ไข้หวัดใหญ่ 2569 มีอาการอย่างไร? ต่างจากหวัดธรรมดาและโควิดอย่างไร
ไข้หวัดใหญ่ 2569 มีอาการอะไรบ้าง? เปรียบเทียบไข้หวัดใหญ่ หวัดธรรมดา และโควิด ทั้งไข้ ไอ เจ็บคอ น้ำมูก ปวดเมื่อย พร้อมวิธีดูแล กลุ่มเสี่ยง และสัญญาณที่ควรพบแพทย์
เมื่อวานยังทำงานได้ตามปกติ แต่เช้าวันนี้กลับตื่นมาพร้อม ไข้สูง หนาวสั่น ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยทั้งตัว และรู้สึกอ่อนเพลียจนแทบไม่อยากลุกจากเตียง พอตกบ่ายก็เริ่มไอ เจ็บคอ และมีน้ำมูก
คำถามแรกที่หลายคนนึกถึงในปี 2569 คือ “ไข้หวัดใหญ่หรือเปล่า?”
แต่พออาการคล้ายกับทั้งหวัดธรรมดาและโควิด คำถามต่อมาก็คือ “แล้วจะแยกอย่างไร?”
คำตอบสำคัญคือ อาการเพียงอย่างเดียวอาจแยกไข้หวัดใหญ่กับโควิดได้ไม่แน่นอน เพราะทั้งสองโรคสามารถทำให้มีไข้ ไอ เจ็บคอ คัดจมูก น้ำมูก ปวดเมื่อย และอ่อนเพลียได้ กรมควบคุมโรคยังย้ำเมื่อเดือนสิงหาคม 2569 ว่าอาการของไข้หวัดใหญ่และโควิดในระยะแรกสามารถคล้ายกันมาก จึงต้องประเมินทั้งอาการ ความเสี่ยง และการตรวจเมื่อมีข้อบ่งชี้ร่วมกัน
ในขณะเดียวกัน ไข้หวัดใหญ่มักมีลักษณะเด่นกว่า “หวัดธรรมดา” คือ เริ่มอาการค่อนข้างฉับพลัน ไข้สูง ปวดเมื่อยมาก และอ่อนเพลียชัดเจนกว่า
ไข้หวัดใหญ่คืออะไร?
ไข้หวัดใหญ่ หรือ Influenza เป็นโรคติดเชื้อเฉียบพลันของระบบทางเดินหายใจที่เกิดจากเชื้อ influenza virus
โรคแพร่ได้จากสารคัดหลั่งทางเดินหายใจ เช่น การไอ จาม หรือการสัมผัสมือและพื้นผิวที่มีเชื้อแล้วนำมือมาสัมผัสตา จมูก หรือปาก
ในประเทศไทยสามารถพบได้ตลอดปี และมักเพิ่มขึ้นในบางช่วงของฤดูฝนและฤดูหนาว กรมควบคุมโรคยังคงเผยแพร่รายงานเฝ้าระวังโรคไข้หวัดใหญ่ต่อเนื่องในเดือนสิงหาคม 2569 โดยข้อมูลล่าสุดในหน้าสถานการณ์ครอบคลุมถึงสัปดาห์ระบาดที่ 33 หรือช่วงวันที่ 9–15 สิงหาคม 2569
ดังนั้นเมื่อเข้าสู่เดือนกันยายน โรคนี้ยังเป็นหนึ่งในโรคทางเดินหายใจที่ควรเฝ้าระวัง โดยเฉพาะในโรงเรียน สถานที่ทำงาน และพื้นที่ที่มีคนอยู่รวมกันจำนวนมาก
ไข้หวัดใหญ่ 2569 มีอาการอย่างไร?
ลักษณะเด่นอย่างหนึ่งของไข้หวัดใหญ่คือ อาการมักมาเร็ว
กรมควบคุมโรคระบุว่า หลังได้รับเชื้อประมาณ 1–4 วัน ผู้ป่วยสามารถเริ่มมีอาการ เช่น ไข้สูงแบบทันทีทันใด ปวดศีรษะ หนาวสั่น ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ และอ่อนเพลียมาก และอาจมีคัดจมูก เจ็บคอ หรือไอร่วมด้วย
อาการที่พบได้ ได้แก่
- ไข้สูงหรือรู้สึกมีไข้
- หนาวสั่น
- ปวดศีรษะ
- ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ
- อ่อนเพลียมาก
- ไอ
- เจ็บคอ
- คัดจมูก
- น้ำมูก
สิ่งที่ทำให้หลายคนรู้สึกว่าไข้หวัดใหญ่ “หนักกว่าหวัด” คือ ความรู้สึกป่วยทั้งตัว
บางคนบอกว่าไม่ได้แค่คัดจมูกหรือเจ็บคอ แต่รู้สึกเหมือนหมดแรง ปวดเมื่อยจนไม่อยากลุกจากเตียง

ไข้หวัดใหญ่ต่างจากหวัดธรรมดาอย่างไร?
ชื่อคล้ายกัน แต่อาการมักมีความรุนแรงต่างกัน
หวัดธรรมดา หรือ common cold มักมีอาการเด่นทางจมูกและคอ เช่น
น้ำมูก → คัดจมูก → จาม → เจ็บคอ → ไอ
อาจมีไข้ได้ แต่ในผู้ใหญ่มักไม่สูงมาก และอาการปวดเมื่อยหรืออ่อนเพลียมักไม่หนักเท่าไข้หวัดใหญ่
ส่วนไข้หวัดใหญ่มีแนวโน้มเป็นแบบ เมื่อวานยังปกติ → วันนี้ไข้สูง ปวดเมื่อย หนาวสั่น และหมดแรง
กรมควบคุมโรคระบุว่าไข้หวัดใหญ่มักมีไข้สูง ปวดเมื่อยมาก และอ่อนเพลียต่อเนื่องมากกว่าหวัดธรรมดา และมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนมากกว่า โดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบาง
ไข้หวัดใหญ่ vs หวัดธรรมดา ดูอย่างไร?
| อาการ | หวัดธรรมดา | ไข้หวัดใหญ่ |
| การเริ่มอาการ | มักค่อย ๆ เป็น | มักค่อนข้างฉับพลัน |
| ไข้ | มักไม่มีหรือไม่สูง | ไข้สูงพบได้บ่อย |
| ปวดเมื่อย | มักเล็กน้อย | มักเด่นกว่า |
| อ่อนเพลีย | มีได้แต่ไม่มาก | อาจอ่อนเพลียมาก |
| น้ำมูก/คัดจมูก | เด่น | พบได้ |
| เจ็บคอ | พบบ่อย | พบได้ |
| ไอ | พบได้ | พบบ่อย |
| ภาวะแทรกซ้อน | โดยทั่วไปน้อยกว่า | เสี่ยงปอดอักเสบได้ |
อย่างไรก็ตาม ตารางนี้เป็นเพียง แนวทางสังเกตอาการ ไม่ใช่เครื่องมือวินิจฉัย
แล้วไข้หวัดใหญ่ต่างจากโควิดอย่างไร?
นี่เป็นส่วนที่ยากกว่า เพราะอาการสามารถทับซ้อนกันได้มาก
กรมควบคุมโรคระบุเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2569 ว่า ทั้งไข้หวัดใหญ่และโควิดอาจมี
- ไข้
- ไอ
- เจ็บคอ
- น้ำมูก
- คัดจมูก
- ปวดเมื่อย
- อ่อนเพลีย
- หายใจลำบาก
ได้เหมือนกัน
สำหรับโควิด บางรายอาจมี การสูญเสียหรือเปลี่ยนแปลงการรับกลิ่นและรส ร่วมด้วย แต่ก็ไม่ใช่ว่าผู้ป่วยโควิดทุกคนจะต้องมีอาการนี้
ดังนั้น
ไม่มีอาการหนึ่งอาการใดที่ใช้แยกไข้หวัดใหญ่กับโควิดได้ 100%
หากการรู้ชนิดของโรคจะมีผลต่อการรักษา การแยกผู้ป่วย หรือการดูแลคนกลุ่มเสี่ยง การตรวจที่เหมาะสมจึงมีประโยชน์มากกว่าการเดาจากอาการ

ถ้ามีไข้สูง ปวดเมื่อยมาก แปลว่าไข้หวัดใหญ่แน่นอนหรือไม่?
ไม่แน่นอน
ไข้สูง ปวดเมื่อย และอ่อนเพลียเข้ากับไข้หวัดใหญ่ได้ดี แต่โรคติดเชื้ออื่น เช่น โควิด ก็สามารถทำให้เกิดอาการลักษณะเดียวกันได้
ในประเทศไทยยังมีโรคอื่นที่อาจทำให้ไข้สูงและปวดเมื่อย เช่น ไข้เลือดออก จึงต้องดูอาการร่วมและบริบท เช่น
- มีไอหรือเจ็บคอเด่นหรือไม่
- มีน้ำมูกหรือไม่
- มีผื่นหรือจุดเลือดออกหรือไม่
- มีอาการปวดท้องหรืออาเจียนหรือไม่
- มีคนรอบตัวป่วยเป็นโรคทางเดินหายใจหรือไม่
หากอาการไม่ชัดเจนหรือรุนแรง ควรให้บุคลากรทางการแพทย์ประเมิน
ไข้หวัดใหญ่กี่วันหาย?
กรมควบคุมโรคระบุว่า ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักหายเป็นปกติภายในประมาณ 1–2 สัปดาห์ แต่บางรายสามารถเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ โดยเฉพาะปอดอักเสบ
โดยทั่วไป
ช่วงแรกมักมี ไข้ ปวดเมื่อย และอ่อนเพลียมาก
หลังจากไข้เริ่มลด อาการไอและอ่อนเพลียอาจยังคงอยู่ต่ออีกระยะหนึ่ง
ดังนั้นคำว่า “ไข้หาย” ไม่ได้หมายความว่าอาการทั้งหมดจะหายทันทีในวันเดียว
ใครเสี่ยงไข้หวัดใหญ่รุนแรง?
คนสุขภาพแข็งแรงจำนวนมากสามารถหายได้เอง แต่บางกลุ่มต้องระวังภาวะแทรกซ้อนมากกว่า
กรมควบคุมโรคระบุกลุ่มเสี่ยง เช่น
- เด็กเล็ก
- ผู้สูงอายุ
- ผู้มีโรคประจำตัวเรื้อรัง
- ผู้ที่มีภาวะที่เพิ่มความเสี่ยงต่ออาการรุนแรง
และยังแนะนำให้กลุ่มเสี่ยงพิจารณาวัคซีนไข้หวัดใหญ่ประจำปีตามคำแนะนำของบุคลากรทางการแพทย์
ในคนกลุ่มนี้ การเริ่มมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่จึงไม่ควรรอให้อาการหนักก่อนจึงค่อยขอคำปรึกษา
ไข้หวัดใหญ่รักษาอย่างไร?
ผู้ป่วยที่อาการไม่รุนแรงส่วนใหญ่จะได้รับการดูแลตามอาการ เช่น
- พักผ่อน
- ดื่มน้ำให้เพียงพอ
- รับประทานอาหารตามที่รับได้
- ใช้ยาลดไข้หรือบรรเทาอาการตามความเหมาะสม
- ลดการสัมผัสผู้อื่นเพื่อไม่แพร่เชื้อ
แต่ในผู้ป่วยบางกลุ่ม แพทย์อาจพิจารณา ยาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่
การตัดสินใจขึ้นกับหลายปัจจัย เช่น
อายุ → โรคประจำตัว → ความรุนแรง → ระยะเวลาตั้งแต่เริ่มอาการ
ดังนั้นไม่ควรซื้อยาต้านไวรัสมาใช้เองเพียงเพราะมีไข้และไอ
ไข้หวัดใหญ่ต้องกินยาปฏิชีวนะไหม?
โดยทั่วไป ไม่จำเป็น เพราะไข้หวัดใหญ่เกิดจาก ไวรัส
ยาปฏิชีวนะออกฤทธิ์ต่อเชื้อแบคทีเรีย ไม่ได้ฆ่า influenza virus จึงไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะกินเองเพื่อหวังให้ไข้หวัดใหญ่หายเร็วขึ้น
อย่างไรก็ตาม หากมีภาวะแทรกซ้อนจากแบคทีเรีย เช่น ปอดอักเสบบางชนิด แพทย์อาจพิจารณายาปฏิชีวนะตามการวินิจฉัย
ถ้าสงสัยไข้หวัดใหญ่ ควรตรวจหรือไม่?
ไม่ใช่ทุกคนจำเป็นต้องตรวจ
แต่การตรวจมีประโยชน์ในบางสถานการณ์ เช่น
- อยู่ในกลุ่มเสี่ยง
- อาการค่อนข้างรุนแรง
- ต้องแยกไข้หวัดใหญ่ออกจากโควิด
- ผลตรวจจะมีผลต่อการตัดสินใจใช้ยาต้านไวรัส
- มีการระบาดในสถานที่ที่มีคนจำนวนมาก
เพราะอย่างที่กรมควบคุมโรคย้ำไว้ในปี 2569 คือ ไข้หวัดใหญ่และโควิดมีอาการเบื้องต้นคล้ายกันมาก
ป่วยแล้วควรไปทำงานหรือไปโรงเรียนไหม?
หากมีอาการป่วย ควรลดการใกล้ชิดผู้อื่น
กรมควบคุมโรคใช้หลัก “ปิด ล้าง เลี่ยง หยุด”
ปิด — ปิดปากและจมูกเมื่อไอจาม และใช้หน้ากากเมื่อเหมาะสม
ล้าง — ล้างมือสม่ำเสมอ
เลี่ยง — หลีกเลี่ยงใกล้ชิดผู้ป่วยหรือคนกลุ่มเสี่ยง
หยุด — เมื่อป่วยควรหลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ผู้อื่นและลดกิจกรรมนอกบ้าน
โดยเฉพาะควรหลีกเลี่ยงใกล้ชิดเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัว
เมื่อไรควรพบแพทย์?
ควรได้รับการประเมินเร็วขึ้นหาก
- ไข้สูงมากหรือไข้นาน
- อาการไม่ดีขึ้น
- หายใจลำบาก
- หอบเหนื่อย
- เจ็บหรือแน่นหน้าอก
- ซึม สับสน หรือปลุกยาก
- ดื่มน้ำหรือรับประทานไม่ได้
- มีภาวะขาดน้ำ
- อาการดีขึ้นแล้วกลับทรุดลง
- โรคประจำตัวกำเริบ
และหากเป็น เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้มีโรคเรื้อรัง ควรขอคำปรึกษาเร็วกว่าคนทั่วไป เพราะมีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนมากกว่า

วัคซีนไข้หวัดใหญ่ 2569 ยังจำเป็นไหม?
วัคซีนยังเป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญในการลดความเสี่ยงของการป่วยรุนแรง โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง
กรมควบคุมโรคยังคงแนะนำ วัคซีนไข้หวัดใหญ่ประจำปี สำหรับกลุ่มเสี่ยงตามเกณฑ์ เนื่องจากเชื้อ influenza มีการเปลี่ยนแปลงของสายพันธุ์ที่หมุนเวียนในแต่ละช่วงเวลา
วัคซีนไม่ได้รับประกันว่าจะไม่ติดเชื้อเลย แต่มีเป้าหมายสำคัญในการช่วยลดความรุนแรงและภาวะแทรกซ้อน
FAQ
ไข้หวัดใหญ่มีไข้สูงทุกคนไหม?
ไม่จำเป็นทุกคน แต่ไข้สูงแบบค่อนข้างฉับพลันเป็นลักษณะที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะเมื่อร่วมกับปวดเมื่อย หนาวสั่น และอ่อนเพลียมาก
ไข้หวัดใหญ่กับหวัดธรรมดาต่างกันอย่างไร?
ไข้หวัดใหญ่มักเริ่มอาการเร็ว ไข้สูง ปวดเมื่อยและอ่อนเพลียเด่นกว่า ส่วนหวัดธรรมดามักมีน้ำมูก คัดจมูก จาม และอาการโดยรวมเบากว่า
ไข้หวัดใหญ่กับโควิดดูจากอาการได้ไหม?
แยกได้ไม่แน่นอน เพราะอาการทับซ้อนกันมาก เช่น ไข้ ไอ เจ็บคอ น้ำมูก ปวดเมื่อย และอ่อนเพลีย หากจำเป็นต้องรู้ชนิดของโรค ควรพิจารณาการตรวจที่เหมาะสม
ไข้หวัดใหญ่กี่วันหาย?
ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักดีขึ้นและหายภายในประมาณ 1–2 สัปดาห์ แต่ไอหรืออ่อนเพลียอาจอยู่นานกว่านั้นได้
เป็นไข้หวัดใหญ่ต้องกินยาต้านไวรัสทุกคนไหม?
ไม่จำเป็นทุกคน การใช้ยาต้านไวรัสขึ้นกับความเสี่ยง ความรุนแรง และระยะเวลาตั้งแต่เริ่มอาการ ควรให้แพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์ประเมิน
Summary
ไข้หวัดใหญ่ 2569 ยังเป็นโรคทางเดินหายใจที่ประเทศไทยเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง โดยกรมควบคุมโรคยังมีรายงานสถานการณ์ประจำสัปดาห์ในเดือนสิงหาคม 2569
ลักษณะที่ควรนึกถึงไข้หวัดใหญ่คือ
ไข้สูงค่อนข้างฉับพลัน + ปวดเมื่อย + หนาวสั่น + อ่อนเพลียมาก + ไอหรือเจ็บคอ
เมื่อเทียบกับหวัดธรรมดา อาการของไข้หวัดใหญ่มักรุนแรงกว่าและกระทบทั้งร่างกายมากกว่า
แต่หากเปรียบเทียบกับโควิด
อาการเพียงอย่างเดียวอาจแยกไม่ได้
เพราะทั้งสองโรคมีไข้ ไอ เจ็บคอ น้ำมูก และปวดเมื่อยได้เหมือนกัน
ดังนั้นควรพิจารณาทั้ง อาการ ความเสี่ยง กลุ่มอายุ โรคประจำตัว และการตรวจเมื่อมีข้อบ่งชี้
โดยเฉพาะหากหายใจลำบาก เจ็บหน้าอก ซึม ขาดน้ำ หรือเป็นกลุ่มเสี่ยง ไม่ควรรอให้อาการหนักก่อนจึงเข้ารับการประเมิน

หมายเหตุสำคัญ
บทความนี้จัดทำเพื่อให้ความรู้ทั่วไป ไม่สามารถใช้แทนการตรวจวินิจฉัยได้ อาการของไข้หวัดใหญ่ โควิด และโรคทางเดินหายใจอื่นสามารถทับซ้อนกันได้ หากอาการรุนแรง เป็นกลุ่มเสี่ยง หรือไม่แน่ใจว่าควรตรวจหรือใช้ยาอย่างไร ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร
เรียบเรียงโดย: www.chulalakpharmacy.com
References
- กรมควบคุมโรค. สถานการณ์โรคไข้หวัดใหญ่ ปี พ.ศ. 2569 — มีการอัปเดตข้อมูลตามสัปดาห์ระบาดต่อเนื่องถึงเดือนสิงหาคม 2569
- กรมควบคุมโรค. ไข้หวัดใหญ่ (Influenza, Flu) — ข้อมูลอาการ ระยะฟักตัว และภาวะแทรกซ้อน
- กรมควบคุมโรค. ย้ำเฝ้าระวังไข้หวัดใหญ่และโควิด 19 วันที่ 13 สิงหาคม 2569 — ข้อมูลอาการที่ทับซ้อนกันและมาตรการ “ปิด ล้าง เลี่ยง หยุด”
- กรมควบคุมโรค. ความต่าง ไข้หวัดธรรมดา vs ไข้หวัดใหญ่ — ไข้หวัดใหญ่มักไข้สูง ปวดเมื่อยและอ่อนเพลียมากกว่า
- กรมควบคุมโรค. รายงานผลการเฝ้าระวังไข้หวัดใหญ่และเชื้อสาเหตุโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ ปี 2569






