น้ำกัดเท้าคืออะไร? ลุยน้ำแล้วคัน แสบ ลอก ต้องทำอย่างไร
ลุยน้ำแล้วคัน แสบ ผิวลอก ซอกนิ้วเปื่อย ใช่น้ำกัดเท้าหรือไม่? รู้จักสาเหตุ อาการเริ่มต้น วิธีดูแลหลังลุยน้ำ ยาฆ่าเชื้อราที่มีบทบาท และสัญญาณแผลติดเชื้อที่ควรพบแพทย์
หลังฝนตกหนักหรือน้ำท่วม หลายคนจำเป็นต้องเดินลุยน้ำเป็นเวลานาน
วันแรกอาจยังไม่มีอะไรผิดปกติ แต่พอกลับบ้าน ถอดรองเท้าออกแล้วเริ่มรู้สึกว่า คันซอกนิ้วเท้า
วันต่อมาเริ่มมีอาการ แสบ → ผิวขาวเปื่อย → ลอก → บางจุดเริ่มแตก
คำถามแรกที่ตามมาคือ“นี่คือน้ำกัดเท้าหรือเปล่า?” และที่สำคัญกว่านั้นคือ “ต้องทายาฆ่าเชื้อราเลยไหม?”
คำว่า “น้ำกัดเท้า” ที่คนทั่วไปใช้กัน อาจไม่ได้หมายถึงโรคเพียงชนิดเดียว เพราะหลังเท้าแช่น้ำหรืออยู่ในความชื้นเป็นเวลานาน ผิวหนังสามารถเกิดการระคายเคือง เปื่อย และเสียเกราะป้องกันผิวได้ ขณะเดียวกันสภาพเท้าที่เปียกและอับชื้นก็เพิ่มโอกาสเกิด เชื้อราที่เท้า หรือ Tinea pedis (Athlete’s foot) ได้เช่นกัน
DermNet ระบุว่า tinea pedis เป็นการติดเชื้อรากลุ่ม dermatophyte ที่เท้า และพบได้บ่อยในสภาพอากาศร้อนชื้น ขณะที่ความชื้น เหงื่อ และรองเท้าที่อับเป็นปัจจัยสำคัญที่เอื้อต่อการเกิดโรค (DermNet®)
ดังนั้น
ลุยน้ำแล้วคัน แสบ หรือลอก ไม่ได้หมายความว่าเป็นเชื้อราทันทีทุกคน แต่ถ้าเท้ายังอับชื้นต่อเนื่อง มีขุย คัน และผื่นไม่หาย เชื้อราที่เท้าก็เป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ควรนึกถึง
น้ำกัดเท้าคืออะไร?
ในภาษาทั่วไป “น้ำกัดเท้า” มักใช้เรียกอาการผิดปกติของผิวเท้าหลังสัมผัสน้ำหรือความชื้นนาน ๆ ช่วงแรกอาจเกิดจาก ผิวหนังเปื่อยและระคายเคืองจากความชื้น
ลองนึกถึงเวลาที่เราแช่น้ำนาน ๆ แล้วผิวปลายนิ้วเริ่มเปลี่ยน
ถ้าเท้าต้องอยู่ใน น้ำ + ความชื้น + รองเท้าที่เปียก + เหงื่อ เป็นเวลานาน ผิวบริเวณเท้าและซอกนิ้วก็สามารถอ่อนตัว เปื่อย และระคายเคืองได้เช่นกัน
เมื่อเกราะป้องกันผิวเสียหาย ก็ยิ่งเปิดโอกาสให้ปัญหาอื่นตามมา
หนึ่งในนั้นคือ เชื้อราที่เท้า และหากมีแผลหรือผิวแตก ก็ยังต้องระวังการติดเชื้อแบคทีเรียเพิ่มเติมด้วย
น้ำกัดเท้ากับเชื้อราที่เท้าเหมือนกันไหม?
ไม่จำเป็นต้องเหมือนกันทุกกรณี
นี่เป็นจุดที่คนมักเข้าใจผิดมากที่สุด
หลังลุยน้ำใหม่ ๆ อาการแสบ แดง เปื่อย หรือลอก อาจเกิดจาก irritant dermatitis และความชื้น โดยยังไม่ได้หมายความว่ามีเชื้อรา
DermNet ระบุไว้ด้วยว่า ผิวที่เปื่อยและระคายเคืองระหว่างนิ้วเท้าไม่ได้มีสาเหตุจากเชื้อราเสมอไป และอาจสัมพันธ์กับ irritant dermatitis หรือการติดเชื้อแบคทีเรียได้ (DermNet®)
แต่ถ้าสภาพเท้ายังคง
เปียก + อับ + ร้อน + ชื้น
ก็เป็นสภาพแวดล้อมที่เหมาะต่อการเกิด tinea pedis
NHS ระบุเช่นกันว่า ผู้ที่มีเท้าเปียกหรือมีเหงื่อมาก รวมถึงผู้ที่ผิวเท้ามีความเสียหาย มีโอกาสเกิด athlete’s foot มากขึ้น (nhs.uk)
เพราะฉะนั้นอย่าจำว่า
“ลุยน้ำ = เชื้อราทันที”
ให้คิดเป็นลำดับมากกว่า
แช่น้ำนาน
↓
ผิวเปื่อยและระคายเคือง
↓
เกราะป้องกันผิวเสีย
↓
หากยังชื้นและอับต่อเนื่อง
↓
เชื้อราและเชื้ออื่นมีโอกาสตามมา
น้ำกัดเท้าเริ่มต้นมีอาการอย่างไร?
ช่วงแรกอาจเริ่มจากอาการเล็ก ๆ เช่น
- คัน
- แสบ
- ระคายเคือง
- ผิวเปื่อย
- ผิวซีดหรือขาวบริเวณซอกนิ้ว
- ผิวเริ่มลอก
- มีรอยแตกเล็ก ๆ
หากเป็น tinea pedis มากขึ้น อาการที่พบบ่อยคือ ผื่นคัน มีขุยหรือผิวลอกระหว่างนิ้วเท้า โดยเฉพาะบริเวณระหว่างนิ้วที่ 4 และ 5
บางคนไม่ได้เป็นเฉพาะซอกนิ้ว แต่อาจมีผิวแห้งและลอกบริเวณฝ่าเท้าหรือข้างเท้า และบางรูปแบบสามารถมีตุ่มน้ำได้ (nhs.uk)
ดังนั้นหากเริ่มจาก คัน → ลอก → ขุย → เป็นต่อเนื่อง ควรเริ่มคิดถึงเชื้อรามากขึ้น

ลุยน้ำมาแล้ว สิ่งแรกที่ควรทำคืออะไร?
ถ้าเพิ่งลุยน้ำมาและยังไม่มีแผลรุนแรง สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่รีบหายามาทาทันที
แต่คือ
ล้าง → เช็ด → ทำให้แห้ง → เปลี่ยนของเปียก
เริ่มจากล้างเท้าเพื่อกำจัดสิ่งสกปรก จากนั้นเช็ดให้แห้ง โดยให้ความสำคัญกับ ซอกนิ้วเท้า
ไม่ควรถูแรง เพราะผิวที่แช่น้ำมานานอาจเปื่อยและฉีกง่าย
NHS แนะนำให้เช็ดเท้าให้แห้งหลังล้าง โดยเฉพาะบริเวณระหว่างนิ้ว และใช้วิธีซับมากกว่าการถู (nhs.uk)
หลังจากนั้น
ถุงเท้าเปียกควรเปลี่ยน
รองเท้าเปียกควรทำให้แห้งก่อนใส่อีกครั้ง
เพราะต่อให้ทายาฆ่าเชื้อรา แต่กลับไปใส่รองเท้าที่เปียกและอับทุกวัน ปัญหาก็มีโอกาสเกิดซ้ำได้
ถ้าคันหลังลุยน้ำ ต้องทายาฆ่าเชื้อราทันทีไหม?
ไม่จำเป็นทุกคน
ถ้าเพิ่งสัมผัสน้ำแล้วมีเพียง
ผิวเปื่อยเล็กน้อย + แสบเล็กน้อย + ยังไม่มีผื่นหรือขุยชัด
การทำให้เท้าสะอาดและแห้ง พร้อมหลีกเลี่ยงความชื้นต่อเนื่อง เป็นสิ่งสำคัญก่อน
แต่ถ้าเริ่มมีลักษณะเข้าได้กับเชื้อรา เช่น
- คันต่อเนื่อง
- มีขุย
- ผิวลอก
- ซอกนิ้วขาวเปื่อย
- ผิวแตก
- ผื่นค่อย ๆ ลาม
- เป็นซ้ำบริเวณเดิม
อาจพิจารณายาต้านเชื้อราเฉพาะที่ตามความเหมาะสม
เพราะ tinea pedis มักไม่หายเองง่าย ๆ และสามารถรักษาด้วยยาต้านเชื้อราในรูปแบบครีม สเปรย์ หรือผลิตภัณฑ์เฉพาะที่ได้ (nhs.uk)
ยาทาน้ำกัดเท้ามีอะไรบ้าง?
หากประเมินแล้วว่าเข้าได้กับ เชื้อราที่เท้า การรักษาหลักในกรณีไม่รุนแรงคือยาต้านเชื้อราเฉพาะที่
กลุ่มที่ใช้รักษา tinea pedis มีหลายชนิด เช่น
Allylamines
เช่น terbinafine
Azoles
เช่น clotrimazole, miconazole หรือยากลุ่มเดียวกัน
รวมถึงยาต้านเชื้อราชนิดอื่นตามผลิตภัณฑ์และข้อบ่งใช้
DermNet ระบุว่ายาต้านเชื้อราเฉพาะที่โดยทั่วไปเพียงพอสำหรับ tinea pedis ที่ไม่รุนแรง โดยระยะการรักษาขึ้นอยู่กับตัวยาและสูตรผลิตภัณฑ์ (DermNet®)
ดังนั้นไม่ควรใช้หลักว่า
“ยาฆ่าเชื้อราทุกตัวทาเหมือนกัน วันละเท่ากัน และหยุดทันทีเมื่อหายคัน”
ควรอ่านฉลากของผลิตภัณฑ์แต่ละชนิดหรือปรึกษาเภสัชกร เพราะวิธีใช้และระยะเวลารักษาแตกต่างกัน
ทำไมทายาแล้วดีขึ้น แต่กลับมาเป็นอีก?
ปัญหาของเชื้อราที่เท้าไม่ได้อยู่ที่ยาเพียงอย่างเดียว
ถ้าหลังรักษายังมี
รองเท้าอับ
ถุงเท้าชื้น
เหงื่อออกมาก
เช็ดซอกนิ้วไม่แห้ง
สภาพแวดล้อมเดิมก็ยังคงเหมาะกับเชื้อรา
DermNet แนะนำให้ทำให้เท้าและซอกนิ้วแห้งอย่างละเอียด หลีกเลี่ยงรองเท้าที่อับ และทำให้รองเท้าหรือบูตแห้งก่อนใช้อีกครั้ง เพื่อลดการกลับเป็นซ้ำ (DermNet®)
จึงควรคิดว่า
รักษาเชื้อรา + ลดความชื้น
ต้องทำพร้อมกัน
ไม่เช่นนั้นอาการอาจกลับมาอีกได้ง่าย

ทาครีมแก้คันอย่างเดียวได้ไหม?
ต้องระวัง โดยเฉพาะครีมที่มี corticosteroid เพราะถ้าอาการเกิดจากเชื้อรา การใช้ steroid เพียงอย่างเดียวอาจทำให้ แดงลดลง → คันลดลง → ดูเหมือนดีขึ้น แต่เชื้อรายังไม่ได้ถูกกำจัด และอาจทำให้ลักษณะของเชื้อราผิดไปจากเดิมจนวินิจฉัยยากขึ้น
ดังนั้นหากผื่นบริเวณเท้า คัน + มีขุย + ลอก + เป็นต่อเนื่อง ไม่ควรเลือกครีมจากคำว่า “แก้คัน” เพียงอย่างเดียว ควรดูว่าสาเหตุเป็นเชื้อรา การระคายเคือง หรือโรคผิวหนังชนิดอื่นก่อน
ถ้าผิวแตกหรือมีแผลแล้วลุยน้ำ ต้องระวังมากขึ้นไหม?
ต้องระวังมากขึ้น เพราะเมื่อผิวแตก เกราะป้องกันตามธรรมชาติของร่างกายไม่สมบูรณ์
สิ่งที่ต้องสังเกตหลังจากนั้นคือ
- ปวดมากขึ้น
- บวม
- ร้อน
- แดงลาม
- มีหนอง
- มีน้ำเหลืองผิดปกติ
- มีกลิ่น
- มีไข้
อาการเหล่านี้ไม่ควรถูกมองว่าเป็น “น้ำกัดเท้าธรรมดา”
NHS แนะนำให้พบแพทย์หากเท้าหรือขามีอาการ ร้อน ปวด และแดง เพราะอาจเป็นการติดเชื้อที่รุนแรงกว่าการติดเชื้อราทั่วไป (nhs.uk)
โดยเฉพาะผู้ที่เป็น เบาหวาน มีภูมิคุ้มกันต่ำ หรือการไหลเวียนเลือดบริเวณเท้าไม่ดี ควรระมัดระวังมากเป็นพิเศษ (nhs.uk)
แผลหลังลุยน้ำกับน้ำกัดเท้า เป็นเรื่องเดียวกันไหม?
ไม่เหมือนกัน
นี่เป็นจุดสำคัญมาก ถ้าเป็นเพียง คัน + ขุย + ผิวลอก + ซอกนิ้วเปื่อย เราสามารถคิดถึง tinea pedis หรือ dermatitis ได้
แต่ถ้าเริ่มมี แผลเปิด + บวม + ปวด + แดงร้อน + หนอง คำถามไม่ได้อยู่แค่ “ใช้ยาฆ่าเชื้อราตัวไหนดี?” อีกต่อไป
เพราะต้องประเมินเรื่อง แผลติดเชื้อแบคทีเรีย และสาเหตุอื่นร่วมด้วย ดังนั้นอย่าเหมารวมทุกอาการหลังลุยน้ำว่าเป็น “เชื้อรา”
ถ้ามีตุ่มน้ำที่เท้า เป็นน้ำกัดเท้าไหม?
เป็นไปได้ แต่ยังวินิจฉัยไม่ได้จากตุ่มน้ำอย่างเดียว
tinea pedis บางรูปแบบสามารถทำให้เกิด ตุ่มน้ำขนาดเล็กถึงปานกลาง โดยเฉพาะบริเวณด้านในของเท้าได้ (DermNet®)
แต่ตุ่มน้ำที่เท้ายังสามารถเกิดจาก
- ผื่นแพ้
- eczema
- การเสียดสี
- รองเท้ากัด
- การติดเชื้ออื่น
ได้เช่นกัน
จึงไม่ควรเจาะตุ่มน้ำเอง โดยเฉพาะหากไม่แน่ใจสาเหตุ เพราะการทำให้ผิวเปิดเพิ่มอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ
ถ้าผื่นขึ้นทั้งสองเท้า ยังเป็นเชื้อราได้ไหม?
ได้ แต่รูปแบบของผื่นช่วยในการแยกโรค
DermNet ระบุว่า tinea pedis มีแนวโน้มเกิดแบบ ไม่สมมาตร และบางครั้งอาจเกิดเพียงข้างเดียว
ขณะที่ eczema, contact dermatitis และโรคผิวหนังอักเสบบางชนิดมีแนวโน้มเกิดแบบ สมมาตรทั้งสองข้าง มากกว่า (DermNet®)
ดังนั้นถ้าผื่นขึ้นเหมือนกันทั้งสองเท้าหลังเปลี่ยนรองเท้าคู่ใหม่ หรือสัมผัสสารบางชนิด
อาจต้องคิดถึง contact dermatitis ร่วมด้วย ไม่ควรรีบสรุปว่าเป็นเชื้อรา
เชื้อราที่เท้าติดต่อได้ไหม?
ติดต่อได้
เชื้อ dermatophyte สามารถแพร่ผ่าน
- การสัมผัสผิวหนัง
- พื้นที่เปียกส่วนรวม
- ห้องอาบน้ำ
- ห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า
- ผ้าเช็ดตัว
- รองเท้าและถุงเท้าที่ใช้ร่วมกัน
NHS และ DermNet จึงแนะนำไม่ให้ใช้ผ้าเช็ดตัว รองเท้า หรือถุงเท้าร่วมกับผู้อื่น และควรสวมรองเท้าแตะในพื้นที่ส่วนกลางที่เปียกชื้น (nhs.uk)
ถ้ามีเชื้อราอยู่แล้ว การเกาแล้วไปสัมผัสผิวหนังส่วนอื่นยังสามารถช่วยให้เชื้อกระจายได้
หลังลุยน้ำ ควรดูแลเท้าอย่างไรเพื่อลดโอกาสน้ำกัดเท้า?
หลักสำคัญจริง ๆ มีไม่มาก
อย่าปล่อยให้เท้าเปียกและอับอยู่นาน
หลังลุยน้ำควร
- ล้างเท้าให้สะอาด
- ซับให้แห้ง
- เช็ดระหว่างนิ้วทุกซอก
- เปลี่ยนถุงเท้าที่เปียก
- ไม่ใส่รองเท้าเปียกต่อ
- ทำรองเท้าให้แห้งก่อนนำกลับมาใช้
- หลีกเลี่ยงการเกาบริเวณที่คัน
- ไม่ใช้ผ้าเช็ดเท้าร่วมกับคนอื่น
CDC และแหล่งข้อมูลด้านผิวหนังต่างเน้นตรงกันว่า การรักษาผิวให้สะอาดและแห้ง เป็นหัวใจสำคัญในการลดโอกาสเกิดและกลับเป็นซ้ำของ tinea pedis (CDC Stacks)

เมื่อไรควรพบแพทย์?
อาการเชื้อราที่เท้าไม่รุนแรงจำนวนมากสามารถเริ่มดูแลด้วยยาต้านเชื้อราเฉพาะที่และการทำให้เท้าแห้งได้
แต่ควรได้รับการประเมินหาก
- อาการไม่ดีขึ้นหลังใช้ยาจากร้านขายยาอย่างถูกต้อง
- ผื่นลามมากขึ้น
- ปวดมาก
- เท้าบวม
- ผิวแดงและร้อน
- มีหนองหรือน้ำเหลือง
- มีไข้
- เชื้อราลามไปบริเวณอื่น
- เป็นซ้ำบ่อย
- มีแผลลึก
- เป็นเบาหวาน
- มีภูมิคุ้มกันต่ำ
NHS แนะนำให้พบแพทย์หากการรักษาจากร้านขายยาไม่ได้ผล มีอาการปวดมาก เท้าหรือขาร้อน ปวดและแดง หรือผู้ป่วยมีเบาหวานหรือภูมิคุ้มกันบกพร่อง (nhs.uk)
FAQ
ลุยน้ำแล้วคันเท้า แปลว่าเป็นน้ำกัดเท้าไหม?
อาจเป็นได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าเป็นเชื้อราทันที อาการช่วงแรกอาจเกิดจากผิวเปื่อยหรือระคายเคืองจากความชื้น หากคันต่อเนื่อง มีขุย ลอก หรือผิวแตก จึงควรคิดถึง tinea pedis มากขึ้น
น้ำกัดเท้ากับเชื้อราที่เท้าเหมือนกันไหม?
คำว่า “น้ำกัดเท้า” เป็นคำทั่วไป ส่วน tinea pedis เป็นการติดเชื้อ dermatophyte ที่เท้าโดยเฉพาะ ผิวเปื่อยจากความชื้นจึงไม่จำเป็นต้องเป็นเชื้อราทุกกรณี (DermNet®)
น้ำกัดเท้าใช้ยาฆ่าเชื้อราอะไร?
ถ้ายืนยันหรือมีลักษณะเข้าได้กับ tinea pedis ยาต้านเชื้อราเฉพาะที่ เช่นกลุ่ม allylamines หรือ azoles เป็นทางเลือกที่ใช้ได้ โดยระยะเวลาการใช้ขึ้นกับตัวยาและสูตรผลิตภัณฑ์ (DermNet®)
ทายาแล้วหายคัน หยุดได้เลยไหม?
ไม่ควรใช้ความรู้สึกคันเพียงอย่างเดียวเป็นตัวกำหนด เพราะระยะเวลารักษาของยาต้านเชื้อราแต่ละชนิดแตกต่างกัน ควรใช้ตามฉลากหรือคำแนะนำของบุคลากรทางการแพทย์
มีแผลที่เท้าแล้วลุยน้ำสกปรก ควรทำอย่างไร?
ควรล้างสิ่งสกปรก ดูแลแผลให้สะอาดและหลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำสกปรกซ้ำ หากเริ่มบวม แดง ร้อน ปวด มีหนอง หรือมีไข้ ควรได้รับการประเมิน เพราะอาจเป็นการติดเชื้อที่มากกว่าน้ำกัดเท้าหรือเชื้อราทั่วไป (nhs.uk)
Summary
“น้ำกัดเท้า” หลังลุยน้ำ ไม่ได้หมายถึงเชื้อราทุกกรณี
ช่วงแรกอาจเกิดจากการที่เท้าแช่น้ำเป็นเวลานานจน ผิวเปื่อย → ระคายเคือง → แสบ → ลอก แต่หากเท้ายังคงอับชื้นต่อเนื่อง ก็เป็นสภาพที่เอื้อต่อ เชื้อราที่เท้า หรือ Tinea pedis
เมื่อเริ่มมี คันต่อเนื่อง + ขุย + ผิวลอก + ซอกนิ้วเปื่อยหรือแตก ควรนึกถึงเชื้อรามากขึ้น (nhs.uk)
สิ่งสำคัญหลังลุยน้ำจึงเริ่มจาก ล้างเท้า → ซับให้แห้ง → เช็ดซอกนิ้ว → เปลี่ยนถุงเท้า → ทำรองเท้าให้แห้ง
หากเป็น tinea pedis ที่ไม่รุนแรง ยาต้านเชื้อราเฉพาะที่มีบทบาทสำคัญในการรักษา แต่ต้องใช้ให้เหมาะกับตัวยาและระยะเวลาที่กำหนด (DermNet®)
และต้องแยกให้ออกระหว่าง “ผิวคันลอกจากเชื้อรา” กับ “แผลที่เริ่มติดเชื้อ” เพราะหากเท้าเริ่ม บวม แดง ร้อน ปวด มีหนอง หรือมีไข้ ไม่ควรรักษาเหมือนน้ำกัดเท้าทั่วไป แต่ควรได้รับการประเมินเพิ่มเติม (nhs.uk)

หมายเหตุสำคัญ
บทความนี้จัดทำเพื่อให้ความรู้ทั่วไป คำว่า “น้ำกัดเท้า” อาจครอบคลุมอาการจากหลายสาเหตุ ทั้งผิวหนังระคายเคืองจากความชื้น เชื้อราที่เท้า และการติดเชื้ออื่น จึงไม่ควรใช้ลักษณะอาการเพียงอย่างเดียวในการวินิจฉัย
หากมีแผลหลังสัมผัสน้ำสกปรก และเริ่มมีอาการ บวม แดง ร้อน ปวดมาก มีหนอง มีไข้ หรืออาการลุกลามเร็ว ควรได้รับการประเมินจากบุคลากรทางการแพทย์ โดยเฉพาะผู้ที่เป็นเบาหวาน มีภูมิคุ้มกันต่ำ หรือมีปัญหาการไหลเวียนเลือดบริเวณเท้า
เรียบเรียงโดย: www.chulalakpharmacy.com
References
- DermNet. Tinea pedis (fungal foot infection). ข้อมูลสาเหตุ ลักษณะอาการ การวินิจฉัย การรักษา และการป้องกันการกลับเป็นซ้ำ (DermNet®)
- NHS. Athlete’s foot. ข้อมูลอาการ การดูแลด้วยตนเอง การรักษาด้วย antifungal และอาการที่ควรพบแพทย์ (nhs.uk)
- DermNet. Fungal skin infections: Tinea pedis. ข้อมูลความแตกต่างระหว่างเชื้อราที่เท้า dermatitis และการติดเชื้อแบคทีเรีย (DermNet®)
- CDC Stacks. Expert Panel Review of Skin and Hair Dermatophytoses in an Era of Antifungal Resistance. ข้อมูลการวินิจฉัย การรักษา และการดูแลเท้าให้สะอาดและแห้ง (CDC Stacks)
- Guy’s and St Thomas’ NHS Foundation Trust. Athlete’s foot – Overview. ข้อมูลอาการ การดูแล และการลดโอกาสการกลับเป็นซ้ำ; ทบทวนล่าสุดกรกฎาคม 2026 (Guy’s and St Thomas’ NHS)






