั้งต่อสัปดาห์และนานแค่ไหน”


รักษาหูดแล้ว HPV หายจากร่างกายเลยไหม?

ไม่จำเป็น

นี่เป็นหนึ่งในเรื่องที่ควรเข้าใจก่อนเริ่มรักษา

การรักษาหูดมีเป้าหมายกำจัด รอยโรคที่มองเห็น

แต่ CDC ระบุว่า การรักษาหูด ไม่ได้เป็นการกำจัดเชื้อ HPV ออกจากร่างกายโดยตรง และหูดสามารถกลับมาเป็นซ้ำได้ โดยเฉพาะในช่วง 3 เดือนแรกหลังรักษา (ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค)

อย่างไรก็ตาม ระบบภูมิคุ้มกันของคนส่วนใหญ่สามารถควบคุมหรือกำจัดการติดเชื้อ HPV ได้เองเมื่อเวลาผ่านไป โดย CDC ระบุว่า HPV ประมาณ 9 ใน 10 การติดเชื้อหายไปเองภายใน 2 ปี โดยไม่ก่อปัญหาสุขภาพ (ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค)


ถ้าแฟนเป็นหูดหงอนไก่ เราต้องตรวจไหม?

ควรได้รับคำแนะนำเรื่อง STI และสุขภาพทางเพศ

CDC ระบุว่าคู่นอนของผู้ที่มี genital warts มักมี HPV ร่วมกัน แม้อาจไม่มีหูดให้เห็น และการตรวจ HPV โดยเฉพาะเพื่อหาว่า “ติดหูดหรือไม่” ไม่ได้แนะนำสำหรับคู่นอน (ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค)

อย่างไรก็ตาม คู่นอนอาจได้รับประโยชน์จาก

  • การตรวจร่างกายหากมีตุ่มหรือรอยโรค
  • การประเมินโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น
  • การพิจารณาวัคซีน HPV ตามอายุและคำแนะนำ
  • การใช้ถุงยางเพื่อลดความเสี่ยงการแพร่เชื้อ


วัคซีน HPV ช่วยป้องกันหูดหงอนไก่ได้ไหม?

ช่วยป้องกันได้

วัคซีน HPV บางสูตรครอบคลุม HPV type 6 และ 11 ซึ่งเป็นสาเหตุของหูดหงอนไก่ส่วนใหญ่ (องค์การอนามัยโลก)

แต่ต้องเข้าใจว่า

วัคซีนป้องกันการติดเชื้อใหม่ ไม่ได้ใช้รักษาหูดหรือ HPV ที่ติดอยู่แล้ว

CDC ระบุว่าวัคซีน HPV สามารถช่วยป้องกัน genital warts และโรคอื่นจาก HPV ได้ แต่ไม่ใช้เป็นการรักษา HPV infection หรือหูดที่มีอยู่แล้ว (ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค)

ดังนั้นแม้เคยมีหูด การประเมินเรื่องวัคซีนอาจยังมีประโยชน์ในบางคน เพราะวัคซีนครอบคลุม HPV หลายชนิด แต่ควรพิจารณาตามอายุและประวัติการฉีดวัคซีน


เมื่อไรควรพบแพทย์?

ควรได้รับการประเมินหาก

  • มีตุ่มใหม่บริเวณอวัยวะเพศหรือทวารหนักและไม่แน่ใจว่าเป็นอะไร
  • ตุ่มโตขึ้นหรือเพิ่มจำนวน
  • มีเลือดออก
  • เป็นแผล
  • ก้อนแข็งหรือติดแน่น
  • ปวดมาก
  • อยู่ภายในช่องคลอด ปากมดลูก ท่อปัสสาวะ หรือภายในทวาร
  • ใช้การรักษาแล้วไม่ตอบสนอง
  • มีภูมิคุ้มกันต่ำ
  • ตั้งครรภ์
  • มีอาการที่สงสัย STI อื่นร่วมด้วย

CDC แนะนำให้พิจารณา biopsy หากรอยโรคมีสีผิดปกติ แข็ง ยึดติดกับเนื้อเยื่อ มีเลือดออก เป็นแผล หรือไม่ตอบสนองต่อการรักษาตามปกติ (ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค)


FAQ

หูดหงอนไก่ระยะแรกมีลักษณะอย่างไร?

อาจเริ่มเป็น ตุ่มเล็กเพียงตุ่มเดียวหรือหลายตุ่ม สามารถเป็นตุ่มแบน นูน หรือมีก้าน และเมื่อโตหรือรวมกันอาจมีรูปร่างคล้ายดอกกะหล่ำ (ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค)

หูดหงอนไก่เจ็บไหม?

ส่วนใหญ่อาจไม่มีอาการ แต่บางตำแหน่งสามารถคัน เจ็บ หรือระคายเคืองได้ โดยเฉพาะเมื่อมีขนาดใหญ่หรือเกิดการเสียดสี (ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค)

หูดหงอนไก่คือ HPV ทุกกรณีไหม?

หูดหงอนไก่เกิดจาก HPV โดยประมาณ 90% เกี่ยวข้องกับ HPV type 6 หรือ 11 แต่ตุ่มบริเวณอวัยวะเพศไม่ใช่หูดหงอนไก่ทุกตุ่ม จึงควรได้รับการวินิจฉัยก่อนรักษา (ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค)

HPV ที่ทำให้หูดทำให้เป็นมะเร็งไหม?

HPV type 6 และ 11 ที่ทำให้หูดส่วนใหญ่เป็นชนิดความเสี่ยงต่ำและแตกต่างจาก HPV high-risk ที่เป็นสาเหตุสำคัญของมะเร็ง (ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค)

หูดหงอนไก่หายขาดไหม?

รอยหูดสามารถหายได้เองหรือหายหลังรักษา แต่การรักษารอยหูดไม่ได้กำจัด HPV โดยตรง และหูดสามารถกลับมาเป็นซ้ำได้ โดยเฉพาะช่วงแรกหลังการรักษา (ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค)


Summary

หูดหงอนไก่มักเริ่มจาก ตุ่มเล็ก ๆ บริเวณอวัยวะเพศหรือรอบทวาร และอาจไม่มีอาการเจ็บเลย

ลักษณะที่ทำให้นึกถึง HPV มากขึ้นคือ

ตุ่มเล็กไม่เจ็บ ค่อย โต ผิวขรุขระ เพิ่มจำนวน รวมกันคล้ายดอกกะหล่ำ

แต่หูดไม่ได้ต้องมีรูปร่างแบบหงอนไก่ทุกครั้ง เพราะสามารถเป็นได้ทั้ง ตุ่มแบน ตุ่มนูน หรือมีก้าน (ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค)

หากพบตุ่มใหม่จึงไม่ควรรีบซื้อยามาทาโดยอาศัยเพียงภาพเปรียบเทียบ เพราะเริม ซิฟิลิส และโรคผิวหนังอื่นสามารถมีรอยโรคที่คล้ายกันได้

ถ้าได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นหูดหงอนไก่ ปัจจุบันมีหลายวิธีรักษา เช่น Imiquimod, จี้เย็น และการกำจัดรอยโรค แต่การรักษาหูดไม่ได้หมายความว่าเชื้อ HPV หายไปทันที และหูดสามารถกลับเป็นซ้ำได้

อีกเรื่องที่สำคัญคือ HPV ที่ทำให้หูดส่วนใหญ่เป็น ชนิดความเสี่ยงต่ำ และแตกต่างจาก HPV high-risk ที่เกี่ยวข้องกับมะเร็ง

ดังนั้นหากเจอตุ่มที่สงสัย

เป้าหมายแรกไม่ใช่ “หายาทาอะไร” แต่คือ “ยืนยันก่อนว่าตุ่มนั้นคืออะไร”


หมายเหตุสำคัญ

เนื้อหานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้ทั่วไป ไม่สามารถใช้รูปถ่ายหรือคำบรรยายลักษณะตุ่มเพียงอย่างเดียวเพื่อยืนยันหูดหงอนไก่ได้ หากมีรอยโรคใหม่บริเวณอวัยวะเพศหรือทวารหนัก ควรได้รับการประเมินก่อนเลือกยา โดยเฉพาะเมื่อมีเลือดออก เป็นแผล ก้อนแข็ง โตเร็ว หรือไม่ตอบสนองต่อการรักษา



เรียบเรียงโดย: www.chulalakpharmacy.com



References

  • CDC. Anogenital Warts — STI Treatment Guidelines. ข้อมูลลักษณะหูด การวินิจฉัย การรักษา Imiquimod และการกลับเป็นซ้ำของหูด (ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค)
  • CDC. About Genital HPV Infection. ข้อมูลอาการ HPV ลักษณะ genital warts การติดต่อ และการติดเชื้อโดยไม่มีอาการ (ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค)
  • กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. หูดหงอนไก่ (Condyloma acuminata). ข้อมูลสาเหตุ ลักษณะติ่งเนื้อ และตำแหน่งที่พบ (กรมควบคุมโรค)
  • WHO. Human papillomavirus (HPV). ข้อมูล HPV ชนิดความเสี่ยงต่ำและสูง รวมถึงบทบาทของวัคซีน HPV (องค์การอนามัยโลก)
  • WHO. Human papillomavirus and cancer. ข้อมูล HPV ที่ไม่มีอาการ หูด และความสัมพันธ์กับโรคจาก HPV (องค์การอนามัยโลก)
แชร์

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

No results found.

ยังไม่มีบัญชี