ซิฟิลิสมีอาการอย่างไร? อาการแต่ละระยะ แผล ผื่น และสัญญาณที่ควรตรวจ
ซิฟิลิสมีอาการอย่างไร? รู้จักอาการซิฟิลิสระยะแรก ระยะที่ 2 ระยะแฝง และระยะท้าย ตั้งแต่แผลไม่เจ็บ ผื่นฝ่ามือฝ่าเท้า ไปจนถึงภาวะแทรกซ้อน พร้อมวิธีตรวจและรักษา
คืนหนึ่งหลังอาบน้ำ คุณสังเกตเห็น แผลเล็ก ๆ บริเวณอวัยวะเพศ มันไม่เจ็บ ไม่แสบ และดูเหมือนไม่มีอะไรน่ากังวล ผ่านไปไม่กี่สัปดาห์ แผลกลับหายไปเอง
หลายคนอาจคิดว่า “หายแล้ว ก็คงไม่มีอะไร” แต่สำหรับโรคซิฟิลิส การที่แผลหายไป ไม่ได้หมายความว่าเชื้อหายไปจากร่างกาย
นี่เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ซิฟิลิสสามารถถูกมองข้ามได้ง่าย เพราะบางช่วงของโรคอาจมีอาการเพียงเล็กน้อย บางช่วงอาการหายไปเอง และบางคนแทบไม่มีอาการให้สังเกตเลย
องค์การอนามัยโลกระบุว่า ผู้ติดเชื้อซิฟิลิสจำนวนมาก ไม่มีอาการหรือไม่ทันสังเกตอาการของตนเอง หากไม่ได้รับการรักษา เชื้อสามารถคงอยู่ในร่างกายเป็นเวลาหลายปีและก่อภาวะแทรกซ้อนรุนแรงในภายหลังได้
ดังนั้น หากเคยมีพฤติกรรมเสี่ยง สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการถามว่า “มีอาการหรือยัง?”
แต่ต้องถามด้วยว่า “เราควรตรวจซิฟิลิสหรือยัง?”
ซิฟิลิสคืออะไร?
ซิฟิลิส (Syphilis) เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่เกิดจากแบคทีเรีย Treponema pallidum
โรคสามารถติดต่อผ่านการสัมผัสรอยโรคที่มีเชื้อระหว่างการมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด ทางทวารหนัก หรือทางปาก รวมถึงสามารถถ่ายทอดจากหญิงตั้งครรภ์ไปยังทารกได้
กรมควบคุมโรคระบุระยะฟักตัวของซิฟิลิสไว้ประมาณ 10–90 วัน ขณะที่อาการของแต่ละคนอาจแตกต่างกันอย่างมาก
สิ่งที่ทำให้ซิฟิลิสแตกต่างจากโรคติดเชื้อทั่วไปคือ หากไม่ได้รักษา โรคสามารถดำเนินผ่านหลายระยะ ได้แก่
ระยะแรก → ระยะที่ 2 → ระยะแฝง → ระยะท้าย
และระหว่างทางอาการบางอย่างสามารถหายไปเองได้ ทั้งที่เชื้อยังอยู่ในร่างกาย
ซิฟิลิสมีอาการอย่างไร?
อาการของซิฟิลิสขึ้นอยู่กับระยะของการติดเชื้อ และไม่ได้เกิดเหมือนกันทุกคน
ภาพที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคยคือ แผลที่อวัยวะเพศ
แต่ในความเป็นจริง ซิฟิลิสสามารถทำให้เกิดทั้งแผล ผื่น ต่อมน้ำเหลืองโต ผมร่วง หรือในระยะรุนแรงอาจกระทบระบบประสาท หัวใจ และหลอดเลือดได้
ที่สำคัญคือ ไม่มีอาการ ก็ไม่ได้แปลว่าไม่มีเชื้อ
ระยะที่ 1 — มีแผล แต่แผลมักไม่เจ็บ
ลองนึกถึงสถานการณ์ตอนต้นอีกครั้ง มีแผลเกิดขึ้น แต่กลับไม่รู้สึกเจ็บ นี่คือลักษณะที่พบได้ใน Primary Syphilis หรือซิฟิลิสระยะแรก
อาการสำคัญคือการเกิดแผลบริเวณที่เชื้อเข้าสู่ร่างกาย ซึ่งเรียกว่า chancre
แผลอาจพบที่อวัยวะเพศ รอบทวารหนัก ภายในช่องคลอด หรือบริเวณอื่นที่สัมผัสเชื้อ เช่น ช่องปาก
ลักษณะที่พบได้คือ
- เป็นแผลหนึ่งแผลหรือมากกว่า
- มักไม่เจ็บ
- ลักษณะค่อนข้างแข็ง
- อาจมีรูปร่างกลมหรือรี
- อาจอยู่ในตำแหน่งที่สังเกตได้ยาก
กรมควบคุมโรคของไทยระบุว่า ระยะแรกสามารถมีแผลที่อวัยวะเพศหรือบริเวณอื่น โดยแผลมัก ไม่เจ็บและมีขอบแข็ง
สิ่งที่ทำให้หลายคนเข้าใจผิด คือแผลสามารถ หายไปเองได้ เมื่อแผลหาย คนจำนวนหนึ่งจึงคิดว่าโรคหายแล้วและไม่ได้ไปตรวจ
แต่หากเป็นซิฟิลิสและไม่ได้รับการรักษา การหายของแผลไม่ได้หมายความว่าแบคทีเรียถูกกำจัดออกจากร่างกาย โรคสามารถดำเนินต่อเข้าสู่ระยะถัดไปได้

ระยะที่ 2 — แผลหาย แต่ผื่นอาจตามมา
เวลาผ่านไป แผลเดิมหายแล้ว แต่วันหนึ่งกลับสังเกตเห็นผื่นขึ้นตามตัว สิ่งที่หลายคนไม่คาดคิดคือ ผื่นสามารถขึ้นบริเวณฝ่ามือและฝ่าเท้าได้
นี่เป็นลักษณะสำคัญอย่างหนึ่งของ Secondary Syphilis หรือซิฟิลิสระยะที่ 2
อาการที่อาจพบ ได้แก่
- ผื่นตามร่างกาย
- ผื่นบริเวณฝ่ามือหรือฝ่าเท้า
- ผื่นมักไม่คัน
- รอยโรคสีขาวหรือเทาบริเวณที่อับชื้น
- อาจมีผมร่วงหรือคิ้วร่วงในบางราย
กรมควบคุมโรคระบุถึง ผื่นตามลำตัวและฝ่ามือที่ไม่เจ็บไม่คัน รวมถึงผมร่วงหรือคิ้วร่วง ในระยะนี้ ขณะที่ WHO ระบุว่าผื่นของ secondary syphilis สามารถมีรูปร่างหลากหลายและเลียนแบบโรคผิวหนังอื่นได้
จึงไม่ควรพยายามวินิจฉัยซิฟิลิสจากรูปผื่นเพียงอย่างเดียว

ระยะแฝง — ไม่มีแผล ไม่มีผื่น แต่เชื้อยังอยู่
นี่คือช่วงที่ซิฟิลิสทำให้หลายคนประเมินตัวเองผิด
- แผลหายแล้ว
- ผื่นก็หาย
- ร่างกายดูปกติ
จึงเกิดความคิดว่า
“ถ้าเป็นโรคจริง ก็น่าจะต้องมีอาการสิ” แต่ซิฟิลิสมี Latent Syphilis หรือระยะแฝง
ในระยะนี้อาจไม่มีอาการหรือรอยโรคให้เห็นเลย แต่การตรวจเลือดยังสามารถพบหลักฐานของการติดเชื้อได้
ดังนั้นการใช้วิธี “รอดูว่ามีอาการไหม” จึงไม่ใช่วิธีที่น่าเชื่อถือในการตัดซิฟิลิสออกหลังมีความเสี่ยง
ระยะท้าย — เมื่อเชื้อสร้างความเสียหายต่ออวัยวะ
ผู้ที่ไม่ได้รับการรักษาบางรายอาจเกิด Tertiary Syphilis หรือซิฟิลิสระยะท้าย หลังจากติดเชื้อเป็นเวลาหลายปี
ในระยะนี้โรคสามารถสร้างความเสียหายต่ออวัยวะสำคัญ เช่น
- สมองและระบบประสาท
- หัวใจ
- หลอดเลือด
- กระดูกและข้อต่อ
- อวัยวะอื่น ๆ
และในกรณีรุนแรงสามารถเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
แต่มีเรื่องสำคัญที่ต้องแยกออกจากแนวคิด “4 ระยะ” แบบง่าย ๆ คือ neurosyphilis, ocular syphilis และ otosyphilis ไม่จำเป็นต้องรอจนถึงระยะท้าย
ภาวะที่เชื้อเกี่ยวข้องกับระบบประสาท ดวงตา หรือการได้ยิน สามารถเกิดขึ้นได้ในทุกระยะของซิฟิลิส
อาการที่ควรได้รับการประเมิน เช่น การมองเห็นผิดปกติ การได้ยินเปลี่ยนไป อาการทางระบบประสาท หรืออาการผิดปกติรุนแรงอื่น ๆ

ไม่มีอาการ สามารถเป็นซิฟิลิสได้ไหม?
ได้
และนี่เป็นคำตอบที่สำคัญมากสำหรับคนที่กำลังตัดสินใจว่าจะตรวจหรือไม่
WHO ระบุว่าผู้ติดเชื้อจำนวนมาก ไม่มีอาการหรือไม่ทันสังเกตอาการ และในระยะแฝงจะไม่มีอาการทางคลินิกให้เห็น
ดังนั้นประโยคว่า
“ไม่มีแผล ไม่มีผื่น เลยคิดว่าไม่น่าติด”
ไม่เพียงพอที่จะยืนยันว่าไม่มีซิฟิลิส
หากมีประวัติเสี่ยง การตรวจมีความสำคัญกว่าการรอให้อาการปรากฏ
ซิฟิลิสติดต่อทางไหน?
ซิฟิลิสสามารถติดต่อจากการสัมผัสรอยโรคที่มีเชื้อระหว่าง
เพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด ทางทวารหนัก และทางปาก
นอกจากนี้ยังสามารถถ่ายทอดจากหญิงตั้งครรภ์ไปสู่ทารกในครรภ์ได้
การใช้ถุงยางอนามัยอย่างถูกต้องและสม่ำเสมอช่วยลดความเสี่ยง แต่ไม่สามารถป้องกันได้สมบูรณ์ในทุกกรณี เพราะรอยโรคอาจอยู่บริเวณผิวหนังที่ถุงยางไม่ได้ปกคลุม
สงสัยซิฟิลิส ต้องตรวจอย่างไร?
การวินิจฉัยซิฟิลิสไม่ได้ดูจากแผลหรือผื่นเพียงอย่างเดียว
แพทย์จะพิจารณาร่วมกันจาก
ประวัติความเสี่ยง + อาการและการตรวจร่างกาย + การตรวจทางห้องปฏิบัติการ
การตรวจเลือดเป็นส่วนสำคัญของการวินิจฉัย โดยมีทั้งการตรวจแบบ nontreponemal tests และ treponemal tests ซึ่งต้องแปลผลร่วมกันตามสถานการณ์
WHO ยังระบุว่ามี rapid test สำหรับซิฟิลิสที่สามารถให้ผลได้รวดเร็ว แต่ผลตรวจต้องถูกตีความร่วมกับประวัติและข้อมูลทางคลินิก
แล้วหลังเสี่ยงควรตรวจเมื่อไร?
นี่เป็นคำถามที่สำคัญมาก เพราะการตรวจเร็วเกินไปอาจยังไม่พบหลักฐานการติดเชื้อ
ดังนั้นหากเพิ่งมีความเสี่ยง ไม่ควรเลือกวันตรวจจากการเดาเอง ควรประเมิน วันที่มีความเสี่ยง ชนิดของการตรวจ และความจำเป็นในการตรวจซ้ำ ร่วมกับบุคลากรทางการแพทย์
บทความที่ควรเชื่อม Internal Link:
“ตรวจซิฟิลิสหลังเสี่ยงกี่วัน? ตรวจเร็วเกินไปผลเชื่อถือได้ไหม”
ซิฟิลิสรักษาหายไหม?
ข่าวดีคือ ซิฟิลิสเป็นโรคที่รักษาให้หายได้
WHO แนะนำ benzathine penicillin G เป็นยาหลักสำหรับซิฟิลิส โดยจำนวนครั้งในการรักษาขึ้นอยู่กับระยะและสถานการณ์ของผู้ป่วย และ penicillin เป็นยาที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการรักษาซิฟิลิสระหว่างตั้งครรภ์และป้องกันซิฟิลิสแต่กำเนิด
อย่างไรก็ตาม ไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะมารักษาซิฟิลิสเอง เพราะต้องวินิจฉัยระยะของโรค เลือกสูตรการรักษาที่เหมาะสม ประเมินคู่นอน และติดตามผลหลังรักษา
และการที่แผลหรือผื่นหายเอง ไม่ใช่หลักฐานว่าโรคหายแล้ว
ถ้าพบว่าเป็นซิฟิลิส คู่นอนต้องตรวจไหม?
ควรได้รับการประเมิน
การดูแลซิฟิลิสไม่ได้จบเพียงการรักษาคนหนึ่งคน เพราะคู่นอนอาจได้รับเชื้อโดยไม่รู้ตัวและอาจไม่มีอาการ
WHO แนะนำให้ผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยซิฟิลิสแจ้งคู่นอน เพื่อให้สามารถเข้ารับการประเมิน ตรวจ และรักษาตามความเหมาะสม ซึ่งช่วยลดทั้งการแพร่เชื้อและการติดกลับมาใหม่
ซิฟิลิสกับ HIV เกี่ยวข้องกันอย่างไร?
หากพบซิฟิลิส ประเด็นเรื่อง HIV และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นก็ไม่ควรถูกมองข้าม
WHO ระบุว่าซิฟิลิสสัมพันธ์กับความเสี่ยงต่อการได้รับเชื้อ HIV ที่สูงขึ้นประมาณ 2 เท่า และผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงต่อซิฟิลิสอาจมีความเสี่ยงต่อ STI อื่นร่วมด้วย
จึงอาจมีเหตุผลในการประเมินการตรวจโรคอื่นเพิ่มเติมตามประวัติความเสี่ยง
Internal Link:
“หลังมีเพศสัมพันธ์เสี่ยง ควรตรวจ HIV ซิฟิลิส หนองใน และโรคอะไรบ้าง?”
สรุป
ซิฟิลิสมีอาการอย่างไร?
อาการสามารถเปลี่ยนไปตามระยะของโรค
- ระยะแรก มักเริ่มจากแผลที่ไม่เจ็บและอาจหายเอง
- ระยะที่ 2 อาจเกิดผื่น รวมถึงผื่นที่ฝ่ามือหรือฝ่าเท้า
- ระยะแฝง อาจไม่มีอาการเลย
- ระยะท้าย อาจสร้างความเสียหายต่ออวัยวะสำคัญ เช่น สมอง ระบบประสาท หัวใจ และหลอดเลือด
แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ
อย่าใช้ “ไม่มีอาการ” เป็นหลักฐานว่า “ไม่ติดซิฟิลิส”
หากเคยมีความเสี่ยง การตรวจในช่วงเวลาที่เหมาะสมมีความน่าเชื่อถือกว่าการรอให้เกิดแผลหรือผื่น และหากตรวจพบ ซิฟิลิสเป็นโรคที่สามารถรักษาให้หายได้เมื่อได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม

หมายเหตุสำคัญ
เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ด้านสุขภาพ ไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัยหรือการรักษาจากแพทย์ได้ เนื่องจากแผลและผื่นจากซิฟิลิสอาจคล้ายโรคอื่น หากมีความเสี่ยงหรือสงสัยว่าติดเชื้อ ควรเข้ารับการตรวจจากสถานพยาบาลหรือปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์
References
- องค์การอนามัยโลก (WHO) — Syphilis Fact Sheet
- WHO — Syphilis Overview
- กรมควบคุมโรค — ซิฟิลิส (Syphilis)
- WHO Guidelines for the Treatment of Syphilis
- CDC — Syphilis 2026 Case Definition
เรียบเรียงโดย: www.chulalakpharmacy.com






