หนองในมีอาการอย่างไร? ผู้ชายและผู้หญิงต่างกันอย่างไร

หนองในมีอาการอย่างไร? ผู้ชายและผู้หญิงต่างกันอย่างไร

หนองในมีอาการอะไรบ้าง? ผู้ชายมักแสบขัดและมีหนองจากท่อปัสสาวะ ส่วนผู้หญิงจำนวนมากไม่มีอาการ รู้จักอาการที่อวัยวะเพศ คอ และทวารหนัก พร้อมวิธีตรวจ การรักษา และสัญญาณที่ควรพบแพทย์


หลังมีเพศสัมพันธ์ผ่านไปไม่กี่วัน ผู้ชายบางคนเริ่มรู้สึกว่า

ทำไมเวลาปัสสาวะถึงแสบ?”

พอสังเกตมากขึ้น กลับเห็นมีสารคัดหลั่งสีขาว เหลือง หรือเขียวออกจากปลายอวัยวะเพศ

ในทางกลับกัน ผู้หญิงที่ได้รับเชื้อเดียวกันอาจรู้สึกปกติทุกอย่าง ไม่มีไข้ ไม่มีปวด และไม่มีอาการผิดปกติชัดเจนเลย

นี่เป็นจุดสำคัญของ โรคหนองใน หรือ Gonorrhoea

เพราะอาการของผู้ชายและผู้หญิงสามารถแตกต่างกันมาก โดยเฉพาะ ผู้หญิงจำนวนมากไม่มีอาการ หรือมีอาการเพียงเล็กน้อยจนเข้าใจผิดว่าเป็นกระเพาะปัสสาวะอักเสบหรือตกขาวทั่วไป ขณะที่ผู้ชายมักมีอาการชัดกว่า เช่น ปัสสาวะแสบและมีหนองหรือสารคัดหลั่งจากท่อปัสสาวะ (ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค)

ดังนั้นคำถามว่า “ถ้าไม่มีหนอง แปลว่าไม่ติดหนองในใช่ไหม?” คำตอบคือ ไม่ใช่

การไม่มีอาการไม่ได้ตัดการติดเชื้อออก โดยเฉพาะในผู้หญิง รวมถึงการติดเชื้อที่คอหรือทวารหนักซึ่งอาจไม่มีอาการเลยได้ (องค์การอนามัยโลก)


หนองในคืออะไร?

หนองในเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Neisseria gonorrhoeae

เชื้อสามารถติดบริเวณ

  • ท่อปัสสาวะ
  • ปากมดลูก
  • ทวารหนัก
  • คอ
  • และตำแหน่งอื่นในบางกรณี

การติดต่อเกิดได้จากการมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด ทางทวารหนัก หรือทางปากกับผู้ที่มีเชื้อ และสามารถถ่ายทอดจากมารดาสู่ทารกขณะคลอดได้ (ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค)

กรมควบคุมโรคของไทยระบุว่า หนองในเกิดจาก Neisseria gonorrhoeae และมีระยะฟักตัวโดยทั่วไปประมาณ 3–5 วัน ขณะที่ WHO ระบุว่าอาการสามารถเริ่มได้ในช่วงประมาณ 1–14 วันหลังสัมผัสเชื้อ ความแตกต่างนี้สะท้อนว่าช่วงเริ่มอาการสามารถแปรผันในแต่ละคนได้ (องค์การอนามัยโลก)


หนองในในผู้ชายมีอาการอย่างไร?

อาการในผู้ชายมักสังเกตได้ชัดกว่า

อาการเด่นคือ

  • ปัสสาวะแสบหรือขัด
  • มีสารคัดหลั่งหรือหนองออกจากปลายอวัยวะเพศ
  • หนองอาจมีสีขาว เหลือง หรือเขียว
  • บางรายมีอาการปวดหรือบวมบริเวณอัณฑะ

CDC และ WHO ให้ข้อมูลสอดคล้องกันว่าอาการสำคัญในผู้ชายคือ burning urination และ penile discharge ส่วนอาการปวดหรือบวมของอัณฑะพบได้แต่ไม่ใช่อาการที่เกิดกับทุกคน (ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค)

กรมควบคุมโรคไทยยังระบุว่า หากไม่ได้รับการรักษา เชื้ออาจลุกลามไปยังบริเวณถุงอัณฑะ ทำให้เกิดการอักเสบ และในบางกรณีอาจส่งผลต่อภาวะเจริญพันธุ์ได้ (กรมควบคุมโรค)


แล้วผู้หญิงเป็นหนองในมีอาการอย่างไร?

จุดที่ต้องระวังคือ

ผู้หญิงจำนวนมากไม่มีอาการ

CDC ระบุว่าผู้หญิงส่วนใหญ่ที่เป็นหนองในไม่แสดงอาการ และแม้มีอาการก็มักค่อนข้างอ่อน จนอาจเข้าใจว่าเป็นการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะหรือช่องคลอด (ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค)

อาการที่อาจพบ ได้แก่

  • ตกขาวหรือสารคัดหลั่งจากช่องคลอดเพิ่มขึ้น
  • ปัสสาวะแสบหรือขัด
  • เลือดออกระหว่างรอบเดือน
  • เลือดออกระหว่างหรือหลังมีเพศสัมพันธ์ในบางราย
  • ปวดท้องน้อยในบางกรณี

WHO ระบุว่าผู้หญิงที่มีอาการสามารถพบ vaginal discharge, dysuria และ vaginal bleeding between periods or during intercourse ได้ (องค์การอนามัยโลก)

กรมควบคุมโรคไทยอธิบายว่า ผู้หญิงส่วนใหญ่ไม่มีอาการ หากมีก็อาจพบตกขาว ปัสสาวะแสบขัด และหากปล่อยไว้โดยไม่รักษาอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนต่อระบบสืบพันธุ์ได้ (กรมควบคุมโรค)


ทำไมผู้หญิงไม่มีอาการถึงน่ากังวล?

เพราะการไม่มีอาการทำให้คนจำนวนหนึ่ง ไม่รู้ว่าติดเชื้อ

และเมื่อไม่รู้ ก็อาจไม่ได้ตรวจ ไม่ได้รับการรักษา และยังสามารถแพร่เชื้อให้คู่นอนได้

ที่สำคัญคือ หนองในที่ไม่ได้รับการรักษาในผู้หญิงสามารถลุกลามขึ้นไปยังอวัยวะสืบพันธุ์ส่วนบนและสัมพันธ์กับ pelvic inflammatory disease หรือ PID ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะมีบุตรยากและการตั้งครรภ์นอกมดลูก WHO ระบุว่าหนองในและ chlamydia เป็นสาเหตุสำคัญของ PID และ infertility ในผู้หญิง (องค์การอนามัยโลก)

จึงไม่ควรใช้หลักว่า

ไม่มีอาการ = ไม่ต้องตรวจ”

โดยเฉพาะเมื่อมีประวัติเสี่ยง

ไม่มีหนอง ก็เป็นหนองในได้ไหม?

ได้ ชื่อ “หนองใน” ทำให้หลายคนเข้าใจว่าต้องมีหนองจึงจะติดเชื้อ แต่ในความเป็นจริง ผู้หญิงจำนวนมากไม่มีสารคัดหลั่งผิดปกติเลย และผู้ชายบางรายก็สามารถมีอาการไม่ชัดหรือไม่มีอาการได้เช่นกัน

WHO ระบุว่า STI จำนวนมากไม่มีอาการ และการติดเชื้อ gonorrhoea ที่คอหรือทวารหนักก็สามารถไม่มีอาการได้บ่อย (องค์การอนามัยโลก)

ดังนั้นการวินิจฉัยจากคำว่า “ไม่มีหนอง เลยไม่น่าใช่” ไม่เพียงพอ


หนองในที่คอมีอาการอย่างไร?

หนองในสามารถเกิดที่คอได้หลังมี Oral Sex

สิ่งที่ทำให้การติดเชื้อบริเวณคอถูกมองข้ามง่ายคือ ส่วนใหญ่ ไม่มีอาการ

ถ้ามีอาการ อาจพบ

  • เจ็บคอ
  • คอแดง
  • ลักษณะคล้ายคออักเสบ

WHO ระบุว่าการติดเชื้อที่คอส่วนมากไม่มีอาการ และถ้ามีอาจเป็นอาการแดง เจ็บ หรือคออักเสบ (องค์การอนามัยโลก)

ดังนั้นคนที่มี Oral Sex แล้วไม่มีเจ็บคอ ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่มีเชื้อ

Internal Link Recommendation:
“Oral Sex ติดหนองในได้ไหม? หนองในคอมีอาการและตรวจอย่างไร”


หนองในที่ทวารหนักมีอาการอย่างไร?

การติดเชื้อบริเวณทวารหนักสามารถเกิดได้ทั้งในผู้ชายและผู้หญิง

บางคนไม่มีอาการเลย

แต่ถ้ามีอาจพบ

  • คันบริเวณทวาร
  • เจ็บหรือระคายเคือง
  • มีสารคัดหลั่ง
  • มีเลือดออก
  • เจ็บเวลาถ่ายอุจจาระ

CDC และ WHO ระบุอาการของ rectal gonorrhoea ไว้ในลักษณะนี้ และเน้นว่าการติดเชื้อบริเวณดังกล่าวอาจไม่มีอาการได้ (ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค)


หนองในกับหนองในเทียม ดูจากอาการได้ไหม?

ดูจากอาการอย่างเดียวไม่ได้อย่างน่าเชื่อถือ

หนองในและ Chlamydia สามารถทำให้เกิดอาการคล้ายกันมาก เช่น

ปัสสาวะแสบ + สารคัดหลั่งผิดปกติ

และยังสามารถติดเชื้อร่วมกันได้

แนวทาง WHO ระบุว่าผู้ป่วยสงสัย gonococcal infection ควรได้รับการพิจารณาตรวจ chlamydial infection และ STI อื่น เพราะอาการทับซ้อนกันและการติดร่วมสามารถเกิดได้ (IRIS)

ดังนั้นไม่ควรใช้ลักษณะว่า

หนองขาว = โรคหนึ่ง
หนองเหลือง = อีกโรคหนึ่ง

เพื่อเลือกยาด้วยตัวเอง

Internal Link Recommendation:
“หนองใน vs หนองในเทียม ต่างกันอย่างไร? ดูจากอาการอย่างเดียวได้ไหม”


สงสัยหนองใน ต้องตรวจอย่างไร?

การตรวจสมัยใหม่มักใช้วิธีที่ตรวจหาสารพันธุกรรมของเชื้อ หรือ NAAT (Nucleic Acid Amplification Test)

ตัวอย่างที่ใช้ตรวจขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่มีความเสี่ยง เช่น

  • ปัสสาวะ
  • ตัวอย่างจากช่องคลอดหรือปากมดลูก
  • ท่อปัสสาวะ
  • คอ
  • ทวารหนัก

CDC ระบุว่า การตรวจปัสสาวะสามารถใช้ตรวจ gonorrhoea ได้ในหลายกรณี แต่หากมีประวัติ Oral Sex หรือ Anal Sex อาจต้องเก็บตัวอย่างจาก คอหรือทวารหนัก ตามตำแหน่งที่สัมผัสเชื้อ (CDC Stacks)

นี่เป็นเหตุผลว่าเวลาปรึกษาเรื่อง STI ควรบอก ชนิดของการสัมผัสทางเพศ ให้บุคลากรทางการแพทย์ทราบ ไม่ใช่เพียงบอกว่า “มีเพศสัมพันธ์มา”


หนองในรักษาหายไหม?

รักษาให้หายได้

เพราะเกิดจากแบคทีเรียและมียาปฏิชีวนะที่ใช้รักษา

แต่ปัญหาใหญ่ในปัจจุบันคือ เชื้อหนองในดื้อยา

WHO ระบุว่าการดื้อยาของ Neisseria gonorrhoeae เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และทำให้ยาปฏิชีวนะหลายกลุ่มมีประสิทธิภาพลดลง จนถือเป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญ (องค์การอนามัยโลก)

จึงไม่ควรนำยาปฏิชีวนะที่เหลืออยู่ ซื้อยาตามคำแนะนำในอินเทอร์เน็ต หรือใช้สูตรยาเก่ามารักษาเอง

เพราะ

เลือกยาผิด อาการอาจดูดีขึ้น เชื้อยังไม่หมด แพร่ต่อ เพิ่มแรงกดดันการดื้อยา

การรักษาควรอิงแนวทางปัจจุบันและประเมินตำแหน่งการติดเชื้อ รวมถึงประวัติแพ้ยาและโอกาสติดเชื้ออื่นร่วมด้วย


ถ้ารักษาแล้ว คู่นอนต้องรักษาด้วยไหม?

ควรได้รับการประเมิน

เพราะหากรักษาเพียงคนเดียว แต่คู่นอนยังมีเชื้อ สามารถเกิดการติดเชื้อกลับไปกลับมาได้

WHO สนับสนุนการตรวจและจัดการคู่นอนใน STI เพื่อช่วยลดการแพร่เชื้อและการติดซ้ำ (องค์การอนามัยโลก)

นอกจากนี้ยังควรปฏิบัติตามคำแนะนำเรื่องการงดเพศสัมพันธ์หลังการรักษา เพื่อให้การรักษาเสร็จสมบูรณ์และลดการแพร่เชื้อ


ถ้าเป็นหนองใน ควรตรวจ HIV และซิฟิลิสด้วยไหม?

มีเหตุผลที่ควรประเมิน STI อื่นร่วมด้วย

เพราะปัจจัยเสี่ยงต่อหนองในสามารถเป็นปัจจัยเสี่ยงเดียวกับ

  • HIV
  • ซิฟิลิส
  • Chlamydia
  • STI อื่น

WHO ระบุว่า gonorrhoea สามารถเพิ่มความเสี่ยงของการได้รับและแพร่ HIV และแนวทางยังสนับสนุนการประเมิน STI อื่นร่วมในผู้ป่วยที่สงสัย gonorrhoea (องค์การอนามัยโลก)

Internal Link Recommendation:
“หลังมีเพศสัมพันธ์เสี่ยง ควรตรวจ HIV ซิฟิลิส หนองใน และโรคอะไรบ้าง?”


หนองในปล่อยไว้ไม่รักษา อันตรายไหม?

อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ แม้ไม่มีอาการ

ในผู้หญิง การติดเชื้อสามารถลุกลามเข้าสู่ระบบสืบพันธุ์และสัมพันธ์กับ PID ภาวะมีบุตรยาก และการตั้งครรภ์นอกมดลูก

ในผู้ชายสามารถเกิดการอักเสบของอวัยวะบริเวณระบบสืบพันธุ์ และมีผลต่อภาวะเจริญพันธุ์ในบางราย

WHO ระบุว่าหนองในที่ไม่ได้รักษาสามารถก่อภาวะมีบุตรยากได้ทั้งในชายและหญิง และยังเพิ่มความเสี่ยงต่อ HIV (องค์การอนามัยโลก)

จึงไม่ควรรอว่า

ถ้าอาการหนักกว่านี้ค่อยตรวจ


เมื่อไรควรไปตรวจหรือพบแพทย์?

ควรได้รับการประเมินหากมี

  • ปัสสาวะแสบหรือขัดหลังมีความเสี่ยง
  • มีหนองหรือสารคัดหลั่งผิดปกติ
  • ตกขาวผิดปกติ
  • เลือดออกระหว่างประจำเดือน
  • ปวดหรือบวมอัณฑะ
  • ปวดท้องน้อย
  • มีสารคัดหลั่ง คัน หรือเลือดออกจากทวาร
  • เจ็บคอหลังมี Oral Sex และมีความเสี่ยง
  • คู่นอนได้รับการวินิจฉัย STI
  • มีความเสี่ยงแต่ไม่มีอาการและต้องการตรวจคัดกรอง

CDC แนะนำให้เข้ารับการตรวจหากมีอาการดังกล่าว หรือหากคู่นอนมี STI หรือมีอาการที่สงสัยโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค)


FAQ

หนองในผู้ชายมีอาการอย่างไร?

อาการเด่นคือ ปัสสาวะแสบหรือขัด และมีสารคัดหลั่งสีขาว เหลือง หรือเขียวจากอวัยวะเพศ บางรายอาจปวดหรือบวมบริเวณอัณฑะ (ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค)

หนองในผู้หญิงมีอาการอย่างไร?

ผู้หญิงจำนวนมากไม่มีอาการ หากมีอาจพบ ตกขาวเพิ่ม ปัสสาวะแสบ และเลือดออกระหว่างรอบเดือนหรือขณะมีเพศสัมพันธ์ (ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค)

ไม่มีหนอง เป็นหนองในได้ไหม?

ได้ โดยเฉพาะผู้หญิง รวมถึงการติดเชื้อบริเวณคอและทวารหนักที่สามารถไม่มีอาการเลยได้ (องค์การอนามัยโลก)

หลังเสี่ยงกี่วันหนองในถึงมีอาการ?

กรมควบคุมโรคไทยระบุระยะฟักตัวโดยประมาณ 3–5 วัน ส่วน WHO ระบุว่าอาการอาจเริ่มประมาณ 1–14 วันหลังสัมผัสเชื้อ จึงไม่ควรใช้วันที่เริ่มอาการเพียงอย่างเดียวเพื่อตัดการติดเชื้อออก (องค์การอนามัยโลก)

หนองในรักษาหายไหม?

รักษาให้หายได้ด้วยยาปฏิชีวนะที่เหมาะสม แต่ปัญหาเชื้อดื้อยากำลังเพิ่มขึ้น จึงไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะกินเอง (องค์การอนามัยโลก)


Summary

หนองในเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์จากเชื้อ Neisseria gonorrhoeae

ความแตกต่างสำคัญระหว่างผู้ชายและผู้หญิงคือ

ผู้ชาย มักมีอาการชัดกว่า โดยเฉพาะ
ปัสสาวะแสบ + มีหนองหรือสารคัดหลั่งจากท่อปัสสาวะ

ส่วน ผู้หญิง จำนวนมาก
ไม่มีอาการ หรือมีอาการเล็กน้อย เช่น ตกขาว ปัสสาวะแสบ หรือเลือดออกผิดปกติ จึงอาจไม่รู้ว่าตัวเองมีเชื้อ (ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค)

นอกจากนี้ เชื้อสามารถอยู่ที่ คอและทวารหนัก และอาจไม่มีอาการได้เช่นกัน

ดังนั้น

ไม่มีหนอง ไม่มีอาการ” ไม่ได้แปลว่าไม่มีหนองใน

หากมีเพศสัมพันธ์ที่เสี่ยง คู่นอนติดเชื้อ หรือมีอาการผิดปกติ ควรตรวจให้ตรงกับตำแหน่งที่มีความเสี่ยง

และหากตรวจพบ ไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะรักษาเอง เพราะเชื้อหนองในดื้อยาเป็นปัญหาที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก การรักษาที่ถูกต้อง รวมถึงการดูแลคู่นอนและประเมิน STI อื่นร่วมด้วย มีความสำคัญต่อทั้งการรักษาและป้องกันการติดกลับมาใหม่ (องค์การอนามัยโลก)


หมายเหตุสำคัญ

บทความนี้จัดทำเพื่อให้ความรู้ทั่วไป ไม่ใช้แทนการตรวจวินิจฉัย โรคหนองใน หนองในเทียม และการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะสามารถมีอาการคล้ายกันได้ การเลือกยาปฏิชีวนะควรอ้างอิงการวินิจฉัยและแนวทางรักษาปัจจุบัน ไม่ควรซื้อยารับประทานเอง

หากมีปวดท้องน้อยรุนแรง ไข้ ปวดหรือบวมอัณฑะมาก หรืออาการรุนแรงขึ้น ควรพบแพทย์โดยเร็ว



เรียบเรียงโดย: www.chulalakpharmacy.com



References

  • กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. หนองใน (Gonorrhoea). ข้อมูลสาเหตุ ระยะฟักตัว และอาการในผู้ชายและผู้หญิง (กรมควบคุมโรค)
  • World Health Organization. Gonorrhoea (Neisseria gonorrhoeae infection). อาการตามตำแหน่ง ภาวะแทรกซ้อน และปัญหาการดื้อยา (องค์การอนามัยโลก)
  • CDC. About Gonorrhea. อาการในผู้ชาย ผู้หญิง และการติดเชื้อบริเวณทวารหนัก (ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค)
  • WHO. Sexually transmitted infections (STIs). ข้อมูลการติดเชื้อที่คอ/ทวาร การไม่มีอาการ ภาวะแทรกซ้อน และการป้องกัน (องค์การอนามัยโลก)
  • WHO. Multi-drug resistant gonorrhoea. ข้อมูลปัญหาการดื้อยาของ Neisseria gonorrhoeae (องค์การอนามัยโลก)

แชร์

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

No results found.

ยังไม่มีบัญชี